# เขียนโปรแกรมภาษา Python | สำหรับผู้เริ่มต้น [Phase1](อัปเดตล่าสุด)

https://www.youtube.com/watch?v=HEqxgFyK77I
Translation: en

[00:09] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในคลิปนี้

[00:13] นะครับก็จะเป็นหัวข้อแรกของเนื้อหาการ

[00:16] เขียนโปรแกรมภาษา python สำหรับผู้เริ่ม

[00:18] ต้นนะครับซึ่งเป็นเนื้อหาที่จัดทำขึ้นมา

[00:21] ใหม่นะครับอเป็น python เวอร์ชั่นอัพเดต

[00:24] ล่าสุดนั่นเองนะครับอ่ะก่อนที่เราจะไปลุย

[00:28] ในพารทของการเขียนโปรแกรมภาษา python นะ

[00:31] ครับก็จะต้องมาทำความรู้จักกับภาษา python

[00:34] กันก่อนนะครับว่าภาษา python คืออะไรมี

[00:37] ความสามารถอะไรบ้างนะครับเนื่องจากว่าบาง

[00:40] คนเรียนพื้นฐานไปแล้วยังมองภาพไม่ออกนะ

[00:42] ครับว่าเราจะนำเอาความรู้พื้นฐานของการ

[00:45] เขียนโปรแกรมภาษา python เนี่ยไปพัฒนา

[00:48] ระบบหรือว่าไปสร้างระบบในด้านใดได้บ้างนะ

[00:51] ครับตัวภาษา python เนี่ยนะครับจะมีไี่นะ

[00:54] ครับที่รองรับการทำงานในด้านต่างๆนะครับ

[00:57] อย่างเช่นนำไปสร้างเกมก็ได้นำไปทำเว็บนะ

[01:01] ครับนำไปใช้งานกับตัว AI ก็ได้นะครับอัน

[01:06] นี้ก็คือตัวอย่างความสามารถของภาษา python

[01:10] นะครับโดย python นะครับก็คือภาษา

[01:13] คอมพิวเตอร์อีกภาษานึงนะครับที่ใช้สำหรับ

[01:17] การพัฒนาโปรแกรมนะครับโดยผู้พัฒนาหรือว่า

[01:21] นักเขียนโปรแกรมเนี่ยจะต้องเรียนรู้โครง

[01:23] สร้างภาษา python นะครับว่ามีโครงสร้าง

[01:25] การเขียนอย่างไรนะครับเพื่อที่จะสั่งการ

[01:28] ให้คอมพิวเตอร์นั้นนะครับสามารถทำงานตาม

[01:31] วัตถุประสงค์ที่ต้องการได้นะครับโดยการ

[01:34] สั่งการให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้นั้นนะครับ

[01:37] จะต้องอาศัยส่วนที่เรียกว่าตัวแปรภาษา

[01:40] นั่นเองนะครับโดยตัวแปรภาษาเนี่ยก็เปรียบ

[01:44] เสมือนกับล่ามนะครับทำหน้าที่แปลงโค้ด

[01:47] ภาษาคอมพิวเตอร์ที่มนุษย์เขียนขึ้นนะครับ

[01:49] ในนี้ก็คือภาษา python เนาะไปเป็นภาษาที่

[01:52] เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจนะครับว่า

[01:54] ต้องการให้ทำงานอะไรนะฮะโดยในปัจจุบัน

[01:57] เนี่ยตัวแปรภาษาจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทนะ

[02:00] ครับเราจะเรียกว่า compiler กับ interpret

[02:04] นะครับซึ่งแต่ละตัวเนี่ยนะครับหรือว่าแต่

[02:08] ละแบบเนี่ยก็จะมีความสามารถหรือว่าข้อดี

[02:10] ข้อเสียแตกต่างกันดอกไปนะครับอ่าขอเริ่ม

[02:13] ต้นที่ compiler ก่อนนะครับข้อดีของ

[02:16] compiler นะครับก็คือทำงานได้เร็วเนื่อง

[02:19] จากว่าจะทำการแปลคำสั่งหรือว่าแปลโค้ดที่

[02:23] เราเขียนทั้งหมดในครั้งเดียวนะครับแล้ว

[02:26] จึงทำงานตามคำสั่งของโปรแกรมในภายหลังนะ

[02:29] ครับนี่ก็คือคือข้อดีเนาะแต่ว่าข้อเสีย

[02:32] ของ compiler นะครับก็คือเมื่อเกิดข้อผิด

[02:35] พลาดขึ้นนะครับจะตรวจสอบหาข้อผิดพลาดได้

[02:39] ยากนะครับเนื่องจากว่าอ่ามันทำการแปลคำ

[02:42] สั่งทีเดียวทั้งโปรแกรมเนาะอันนี้ก็คือ

[02:45] ข้อดีแลก็ข้อเสียของ compiler นะครับต่อ

[02:48] มาก็จะเป็น interpret นะครับอ่าข้อดีก็

[02:52] คือจะแปลคำสั่งทีละบรรทัดนะครับทำให้หา

[02:55] ข้อผิดพลาดของโปรแกรมได้ง่ายนะครับเนื่อง

[02:58] จากแปลคำั่งสั่งทีลบรรทัดนะครับเราสามารถ

[03:01] สั่งให้โปรแกรมเนี่ยทำงานเฉพาะจุดได้นะ

[03:04] ครับและไม่ต้องเสียเวลารอการแปลคำสั่ง

[03:07] เป็นเวลานานเพราะว่ามันแปลคำสั่งทีละ

[03:11] บรรทัดนะครับมันไม่เหมือนกับตัวคอที่แปล

[03:14] ครั้งเดียวนะฮะแต่ว่าข้อเสียของ interpret

[03:17] นะครับก็คือมันช้าเนื่องจากทำงานทีละ

[03:20] บรรทัดนะฮะอันนี้ก็คือรูปแบบของตัวแปร

[03:24] ภาษานะครับโดย python เนี่ยนะฮะจัดเป็น

[03:27] ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ตัวแปลภาษาแบบ

[03:31] interpret นะครับอ่าอันนี้ก็คือสิ่งที่

[03:34] ทุกคนต้องทราบเป็นลำดับแรกนะครับก็คือตัว

[03:37] แปลภาษาของอ่าภาษา python เนี่ยจะเป็น

[03:39] interpreter นะ

[03:41] ฮะข้อดีของภาษา python นะครับอ่าบางคนมี

[03:45] ความสงสัยว่าทำไมต้องใช้ภาษา python ด้วย

[03:48] ใช้ภาษาอื่นได้มยนะครับก็สามารถใช้ได้

[03:51] เหมือนกันแต่ว่าข้อดีของภาษา python

[03:53] เนี่ยอันดับแรกนะครับก็คือทำงานได้หลาย

[03:56] ระบบปฏิบัติการไม่ว่าจะเป็นนำไปใช้บน

[03:58] Windows บน Mac บน Linux นะฮะเป็น open

[04:01] source นะครับก็คือสามารถใช้งานได้ฟรี

[04:03] ไม่มีค่าใช้จ่ายนะครับโครงสร้างไวยากรณ์

[04:06] ภาษานะครับเข้าใจง่ายรองรับการเขียน

[04:09] โปรแกรมเชิงวัตถุหรือว่า oop นะครับ

[04:12] เหมือนกับภาษาโปรแกรมทั่วไปเลยก็คืออ่า

[04:15] รองรับการเขียนโปรแกรมในลักษณะของ

[04:17] ฟังก์ชันนะครับจะเรียกว่าเป็น functional

[04:19] programming เนาะแลก็ object oriented

[04:21] programming นะครับหรือว่าการเขียน

[04:22] โปรแกรมเชิงวัตถุนะฮะก็คือสามารถเขียนได้

[04:25] ทั้ง 2 รูปแบบนะฮะมี Library นะครับให้

[04:28] ใช้งานจำนวนมากไม่ว่าจะจะเป็น Library

[04:30] ที่นำไปใช้ในการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันไปทำ

[04:35] เกมนะครับทำกราฟฟิกทำ AI หรือว่า Machine

[04:39] Learning นะฮะรองรับการทำงานกับฐานข้อ

[04:41] มูลนะครับก็คือเราสามารถเขียนโปรแกรมภาษา

[04:43] python เนี่ยทำงานกับฐานข้อมูลได้นะ

[04:46] ครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการประยุกต์

[04:49] ใช้งานภาษา python นะครับก็คือเราสามารถ

[04:52] ที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันในรูปแบบของ gui

[04:54] ได้นะครับหรือว่า Desktop แอปพลิเคชัน

[04:57] เนาะโดยใช้ Library นะครับครับอย่างเช่น

[05:00] TK Enter P qt อะไรพวกนี้นะครับไอ้

[05:02] ตัวที่ผมไฮไลท์เป็นสีฟ้าจะเป็นรายชื่อ

[05:04] Library นะครับสำหรับนำไปทำแอปพลิเคชัน

[05:07] ถ้าเป็น gui ก็จะเป็น T กับ P qt นะครับ

[05:11] สามารถนำภาษา python เนี่ยไปพัฒนาเว็บ

[05:13] แอพพลิเคชันได้นะครับจะเป็นส่วนของตัว

[05:16] Back End อย่างเช่นตัว juggle

[05:19] framework หรือว่า Fast framework อะไร

[05:21] พวกนี้นะครับสามารถพัฒนาเกมได้นะครับโดย

[05:23] ใช้ Library py Game หรืองาน Data Sign

[05:26] นะครับแล้วก็จะใช้ตัวนำ Pie panta match

[05:29] plift อะไรพวกนี้นะครับซึ่งจะต่อยอดไปใน

[05:33] ส่วนของตัว Machine Learning แล้วก็ AI

[05:35] ด้วยนะ

[05:37] ครับหรือจะเป็นงานด้านการประมวลผลภาพหรือ

[05:40] ว่า image processing นะครับเราจะใช้ตัว

[05:43] Library ที่ชื่อว่า Open CV เนาะการ

[05:45] พัฒนาระบบแผนที่นะครับการสกัดข้อมูลจาก

[05:48] เว็บไซต์นะครับการพัฒนา API และก็การจัด

[05:51] การตัวฐานข้อมูลนะครับทั้งในส่วนของ SQL

[05:54] หรือว่า No SQL รวมไปถึงอ่าทำแอปบนมือ

[05:59] ถือได้ได้ด้วยนะครับอาจจะไม่ค่อยดังเท่า

[06:01] ไหร่นะฮะในส่วนของตัวภาษา python ที่มี

[06:03] อ่าที่ใช้ตัว Library สำหรับทำแอปบนมือ

[06:06] ถือหรือนำไปใช้กับตัว bender นะครับซึ่ง

[06:09] เป็นโปรแกรมสำหรับทำโมเดล 3 มิติเนาะเรา

[06:12] ก็สามารถเขียน python script นะครับใน

[06:14] โปรแกรมดังกล่าได้นะฮะเดี๋ยวถมีเวลาจะมา

[06:17] สอนในเรื่องของ bender นะครับซึ่งจะเป็น

[06:20] การอ่าปั้นโมเดล 3 มิตินะ

[06:24] ฮะต่อมาครับก็จะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของ

[06:27] ภาษา python นะครับที่ทุกคนจะต้องทราบ

[06:29] ก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนโปรแกรมนะครับโดย

[06:32] ไฟล์ที่เก็บโค้ดภาษา python นะครับหรือ

[06:34] sce Code เนี่ยจะมีนามสกุล

[06:37] fpy นะครับนี่ก็คือสิ่งแรกที่ทุกคนต้อง

[06:40] ทราบนะครับตัวที่ 2 นะครับก็คือการย่อ

[06:44] หน้าโค้ดโปรแกรมนะครับหรือว่า indentation

[06:47] ก็คือการจัดรูปแบบคำสั่งในภาษา python นะ

[06:50] ครับโดยแบ่งโคดออกเป็นกลุ่มย่อยๆซึ่งแต่

[06:54] ละกลุ่มนะครับจะต้องจัดย่อหน้าให้เท่ากัน

[06:57] นะครับไม่เช่นนั้นจะเกิดข้อผิดพลาดและก็

[06:59] ไม่ไม่สามารถรันโปรแกรมได้นะครับอันนี้ก็

[07:02] คืออ่า 2 ส่วนแรกนะครับที่ทุกคนต้องทราบ

[07:05] ก็คือไฟล์ที่เก็บอ่าโค้ดภาษา python นาม

[07:08] สกุล py และเรื่องของการเขียนโปรแกรม

[07:11] เนี่ยถ้าต้องการจะจัดรูปแบบคำสั่งหรือว่า

[07:14] จัดโค้ดออกเป็นกลุ่มเนี่ยเราจะใช้วิธีการ

[07:17] ยอดหน้าโค้ดนะครับใช้วิธีการกด Tab หรือ

[07:20] ว่ากด Space Bar ก็ได้แต่ว่าถ้าเป็นการ

[07:21] เขียนโปรแกรมจริงๆเนี่ยจะแนะนำให้กด Tab

[07:25] นะครับเป็นการเว้นวรรคหรือว่าการทำย่อ

[07:27] หน้านะฮะ

[07:29] อันนี้ก็คือตัวอย่างการย่อหน้าเนาะถ้าเรา

[07:32] เขียนโค้ดภาษา python นะครับอ่าอย่างเช่น

[07:34] ผมมีบล็อกคำสั่งก็คือ E นะครับซึ่งบล็อก

[07:38] ดังกล่าวเนี่ยจะมีการกำหนดการทำงานนะครับ

[07:41] ก็คือคำสั่งปริ้ซึ่งคำสั่งปริ้เนี่ยนะ

[07:43] ครับจะเขียนต่อท้ายเครื่องหมาย colon ของ

[07:45] EB นะครับถ้าเราไม่ทำการย่อหน้าหรือว่า

[07:49] ไม่ทำการกำหนดการเว้น bu เนี่ยโค้ดจะไม่

[07:52] สามารถรันได้นะครับอย่างเช่น If username

[07:55] นะครับเป็น Admin หรือเปล่านะครับถ้าเป็น

[07:57] แอดมินให้ทำอะไรก็บอกว่าสวัสดีผู้ดูแล

[07:59] ระบบนะครับแต่ถ้าไม่ได้เป็นแอดมินก็จะบอก

[08:02] ว่าข้อมูลไม่ถูกต้องนะครับอันนี้ก็คือ

[08:04] สิ่งที่ผมต้องการยให้ทำนะครับแต่ว่าตัว

[08:06] โค้ดดังกล่าวเนี่ยมันไม่สามารถทำงานได้

[08:09] เพราะว่าบล็อกการทำงานหรือว่าขอบเขตของ

[08:12] ตัวคำสั่งปริ้นเนี่ยนะครับมันยังไม่ถูก

[08:15] จัดยอดหน้าก็จัดยอดหน้าโดยการแบนะครับ

[08:18] หรือว่าการ Space Bar เนาะให้มีพื้นที่

[08:20] ว่างเพื่อที่จะบอกว่าปริ้นตัวแรกนะครับ

[08:23] สวัสดีผู้ดูแลระบบเนี่ยจะอยู่ในอ่าขอบเต

[08:27] การทำงานของอฟ username Admin

[08:30] นะครับแต่ถ้าเป็นเอนะครับก็คือปริ้นข้อ

[08:32] มูลไม่ถูกต้องเนี่ยจะอยู่ในพื้นที่ของตัว

[08:34] เอนะครับซึ่งการบอกขอบเขตหรือว่ากลุ่มของ

[08:38] โค้ดเนี่ยนะครับจะใช้เครื่องหมายโคลอนนะ

[08:41] เป็นตัวที่บอกขอบเขตการทำงานนะครับก็คือ

[08:43] โคลอนต่อท้ายอีฟกับ colon ต่อท้ายเอตัว

[08:48] นี้นะครับอันนี้เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างตอน

[08:50] เขียนโค้ดจริงๆเนาะว่ามันจะเกิดข้อผิด

[08:52] พลาดยังไงถ้าเราไม่ทำการยอดหน้านะครับอ่า

[08:57] อันนี้ก็คืออ่าวิธีการเก็บเขียนโค้ดที่

[09:00] ถูกต้องนะครับในภาษา python ต้องมีการย่อ

[09:02] หน้าด้วยนะ

[09:03] ฮะต่อมาครับก็จะเป็นการเขียนคอมเมนนะครับ

[09:07] หรือหมายเหตุของโปรแกรมนะครับอันนี้จะใช้

[09:10] สำหรับอธิบายหน้าที่หรือว่าความหมายของ

[09:12] โค้ดที่เขียนนะครับหรือทำการยกเลิกโค้ด

[09:15] ชั่วคราวนะครับส่งผลให้ตัวแปลภาษาเนี่ย

[09:18] ไม่สนใจโค้ดในบรรทัดที่ถูกทำหมายเหตุนะ

[09:21] ครับซึ่งในภาษา python เนี่ยเราจะใช้

[09:23] เครื่องหมาย Sharp นะครับเป็นตัวที่บอก

[09:25] ว่าส่วนนี้จะเป็นคอมเมนหรือว่าหมายเหตุ

[09:28] หรือว่าเป็นเป็นอ่ากลุ่มของประโยคหรือข้อ

[09:32] ความที่ใช้ในการอธิบายความหมายของโค้ดที่

[09:35] เราเขียนเนาะเพราะว่าโค้ดที่เราเขียน

[09:36] เนี่ยมันไม่ได้มีแค่อ่า 2-3 บรรทัดนะครับ

[09:39] มีเป็นพันเป็นหมื่นนะครับเป็นแสนบรรทัดที

[09:42] นี้การที่เราจะมาไล่ดูโค้ดนะครับเพื่อดู

[09:46] การทำงานของโค้นที่เราเขียนได้เนี่ยนะ

[09:47] ครับก็จะต้องอาศัยตัวคอมเมนต์นะครับเป็น

[09:50] ตัวที่อ่าใช้ในการอธิบายว่าโค้ดที่เรา

[09:53] เขียนเนี่ยมันมีรูปแบบการทำงานเป็นยังไง

[09:56] นะครับโดยในภาษา python เนี่ยเราจะใช้

[09:59] เครื่องหมายชาร์ปนะเป็นตัวที่บอกว่าไอ้

[10:02] ประโยคหรือว่าข้อความที่เราเขียนนะครับใน

[10:06] กลุ่มของโค้ดทั้งหมดเนี่ยส่วนที่เป็น

[10:09] คอมเมนนะครับจะเป็นคำสั่งที่เราสามารถ

[10:12] อ่านแล้วเข้าใจได้เลยนะครับว่าไอ้โค้ดที่

[10:14] เราเขียนขึ้นมาเนี่ยมันทำหน้าที่อะไร

[10:15] อย่างเช่นรับ input นะครับหรือว่ารับข้อ

[10:18] มูลเนี่ยข้อมูลเป็นแบบไหนเป็นตัวเลขเป็น

[10:20] ข้อความนู่นนี่นั่นนะครับประสหรือว่า

[10:22] กระบวนการทำงานนะครับอ่าเกิดกระบวนการทำ

[10:25] งานอะไรบ้างนะครับแล้วก็ output ที่ส่ง

[10:27] ออกมาเนี่ยนะครับเป็นแบบใดนะครับเราก็

[10:31] ต้องมีการเขียนคอมเมนต์หรือว่าเขียนเป็น

[10:34] หมายเหตุขึ้นมานะครับเป็นการอธิบายโค้ด

[10:37] นั่นแหละนะครับเวลาที่เรามาดูโค้ดหรือว่า

[10:40] คนอื่นมาดูโค้ดที่เราเขียนเนี่ยก็จะเข้า

[10:42] ใจความหมายตรงกันนะครับว่าโค้ดที่เขียน

[10:44] ขึ้นมาเนี่ยมี input process output

[10:47] เป็นยังไงนะ

[10:49] ครับต่อมาก็จะเป็นโครงสร้างควบคุมพื้นฐาน

[10:52] ในภาษา python นะครับก็จะมีอยู่ 3 ตัว

[10:54] เหมือนภาษาโปรแกรมทั่วไปเลยนะครับโดยโครง

[10:57] สร้างวอบคลุมพื้นฐานก็คือกลุ่มคำสั่งที่

[11:00] ใช้ควบคุมการทำงานโปรแกรมของเรานะครับ

[11:02] ประกอบไปด้วยคำสั่งแบบลำดับหรือว่า

[11:05] sequence นะครับคำสั่งเงื่อนไขหรือว่าค

[11:07] แล้วก็คำสั่งทำซ้ำหรือว่า Loop นั่นเองนะ

[11:10] ครับซึ่งผมจะยกตัวอย่างอ่าโครงสร้างควบ

[11:13] คุมพื้นฐานเนี่ยทีละส่วนเลยนะครับเรียง

[11:15] ลำดับจากง่ายไปยากเนาะซึ่งจะเริ่มต้นตั้ง

[11:17] แต่อ่าคำสั่งแบบลำดับนะครับหรือว่า

[11:20] sequence นั่นเองนะครับต่อมาก็จะเป็น

[11:22] เงื่อนไขแล้วก็ Loop นะครับเป็นโครงสร้าง

[11:25] ควบคุมตัวท้ายๆนะครับที่เราจะได้เรียนกัน

[11:28] นะฮะนะอันนี้ก็คืออ่าในส่วนของความสามารถ

[11:34] ของภาษา python และก็องค์ประกอบพื้นฐาน

[11:38] และก็โครงสร้างควบคุมพื้นฐานนะครับเดี๋ยว

[11:41] ในหัวข้อต่อไปครับเราก็จะมาลุยในส่วนของ

[11:43] การดาวน์โหลดแลก็ติดตั้งอ่าภาษา python

[11:47] นะครับลงไปที่เครื่องของเรากันนะครับใน

[11:49] การเริ่มต้นเขียนโปรแกรมนั่นเองอ่ามีขั้น

[11:53] ตอนอย่างอะไรบ้างเในพาร์ทหน้าเดี๋ยวมาลุย

[11:55] กันต่อ

[12:06] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในคลิปนี้

[12:09] นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการดาวน์โหลดและ

[12:12] ก็ติดตั้ง python ลงไปที่เครื่องของเรา

[12:15] กันนะครับเพื่อที่จะเริ่มต้นเขียนโปรแกรม

[12:17] ภาษา python นั่นเองโดยขั้นตอนแรกนะครับ

[12:20] ให้ทุกคนเข้าไปที่เว็บไซต์ python.org นะ

[12:23] ครับก็จะได้หน้าเว็บแบบนี้มาจากนั้นนะ

[12:26] ครับก็ทำการดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้ง python

[12:28] นะครับครับลงไปที่เครื่องของตัวเองได้เลย

[12:31] นะครับโดยไปที่แบเมนูที่ชื่อว่าดาวน์โหลด

[12:35] นะครับในแบเมนูดาวน์โหลดตัวนี้นะครับก็จะ

[12:37] ให้เราทำการเลือก platform นะครับอ่าที่

[12:41] ต้องการเด็กจะนำเอา python นะครับไปรัน

[12:43] หรือว่าไปใช้งานของผมเป็น windows นะครับ

[12:47] อ่าตัวเมนูก็จะขึ้นบอกว่า Download for

[12:49] Windows นะครับเป็นการบอกว่าเราจะทำการ

[12:51] ดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้ง python เนี่ยให้

[12:53] สามารถรันบนระบบปฏิบัติการ Windows ได้นะ

[12:56] ครับสำหรับท่านใดที่ใช้แพลตฟอร์มอืนะครับ

[12:59] ไม่ว่าจะเป็น Max Linux นะครับก็ทำการ

[13:02] ดาวน์โหลดตัว python นะครับให้อ้างยิงตาม

[13:05] รูปแบบเครื่องของเงได้เลยนะครับอันนี้ของ

[13:08] ผมใช้ Windows ก็จะขึ้นมาว่า Download

[13:10] for Windows นะครับซึ่ง python นะครับ

[13:13] เวอร์ชั่นที่ผมจะดาวน์โหลดเนี่ยจะเป็น

[13:16] python

[13:18] 3.12.7 นะครับณวันที่จะทำเนื้อหานะครับ

[13:21] ยังเป็นเวอร์ชั่นนี้อยู่สำหรับท่านใดที่

[13:24] มาดูอ่าในตอนหลังๆเนาะอาจจะมีการเปลี่ยน

[13:29] เวอร์ชั่นเป็น

[13:31] 3.12.1 หรือ 3.13 อะไรก็ว่าไปนะครับก็

[13:34] สามารถใช้งานได้เหมือนกันนะฮะขั้นตอนการ

[13:37] ดาวน์โหลดก็ง่ายมากครับก็คลิกที่ปุ่มอ่า

[13:40] ดาวน์โหลดนะครับที่เป็นปุ่มสีเทาตัวนี้นะ

[13:43] ครับนี่ว่าดาวน์โหลด for Windows นะครับ

[13:45] เป็น python

[13:47] 3.12.7 นะครับก็กดที่ปุ่มดาวน์โหลดตัว

[13:50] นี้ได้เลยนะครับ

[13:53] อ่าหลังจากที่ดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยนะ

[13:56] ครับก็จะมาเริ่มต้นกระบวนการติดตั้ง

[13:58] python ลงไปที่เครื่องครับก็เปิดไปติด

[14:01] ตั้งขึ้นมาครับอ่ากดเปิดขึ้นมาเลยนะครับ

[14:04] ก็จะได้หน้าต่างนะครับในการปรับแต่งว่า

[14:08] อยากจะติดตั้ง python เนี่ยนะครับอ่ามี

[14:11] การตั้งค่าอะไรบ้างนะครับเราก็จะมากำหนด

[14:14] การตั้งค่าหรือว่ามาปรับแต่งเนาะโดยส่วน

[14:17] ของการตั้งค่าเนี่ยนะครับให้ทุกคนติ๊กถูก

[14:19] นะครับในส่วนของ use Admin private กับ

[14:22] App

[14:23] python.exe 2 part นะครับเป็นการ set

[14:26] Part python ลงไปที่เครื่องด้วยเราจะ

[14:28] สามารถรันคำสั่ง python นะครับผ่านตัว

[14:30] comand พร้อได้สำหรับ่าใช Windows เนาะ

[14:34] หรือรันคำสั่ง python นะครับผ่าน Terminal

[14:36] ได้สำหรับท่านใดที่ใช้ Mac นะฮะหลังจาก

[14:39] ที่เราติ๊กถูกตัวเลือก 2 ตัวนี้เสร็จ

[14:43] เรียบร้อยนะครับต่อมาก็จะเป็นการปรับแต่ง

[14:46] ว่าจะติดตั้ง python เนี่ยลงไปที่ตำแหน่ง

[14:48] ใดภายในเครื่องของเรานะครับอันนี้ผมจะเซต

[14:50] ตามค่า default เลยนะครับโดยจะเลือกเมนู

[14:53] Install Now ก็คือให้ติดตั้ง python

[14:56] 312 เนี่ยเก็บอยู่ที่ตัวแ Data นะครับ

[14:59] ภายในเครื่องของผมนั่นเองนะครับผมก็จะ

[15:01] เลือก Install Now นะครับเมนูตัวแรกนะ

[15:04] ครับจากนั้นก็รอให้ทำการติดตั้ง python

[15:07] จนเสร็จเรียบร้อยนะครับหลังจากที่ติดตั้ง

[15:10] เสร็จนะครับก็กดที่ปุ่ม close ตัวนี้ได้

[15:13] เลยนะครับอันนี้ก็คือขั้นตอนการดาวน์โหลด

[15:16] แล้วก็ติดตั้ง python ลงไปที่เครื่องนะ

[15:18] ครับต่อมาครับก็จะมาทดสอบอ่ารันคำสั่ง

[15:21] python นะครับผ่านตัว Command พร้อมหรือ

[15:24] ว่าใน Terminal นะครับอ่าถ้าท่านใดที่

[15:27] Windows นะครับไม่เปิด Command พร้อม

[15:29] ขึ้นมากดอ่าปุ่ม start นะครับ cmd เลือก

[15:32] เป็น Command พ้อนะครับโอเคโดยคำสั่งที่

[15:37] เราจะระบุใน Command พร้อมนะครับจะเป็น

[15:39] การตรวจสอบเวอร์ชั่นนะครับของ python นะ

[15:43] ครับที่เราติดตั้งลงไปก่อนหน้านี้นะครับ

[15:45] ว่าเป็น python เวอร์ชั่นอะไรนะครับก็คือ

[15:48] ใช้คำสั่งก็คือ python นะครับเป็นวรนะ

[15:51] ครับแล้วก็ขีด 2 ขีดตามด้วยคำว่าเวอรชั่น

[15:55] นะครับคำสั่งดังกล่าวเนี่ยเป็นการตรวจสอบ

[15:58] ตอ่าเวอร์ชั่นของตัว python นะครับที่เรา

[16:02] ติดตั้งลงไปที่เครื่องว่าเป็น python

[16:05] เวอร์ชั่นอะไรนะครับก็กดปุ่ม Enter ครับ

[16:09] ซึ่งก็จะแสดงรายละเอียดนะครับเป็น python

[16:12] 3. 12 2.7 นั่นเองนะครับนั่นแสดงว่า

[16:16] ตอนนี้เราสามารถที่จะเขียนโปรแกรมภาษา

[16:19] python ภายในเครื่องของเราได้แล้วนะครับ

[16:21] ก็คือเราทำการติดตั้งตัวแปรภาษา python

[16:24] นะครับลงไปที่เครื่องเสร็จเรียบร้อยแล้ว

[16:26] นั่นเองนะฮะตัวนี้พาร์หน้าครับเราก็จะมา

[16:28] ลุยในส่วนของการเริ่มต้นเขียนโปรแกรมภาษา

[16:31] python กันสำหรับในข้อนี้นะครับก็ขอยก

[16:34] ตัวอย่างเพียงเท่านี้ครับ

[16:45] ผมครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยจากหัว

[16:49] ข้อที่ผ่านมาครับเราก็ได้ลุยในส่วนของการ

[16:52] ดาวน์โหลดแล้วก็ติดตั้ง python นะครับลง

[16:55] ไปที่เครื่องเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะ

[16:57] ครับในหัวข้อนี้ก็จะมาการเริ่มต้นเขด

[16:59] โปรแกรมภาษา python กันนะครับก่อนที่จะ

[17:02] เริ่มต้นเขดโปรแกรมภาษา python เนี่ยก็จะ

[17:05] ต้องมาทำความรู้จักกับส่วนที่เรียกว่า ide

[17:07] กันก่อนนะครับโดย ide เนี่ยจะเป็นเครื่อง

[17:11] มือสำหรับใช้ในการเขียนโค้ดนะครับเพื่อทด

[17:13] สอบแล้วก็รันโปรแกรมซึ่งภายใน ID เนี่ยจะ

[17:16] ประกอบไปด้วยส่วนของ source Code editor

[17:19] นะครับซึ่งจะเป็นพื้นที่สำหรับใช้ในการ

[17:21] เขียนโปรแกรมและตัวแปลภาษานะครับรวมถึง

[17:25] debugger ที่ช่วยตรวจสอบข้อผิดพลาดภายใน

[17:28] โปรแกรมของเรานะครับใน python เนี่ยนะ

[17:31] ครับจะมีเครื่องมือมาตรฐานนะครับสำหรับ

[17:34] เริ่มต้นเขียนโค้ดและก็ทดสอบโปรแกรมนะ

[17:36] ครับเรียกว่า

[17:37] idle python นั่นเองนะฮะโดยรูปแบบของ ID

[17:42] Le python เนี่ยจะแบ่งเป็น 2 แบบนะครับ

[17:45] แบบแรกก็คือ python Shell นะครับหรือว่า

[17:47] การเขียนโปรแกรมขนาดเล็กเนาะสำหรับทดลอง

[17:51] อ่าการทำงานต่างๆนะครับภายในโปรแกรมของ

[17:55] เรานะครับซึ่งจะเป็นการทำงานง่ายๆอย่าง

[17:57] เช่นการบวกเลขอะไรพวกนี้นะครับเขียนเป็น

[17:58] โค้ดทีละ 1 บรรทัดเราก็จะอาศัยตัว Pon

[18:01] Shell นะครับแต่ถ้าเป็นรูปแบบอ่าโปรแกรม

[18:05] ขนาดใหญ่นะครับที่มีความซับซ้อนนะครับมี

[18:08] โค้ดหลายบรรทัดเนี่ยเราก็จะเขียนโปรแกรม

[18:10] ในรูปแบบ sce Code นะครับซึ่งจะต้องมี

[18:15] การบันทึกเป็นอ่า python ไลนะครับนามตกุล

[18:19] py นั่นเองซึ่งผมก็จะยกตัวอย่างทั้ง 2

[18:23] รูปแบบเลยนะครับทั้งที่เป็นรูปแบบ python

[18:25] Shell กับส่วนที่เป็น sce Code เนาะโดย

[18:29] คำสั่งพื้นฐานนะครับที่ทุกคนจะต้องเรียน

[18:32] ในหัวข้อนี้เนี่ยก็จะเป็นเรื่องของการ

[18:34] แสดงผลข้อมูลครับอก็คือคำสั่งสำหรับใช้

[18:37] แสดงผลข้อมูลออกทางจอภาพนะครับทางข้อมูล

[18:41] ที่อยู่อยู่ในรูปแบบตัวเลขตัวอักษรหรือ

[18:43] ว่าผลลัพธ์จากการประมวลผลนะครับโดยคำสั่ง

[18:46] สำหรับแสดงผลข้อมูลเนี่ยนะครับก็คือคำ

[18:49] สั่งปริ้นนะครับปริ้นเนี่ยเราจะเรียกว่า

[18:53] เป็นฟังก์ชันนะครับเป็นฟังก์ชันมาตรฐานใน

[18:55] ภาษา python นะครับทำหน้าที่แสดงผลข้อมูล

[18:59] โดยมีโครงสร้างคำสั่งนะครับก็คืออ่าปิ้น

[19:03] นะครับ PR int และก็วงเล็บเปิดปิดนะครับ

[19:06] ้าในนก็จะเป็นข้อมูลที่เราต้องการอยากจะ

[19:09] นำมาแสดงผลนะครับถ้าเรามีข้อมูลมากกว่า 1

[19:13] ตัวนะครับแล้วก็จะคัด้วยคืองหมายคอมม่าก็

[19:15] จะเป็นข้อมูลที่ 1 ข้อมูลที่ 2 ข้อมูลที่

[19:17] 3 อะไรก็ว่าไปนะครับถ้าข้อมูลของเรานะ

[19:20] ครับอยู่ในรูปแบบข้อความในที่นี้เราจะ

[19:23] เรียกว่าเป็น String นะครับ String ก็คือ

[19:25] ข้อความเนาะจะเขียนข้อความเนี่ยนะครับข้อ

[19:28] ชอบด้วยเครื่องหมายอ่าบิโดหรือว่าันหนู 2

[19:33] ตัวนะครับเป็นการบอกว่าไอ้ข้อมูลตัวนี้นะ

[19:36] มันคือข้อความแต่ถ้าเป็นตัวเลขนะครับจะ

[19:39] ไม่เขียนครอบด้วยเครื่องหมาย Double ดนะ

[19:42] ฮะอันนี้ก็คือรูปแบบคำสั่งสำหรับแสดงผล

[19:46] ข้อมูลนะครับก็คือคำสั่งปริ้นนั่นเองนะ

[19:48] ครับเราเรียกว่าเป็นฟังก์ชันปริ้นเนาะอ่า

[19:51] เดี๋ยวมาดูตัวอย่างการเขียนโปรแกรมนะครับ

[19:53] สำหรับแสดงผลข้อมูลกันนะครับว่ามีขั้นตอน

[19:56] การเขียนอย่างไรจากหัวข้อที่ผ่านมาครับ

[20:00] เราก็ได้ลุยในส่วนของการดาวน์โหลดแล้วก็

[20:03] ติดตั้ง python นะครับแล้วก็ทำการแสดงอ่า

[20:07] เลขเวอร์ชั่นของ python นะครับที่เราติด

[20:09] ตั้งลงไปที่เครื่องเนาะในพื้นที่ Terminal

[20:11] หรือว่าตัวคมาพร้อมนะครับโดยใช้คำสั่งก็

[20:13] คือ python เป็นมรรคขีด 2 ขีดแล้วก็

[20:16] เวอร์ชั่นนะครับถ้ามีการแสดงเลขเวอร์ชั่น

[20:19] ออกมาแสดงว่ามี python นะครับติดตั้งลงไป

[20:22] ที่เครื่องของเราแล้วนะครับพร้อมที่จะ

[20:24] เริ่มต้นให้ใช้งานได้เลยนะครับอในข้อนี้

[20:29] ครับเราก็จะมาเขียนโปรแกรมภาษา python

[20:31] อย่างง่ายๆกันนะครับโดยเราจะใช้ ide นะ

[20:35] ครับที่ติดมากับตัว python นะครับนั่นก็

[20:38] คือ idle python นั่นเองอ่าให้ทุกคนนะ

[20:42] ครับกดปุ่ม start นะครับแล้วก็พิมพ์คำว่า

[20:44] ID Le นะครับอ ID Le python นะครับ

[20:49] เป็น python 3.12 นั่นเองนะครับก็คือ

[20:52] อ้างยิงตามเวอร์ชั่นที่เราติดตั้งลงไปที่

[20:54] เครื่องนะฮะก็กดเปิดตัว ID ID ขึ้นมานะ

[20:59] ครับนี่ก็คือหน้าตาของ ID python นะครับ

[21:02] ก็จะขึ้นมาว่าเป็น idle Shell นะครับ

[21:06] 3.12.7 นะครับนี่ก็เป็นเลขเวอร์ชั่นของ

[21:09] python นะครับที่ถูกติดตั้งลงไปใน

[21:12] เครื่องของเราทีนี้นะครับข้อความนะครับ

[21:16] ที่ปรากฏเนี่ยไอ้พื้นที่สีขาวเราจะเรียก

[21:18] ว่าเป็น editor นะครับมันเป็นพื้นที่

[21:20] สำหรับเริ่มต้นเก็ดโปรแกรมภาษา python นะ

[21:22] ครับแต่ว่าข้อความเมันดูเล็กเกินไปเดี๋ยว

[21:26] ผมจะขอปรับ font ปรับขนาดข้อความใหม่ก่อน

[21:28] นะครับไม่งั้นทุกคนน่าจะต้องแบบเพ่งดูดีๆ

[21:32] นะครับว่าเขียนคำสั่งอะไรไปผมจะขอขยายข้อ

[21:34] ความให้ให้มันใหญ่ขึ้นมาอีกนิดนึงนะฮะให้

[21:37] ทุกคนนะครับไปที่อ่าเมนู Option นะครับ

[21:41] แล้วก็เลือกเป็น Config idle นะฮะอ่าก็

[21:44] จะได้หน้าต่าง setting นะครับปรากฏขึ้นมา

[21:48] นะครับมาที่ Tab font นะครับปรับ font

[21:50] ใหม่นะครับไซส์เริ่มต้นจะเป็น 10 นะฮะผม

[21:53] จะปรับเป็นซัก 20 แล้วกันนะครับก็เลือก

[21:57] เป็น 20 ไปเนาะแล้วก็กดกดโอเคนะครับอ่ะ

[22:00] ข้อความก็จะดูใหญ่ขึ้นมาะหรือ 20 ไม่พอใจ

[22:04] ผมปรับเป็น 22 แล้วกันนะ 22 เนาะกดโอเคไป

[22:09] นะครับอันนี้ก็คือหน้าตาของ ID Le

[22:13] python นะครับมันก็จะมีเครื่องหมาย Arrow

[22:15] ครับเรว่าลูกศรนะครับแล้วก็มีเซอร์

[22:17] กระพริบ

[22:18] อยู่พื้นที่ตรงนี้นะครับจะรอรับคำสั่งนะ

[22:22] ครับที่เราต้องการอยากจะให้อ่าโปรแกรมของ

[22:26] เรามันทำงานนะครับอยากจะให้ทำงานอะไรก็

[22:28] ระบุคคำสั่งนะครับในพื้นที่เซอร์ที่มัน

[22:31] กระพริบอยู่ตรงนี้นะครับก็คือมันจะมีลูก

[22:33] ศรชี้อยู่นะครับจะเป็น python Shell

[22:35] เนาะก็คือเราสามารถที่จะอ่าระบุคำสั่งนะ

[22:38] ครับทีละ 1 บรรทัดนะครับลงไปในพื้นที่ตรง

[22:41] นี้อ่ะอย่างเช่นผมอยากจะให้แสดงผลบวกของ

[22:46] ตัวเลขนะครับ 1 + 1 ได้เท่าไหร่นะครับ

[22:49] ให้

[22:50] อ่าเขียนโปรแกรมสำหรับหาผลบวกของตัวเลขนะ

[22:56] ครับออกมาก็จะเป็น 1 + 1 ใช่มั้ยผมก็จะ

[22:59] ระบุเป็น 1 แล้วก็เครื่องหมายบวกแล้วก็ 1

[23:02] แบบนี้นะครับนี้ก็คือคำสั่งที่เราเขียน

[23:04] ครับจากนั้นก็กดปุ่ม Enter ครับมันก็จะทำ

[23:07] การแปลงคำสั่งนะครับที่เป็นสมการ

[23:09] คณิตศาสตร์ในเรื่องของการบวกเลขเนาะก็ได้

[23:12] ผลลัพธ์เป็นเลข 2 นะครับที่เป็นสีน้ำเงิน

[23:13] ตัวนี้ออกมานะครับนี่ก็คือผลลัพธ์ที่อ่า

[23:17] ได้จากการคำนวณหาผลบวกของตัวเลข 1 + 1

[23:23] นะครับอันนี้ก็คือโค้ดที่เราเขียนนะครับ 1

[23:25] + 1 อันนี้ก็คือผลลัพธ์นะฮะต่อมาครับ

[23:28] ถ้าผมต้องการอยากจะทราบว่า 100 นะครับ -

[23:31] 90 นะได้ผลลัพธ์เป็นเท่าไหร่ก็ระบุเป็น

[23:34] 100 - 90 นะครับก็กบ Enter ครับก็จะ

[23:38] ได้ผลลัพธ์เป็น 10 เห็นมั้ยฮะออันนี้ก็

[23:40] คือการเขียนคำสั่งพื้นฐานเลยนะครับก็คือ

[23:44] เป็นการนำเอาตัวเลขเนี่ยมาบวกมาลบกันนะ

[23:47] ครับตัวภาษา Pon ก็จะแปลงไอ้ตัวสมการที่

[23:51] เราเขียนเนี่ยนะครับออกมาเป็นผลลัพธ์ตาม

[23:55] ที่เราต้องการนะครับอย่างเช่นบวกกันได้ผล

[23:57] รวมเป็นเท่าไหร่ลบลบกันได้ผลลบเป็นเท่า

[23:59] ไหร่นู่นนี่นั่นหรือต้องการอยากจะให้แสดง

[24:02] ผลข้อความนะครับออกทางจอภาพนะครับโดยข้อ

[24:06] ความเนี่ยนะครับอ่าจะต้องนำไปใช้ร่วมกับ

[24:10] ฟังก์ชันปริ้หรือว่าคำสั่งปริ้นนะครับเรา

[24:13] ก็จะมาเขียนคำสั่งก็คือปรินะครับคำสั่ง

[24:16] ปริ้เนี่ยเป็นคำสั่งมาตรฐานนะครับที่อยู่

[24:19] ในภาษา python อยู่แล้วนะครับเราสามารถ

[24:20] ที่จะอ่าเขียนคำสั่งตัวนี้ได้เลยก็จะเป็น

[24:23] ปริ้นนะครับแล้วก็วงเล็บเปิดปิดครับอ่าวง

[24:27] เล็บเปิดปิดด้านในก็จะใส่เครื่องหมาย

[24:28] Double Code เข้าไปนะครับก็คือให้บรรจุ

[24:31] ข้อความหรือ String นะครับในพื้นที่

[24:34] เครื่องหมาย Double Code ตัวนี้นะครับ

[24:36] เพื่หมาย dou ดก็จะเป็นฟันหนูเนาะอ่าสี

[24:38] เขียวๆตัวนี้นะฮะด้านในก็จะเป็นข้อความ

[24:40] ครับอย่างเช่นผมให้แสดงข้อความคำว่า

[24:42] สวัสดี python นะครับจะสังเกตว่าข้อความ

[24:47] สวัสดี python เนี่ยจะถูกเขียนครอบด้วย

[24:49] เครื่องหมาย Double โดนะครับอ่าจากนั้นย

[24:54] ไงต่อครับก็กดปุ่ม Enter ได้เลยนะครับอัน

[24:57] นี้ก็คือคำสั่งสลับแสดงผลข้อความนะฮะกด

[24:59] Enter ไปก็จะแสดงข้อความสวัสดี python

[25:03] นะครับอ่ะทีนี้ถ้าผมไม่นำเอาข้อความเนี่ย

[25:07] ไปเขียนครอบด้วยเครื่องหมาย Double ดครับ

[25:09] ขอ copy ตัวนี้มานะอ่าไฮไลท์เลยนะครับจาก

[25:13] นั้นก็คลิกขวา Copy นะครับแล้วก็มาวาง

[25:15] ปั๊บนี้นะครับแต่ผมไม่เขียนครอบด้วย

[25:18] เครื่องหมาย Double Code ครับกดปุ่ม

[25:20] Enter ดูนะครับก็จะแจ้ง Error นะครับบอก

[25:23] ว่า syntax Error นะครับหรือว่าอ่าตัว

[25:27] ไวยากรณ์ที่เราเขียนเนี่ยนะครับมันผิดนะ

[25:29] ครับโปรแกรมก็เลยไม่สามารถทำงานได้มันก็

[25:31] แจ้ง eror เป็นสีแดงไม่ออกมานะฮะอันนี้ก็

[25:35] คือการใช้ตัว python Shell ครับก็คือ

[25:38] เขียนคำสั่งทีละบรรทัดต่อถเครื่องหมายลูก

[25:41] ศรตัวนี้นะครับทีนี้ถ้าผมมีคำสั่งหลายๆ

[25:45] บรรทัดล่ะจะทำยังไงนะครับคือไม่อยากเขียน

[25:49] ทีละบรรทัดแล้วนะครับอยากจะเขียนหลายๆ

[25:51] บรรทัดสร้างเป็นตัวโปรแกรมขึ้นมานะฮะเรา

[25:54] ก็จะต้องเขียนโปรแกรมในรูปแบบของ sce

[25:56] Code นะครับซึ่งก็คือการบรรจุคำสั่งของ

[26:01] python เนี่ยลงไปเก็บในไฟล์เราจะเรียก

[26:04] ว่าเป็น python File นะครับก็คือไฟล์นาม

[26:07] สกุณ py นั่นเองโดยวิธีการนะครับให้ทุกคน

[26:11] ทำการสร้างตัว python ไฟล์ขึ้นมาครับ

[26:14] เพื่อที่จะอ่าเขียนคำสั่งหลายๆบรรทัดแล้ว

[26:17] ก็ให้ทำงานตอนที่อ่าเราทำการรันเนาะก็คือ

[26:21] อยากให้มีลำดับการทำงานเป็นยังไงนะครับก็

[26:23] จะเขียนโค้ดหลายๆบรรทัดเนี่ยเก็บลงในไฟล์

[26:27] ไฟล์นึงแล้วก็ทำการรันตัวโปรแกรมดังกล่าว

[26:30] นะครับให้ทำงานตามที่เราต้องการนั่นเอง

[26:32] คือไม่ต้องมาเขียนคำสั่งทีละตัวแบบนี้นะ

[26:35] ครับต่อท้ายไอ้ตัวเครื่องหมายลูกศรหรือ

[26:38] ว่าเครื่องหมายอ่ามากกว่านะครับ 3 อันผม

[26:41] เรียกเป็นลูกศรอ่ะวิธีการนะครับให้ทุกคน

[26:44] ไปที่เมนูไฟล์ครับแล้วก็เลือก New ไฟลอ่า

[26:48] ทำการสร้างไฟล์ขึ้นมาใหม่นะครับอันนี้ก็

[26:50] จะเป็นหน้าต่างของอ่าตัวไฟล์นะครับเราจะ

[26:56] เรียกว่าเป็นไ python ไลนะครับหรือว่าตัว

[27:00] source Code พื้นที่สีขาวเนี่ยเราจะ

[27:02] เรือกเป็น editor นะครับเป็นหน้าต่าง

[27:03] สำหรับเขียนคำสั่งภาษา python ลงไปนะครับ

[27:07] ทีนี้ไอ้ตัวไฟล์ที่เราสร้างขึ้นมาใหม่

[27:09] เนี่ยนะครับผมจะให้ทุกคนทำการบันทึกไฟล์

[27:11] ครับอหรือว่าทำการเขียนคำสั่งก็ได้นะครับ

[27:14] อ่าก็จะเป็นคำสั่งปริ้นเนาะปริ้นะครับนี่

[27:17] ก็จะเป็น Hell python แล้วกันรอบนี้นะ

[27:20] ครับเป็นข้อความภาษาอังกฤษนะฮะอ่า Hello

[27:23] python นะครับหรือให้ปริ้นนะครับอ่ารอบ

[27:27] นี้มีการใช้คำสั่งปริ้นอ่า 2 ตัวนะครับ

[27:30] ตัวแรกเนี่ยใส่ข้อความ Hello python ตัว

[27:34] ที่ 2 นะครับใส่เป็นผลบวกของตัวเลขนะครับ

[27:38] 100 บวกกับ 400 อ่าถ้าเป็นการคำนวณทาง

[27:43] คณิตศาสตนะครับหรือพวกตัวเลขเนี่ยเราไม่

[27:46] ต้องเขียนครอบด้วยเครื่องหมายบิลโดนะครับ

[27:48] เพราะว่าเราต้องการากจะนำเอาตัวเลขมา

[27:50] คำนวณหาผลรวมหาผลบวกผลคูณผลหารอะไรก็ว่า

[27:54] ไปนะครับอันนี้ก็คือคำสั่งที่เราเขียนนะ

[27:57] ครับครับในตัว python ไฟล์ของเราทีนี้

[28:02] เมื่อเขียนเสร็จแล้วนะครับจะต้องทำการ

[28:04] บันทึกไฟล์ครับอ่าเก็บเป็น source Code

[28:07] หรือว่าเก็บเป็นไฟล์ที่บรรจุคำสั่งภายใน

[28:12] โปรแกรมของเราเนาะโปรแกรมของเราก็คือให้

[28:14] แสดงข้อความ Hello python กับผลรวมของ

[28:17] ตัวเลขออกทางจอภาพนะครับวิธีการบันทึก

[28:21] ไฟล์ครับให้ทุกคนไปที่เมนูไฟล์แล้วก็

[28:23] เลือกอ่าเมนูเฟนะครับจากนั้นนะครับอ่าก็

[28:29] มาเลือกว่าจะเซฟไฟล์ดังกล่าวหรือว่า

[28:32] บันทึกไฟล์ตัวนี้เนี่ยนะครับไว้ที่

[28:36] ตำแหน่งใดภายในเครื่องของเรานะครับอันนี้

[28:38] ผมจะให้บันทึกอยู่ที่ Desktop นะครับก็จะ

[28:40] มาที่ Desktop และผมก็จะทำการสร้าง

[28:43] โฟลเดอร์ขึ้นมาใหม่ครับคลิกขวา New

[28:45] Folder อ่าผมตั้งชื่อ Folder ว่า

[28:48] learning

[28:50] python นะครับ Learning python พิมพ์ดู

[28:53] รึเปล่าอ่า Learning python Folder

[28:56] Learning python ตัวนี้นะครับจะเป็น

[28:58] โฟลเดอร์ที่ใช้เก็บ python ไฟลของเรานะ

[29:02] ครับก็ทำการบิคลิกเข้าไปที่ Folder

[29:05] Learning python ครับอคลิกเข้าไปเลยจาก

[29:10] นั้นนะครับก็มาตั้งชื่อไฟล์นะครับอ่าผมจะ

[29:14] ตั้งชื่อว่าโปรแกรมแล้วะ

[29:15] กันนะครับรูปแบบนะครับเป็น python File

[29:20] ก็คือไลนสกุ py นะครับตอนที่ทำการตั้ง

[29:23] ชื่อเนี่ยเราไม่ต้องเขียนนามสกุลต่อท้าย

[29:25] นะครับก็ระบุชื่อไฟล์ของเราก็คือโปรแกรม

[29:28] นะครับส่วนนามสกุลเนี่ยอ่าตัวระบบจะทำการ

[29:32] กำหนดให้เองนะครับเพราะว่าเราเซฟ type

[29:35] หรือว่าบันทึกรูปแบบของชื่อไฟล์ตัวนี้นะ

[29:38] ครับเป็นไฟล์โปรแกรมนามสกุล py ก็คือเป็น

[29:41] python File นั่นเองจากนก็กดเซฟครับปา

[29:45] อ่าเรียบร้อยแล้วนะครับเพราะฉะนั้นตอนนี้

[29:48] นะครับไอ้ตัวไฟล์ที่เราสร้างขึ้นมาเนี่ย

[29:51] นะครับจะมีชื่อว่าโปรแกรมนสก. py บรรจุ

[29:55] อยู่ที่ Desktop ครับ Folder Learning

[29:57] python นะครับและ python เวอร์ชั่นที่

[30:00] เราใช้เนี่ยครับจะเป็น

[30:02] 3.12.7 เห็นมฮะอันนี้ก็คือรายละเอียดของ

[30:05] ตัวไฟล์ของเราทีนี้ยังไงต่อนะครับหลังจาก

[30:09] ที่เราบันทึกไฟล์เสร็จเรียบร้อยนะครับ

[30:11] ต้องการเกจะรัน Code ครับ Run Code หรือ

[30:14] ว่ารันคำสั่งที่เราเขียนนะครับให้แสดงข้อ

[30:17] ความออกทางจอภาพก็คือข้อความ Hell python

[30:21] แล้วก็ผลรวมของตัวเลข 100 กับ 400 นะครับ

[30:24] รวมกันได้ผลลัพธ์เป็นเท่าไหร่ให้ทุกคนนะ

[30:26] ครับกดที่อ่าส่วนของเมนู Run ครับแล้วก็

[30:30] เลือกเป็น Run module นะฮะ module ก็คือ

[30:34] ตัวอ่าตัวไฟล์ python ของเรานะครับ python

[30:36] จะเรียกว่าเป็น ule เนาะอ่าก็เลือกที่

[30:40] เมนู Run module ครับหรือว่ากดคียั F5

[30:43] ก็ได้นะครับปั๊บนะครับเมื่อกดดันแล้วนะ

[30:47] ครับระบบก็จะวิ่งมาที่ตัว python Shield

[30:50] ครับเี่ฮะก็จะมีการแสดงรายละเอียดนะครับ

[30:53] บอกว่าตอนนี้เข้าไปทำงานอยู่ที่อ่าไฟล

[30:57] Program vy นะซึ่งบรรจุอยู่ใน Folder

[30:59] Learning python นะครับอยู่ที่ Desktop

[31:02] เนาะโดยให้ทำคำสั่งนะครับ 2 คำสั่งก็คือ

[31:07] คำสั่งปริ้น Hello python และก็คำสั่ง

[31:12] ปิ้ 100 + 400 นะครับผลลัพธ์ที่เกิด

[31:14] ขึ้นครับอ่าก็จะแสดงผลเป็น Hello python

[31:17] แลก็ 500 นะครับโดยลำดับการทำงานเนี่ยนะ

[31:21] ครับก็จะอั้งยิงตามโครงสร้างควบคุมพื้น

[31:23] ฐานนะครับของภาษา python ตัวแรกเลยก็คือ

[31:26] โครงสร้างควบคุมแบบลำดับนะครับคำสั่งใด

[31:29] ที่เขียนก่อนจะถูกทำงานก่อนนะครับคำสั่ง

[31:32] ใดที่เขียนหลังสุดหรือว่าในบรรทัดถัดไปก็

[31:35] จะถูกทำงานอ่าตามลำดับเนาะอันนี้ก็คือเรา

[31:38] เขียนในบรรทัดที่ 1 เสร็จเรียบร้อยก็มาทำ

[31:41] งานที่บรรทัดที่ 2 แต่ว่าตอนนี้ผมไม่ได้

[31:44] ให้แสดงเลขบรรทัดเนาะอวิธีการแสดงเลข

[31:46] บรรทัดนะครับให้ทุกคนมาที่ส่วนของอ่อตัว

[31:50] Option นะครับแล้วก็เลือกเมนู Show LINE

[31:53] Number นะครับอ่าให้ทำการแสดงเลขบรรทัด

[31:56] ออกมาเพราะฉะนั้นการทำงานนะครับของ

[31:59] โปรแกรมของเรานะครับก็จะเริ่มต้นทำงานที่

[32:01] บรรทัดที่ 1 นะครับเมื่อทำเสร็จแล้วก็

[32:02] ค่อยไปทำงานที่บรรทัดที่ 2 นะครับลำดับ

[32:05] การทำงานเนี่ยก็จะแสดงข้อความเป็นโหล

[32:07] python ตามด้วย 500 นั่นเองนะฮะอันนี้ก็

[32:11] จะเป็นตัวอย่างการใช้คำสั่งสำหรับแสดงผล

[32:16] ข้อมูลออกทางจอภาพนะครับนัก็คือคำสั่ง

[32:18] ปริ้นนั่นเองนะฮะก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่

[32:21] แสดงข้างต้นเลยนะครับหรือบางคนอาจจะปิด

[32:23] ตัว ID shale ตัวนี้ออกไปก็ได้นะครับ

[32:26] เปิดแค่ไฟล์อ่าโปรแกรม py ขึ้นมานะครับ

[32:29] จากนั้นก็ต้องการกดรันใหม่ก็ได้นะครับก็

[32:31] Run module เหมือนเดิมนะครับก็คือผล

[32:33] ลัพธ์จากอ่าคำสั่งที่เราเขียนในไล์

[32:37] Program py นะครับอ่ะทีนี้ถ้าผมเปลี่ยน

[32:40] ใหม่ครับเปลี่ยนจาก Hello python นะครับ

[32:44] เป็น Hello กล้องรักสยามนะ

[32:47] ครับเมื่อเราทำการเขียนเรียบร้อยนะครับ

[32:50] แต่ว่าตอนนี้ผมยังไม่ทำการกดเซฟนะแล้วผม

[32:53] ไปรันนะครับอ่า Run module ระบบก็จะถาม

[32:55] ว่าอ่าไอ้ตัวโคดโคดที่คุณเขียนล่าสุด

[32:59] เนี่ยยังไม่ถูกบันทึกเลยนะครับคุณต้องการ

[33:00] จะจะบันทึกหรือเปล่านะครับเราก็กดโอเคไป

[33:02] เนาะเพื่อที่จะทำการบันทึกไฟล์นะครับแล้ว

[33:04] ก็ให้แสดงผลลัพธ์อ่าของคำสั่งล่าสุดที่

[33:07] เราเขียนออกมานะครับว่าได้ผลลัพธ์เป็นยัง

[33:09] ไงหรือวิธีการสังเกตง่ายๆนะครับตอนที่เรา

[33:12] ทำการแก้ไขโค้ดเนี่ยอ่าอย่างเช่น Hello

[33:14] python เหมือนเดิมนะ

[33:16] ฮะพิธีการสังเกตว่าไฟล์ที่เราเขียนเนี่ย

[33:20] ถูกเซฟหรือยังถูกบันทึกหรือยังนะครับให้

[33:22] ทุกคนสังเกตตรงชื่อไฟล์ครับมันจะมี

[33:25] เครื่องหมายดอกจันกำกับเอาไว้เป็นการบอก

[33:28] ว่าไอ้ตัวคำสั่งที่เราเขียนล่าสุดในไฟล์

[33:30] ตัวนี้เนี่ยยังไม่ถูกบันทึกนะครับถ้าทำ

[33:34] การบันทึกเนี่ยเครื่องหมายดอกจันทรจะหาย

[33:36] ไปนะฮะอผมก็จะไปที่ไฟล์แล้วก็เซฟนะครับ

[33:40] เครื่องหมายดอกจันรก็หายไปแล้วแสดงว่าตัว

[33:42] ไฟล์ดังกล่าวของเรานะครับมีการบันทึกคำ

[33:44] สั่งล่าสุดเรียบร้อยนั่นเองก็ต้องการรัน

[33:46] ปกตินะ

[33:48] ฮะโอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นคำสั่งเบื้อง

[33:52] ต้นนะครับที่ทุกคนจะต้องทราบก็คือคำสั่ง

[33:54] ปรินั่นเองนะฮะในการแสดงผลข้อตามนะครับ

[33:58] ออกทางจอภาพรวมไปถึงผลรวมของตัวเลขเนาะ

[34:01] ซึ่งถ้าเป็นตัวเลขนะครับจะไม่เขียนครอบ

[34:03] ด้วยเครื่องหมาย Double โดแต่ถ้าเป็นข้อ

[34:06] ความจะครอบเรื่องใหม่ Double ดนะครับถ้า

[34:08] ไม่ครอบก็จะแจ้ง syntax Error นะครับตาม

[34:11] ข้อความสีแดงที่แจ้งข้างต้นเนาะที่ผมได้

[34:13] ทดลองให้ทุกคนดูนะฮะแต่ในข้อต่อไปครับเรา

[34:16] ก็จะมาลุยในส่วนของอ่าการเขียนโปรแกรม

[34:19] ภาษาไปทกันต่อนะครับจึงจะเป็นเรื่องของ

[34:21] อ่าคอมเมหรือว่าหมายเหตุนั่นเองอ่ามีขั้น

[34:25] ตอนอย่างอะไรบ้างเดี๋ยวในพาร์ทหน้าเดี๋ยว

[34:26] มาลุยกัน

[34:37] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[34:40] นี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับการเขียน

[34:43] คอมเมนหรือว่าหมายเหตุกันนะครับโดยจุด

[34:46] ประสงค์ของการเขียนคอมเมนต์นะครับจะมี

[34:49] อยู่ 2 จุดประสงค์ด้วยกันนะครับตัวแรกนะ

[34:53] ครับก็คือจะใช้อธิบายหน้าที่หรือความความ

[34:57] หมายของโค้ดที่เราเขียนนะครับอเป็นข้อ

[35:00] ความที่เราสามารถอ่านและเข้าใจได้เลยนะ

[35:02] ครับเป็นข้อความภาษาอังกฤษภาษาไทยก็ได้นะ

[35:04] ครับเวลาที่เรามาดูโค้ดเราจะได้เข้าใจ

[35:07] ความหมายของโค้ดที่เราเขียนนะครับหรือคน

[35:10] อื่นมาดูโค้ดของเราเนี่ยเขาก็จะได้เข้าใจ

[35:13] ความหมายของโค้ดที่เราเขียนนะครับว่ามี

[35:16] ความหมายยังไงโค้ดตรงนี้มีหน้าที่อะไร

[35:18] นู่นนี่นั่นนะครับเก็คือจุดประสงค์แรกของ

[35:21] การเขียนคอมเมนต์นะครับจุดประสงค์ข้อที่ 2

[35:25] นะครับก็คือทำการยกเลิกโค้ดชั่วคราวนะ

[35:28] ครับซึ่งจะส่งผลให้ตัวแปรภาษาเนี่ยไม่สน

[35:32] ใจโค้ดในบรรทัดที่ถูกทำหมายเหตุหรือว่า

[35:35] คอมเมนนั่นเองนะฮะโดยการเขียนคอมเมนใน

[35:39] ภาษา python เนี่ยครับจะแบ่งออกเป็น 2

[35:42] วิธีนะครับหรือว่า 2 รูปแบบแบบที่ 1 นะ

[35:45] ครับเราจะใช้เครื่องหมาย Sharp นะครับโดย

[35:47] เครื่องหมายชารเนี่ยจะใช้ในการอธิบายคำ

[35:51] สั่งแบบสั้นๆในรูปแบบบรรทัดเดียวนะครับ

[35:54] ซึ่งจะนิยมเขียนอยู่ด้านบนหรือด้านหลัง

[35:58] โคดที่เราต้องการากจะใส่คำอธิบายลงไปนะ

[36:01] ครับวิธีที่ 2 นะครับเขียนคำอธิบายไว้ใน

[36:04] เครื่องหมาย Triple Code นะครับในที่นี้

[36:08] จะรวมทั้งส่วนของ Single Code หรือว่า

[36:10] ฟันหนูอันเดียวแล้วก็ Double Code หรือ

[36:14] ฟันหนู 2 อันนะครับซึ่งจะใช้ในการอธิบาย

[36:17] คำสั่งยาวๆหรือว่าแบบหลายบรรทัดนั่นเอง

[36:21] อ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการเขียนคอมเมนใน

[36:25] ภาษา python นะครับทั้ง 2 วิธีการนะครับ

[36:27] ว่ามีขั้นตอนการเขียนอย่างไรบ้างกลับมา

[36:31] ที่ไฟล์งานของเรานะครับอ่าไฟล์งานผมจะขอ

[36:34] เรียกว่าเป็นโปรเจคแล้วกันเนาะอ่ะกลับมา

[36:36] ที่โปรเจคของเรานะครับในโปรเจคของเราตอน

[36:39] นี้นะครับหรือว่าในไฟล์ Program py ของ

[36:41] เราเนี่ยมีการใส่คำสั่งปริ้นนะครับสำหรับ

[36:45] แสดงข้อมูลออกทางจอภาพนะครับไม่ว่าจะเป็น

[36:47] ข้อความ Hello python หรือผลบวกของตัว

[36:50] เลข 100 กับ 400 นะครับได้ผลลัพธ์เป็นยัง

[36:53] ไงเราก็ลองกดรันดูเนาะอ่าก็จะได้ข้อความ

[36:56] โห python กับเลข 500 มานะครับในหัวข้อ

[37:01] นี้จะเป็นเรื่องของการเขียนคอมเมนต์หรือ

[37:03] ว่าการกำหนดหมายเหตุนะครับหมายเหตุก็คือ

[37:05] คำอธิบายโค้ดหรือว่าการยกเลิกโค้ดนะครับ

[37:08] ซึ่งตอนที่เราทำการเขียนโปรแกรมเนี่ย

[37:10] โปรแกรมของเราเนี่ยมันไม่ได้มีคำสั่งแค่

[37:13] 2-3 บรรทัดใช่มั้ยครับอาจจะมีเป็นหมื่น

[37:17] เป็นแสนเป็นล้านบรรทัดเลยนะครับแล้วว่า

[37:19] ตอนที่เราทำการพัฒนาโปรแกรมเนี่ยก็จะใช้

[37:22] ระยะเวลาหลายวันนะครับอาจจะเป็นสัปดาห์

[37:25] เป็นเดือนเป็นปีขึ้นอยู่กับขอบเขตของงาน

[37:27] ที่เราได้รับนะครับปัญหาที่ตามมาก็คือเรา

[37:31] ทำการเขียนโค้ดเนี่ยก็จะมีบางครั้งนะครับ

[37:34] ที่เราอาจจะลืมก็คือเราเขียนโค้ดเองเรา

[37:36] อาจจะลืมนะครับว่าเอ๊ยโค้ดที่เราเขียน

[37:38] เนี่ยมันมีหน้าที่อะไรมันทำงานยังไงนะ

[37:41] ครับวิธีการแก้ปัญหาการลืมหรือว่าตอนมา

[37:44] ไล่ดูโค้ดในภายหลังเนี่ยก็จะต้องอาศัย

[37:48] ส่วนของคอมเมนครับก็คือคำอธิบายโค้ดว่า

[37:52] โค้ดที่เราเขียนเนี่ยมันมีหน้าที่อะไรนะ

[37:55] ครับมี input หรือว่ามีข้อมูลมี process

[37:58] หรือว่ากระบวนการทำงานมี output หรือว่า

[38:00] ผลลัพธ์เป็นยังไงเราก็จะต้องอ่ากำหนดหมาย

[38:05] เหตุหรือว่าคำอธิบายโค้ดขึ้นมาเพื่อที่จะ

[38:08] ให้ตัวเราเองนะครับสามารถเข้าใจโค้ดที่

[38:10] เขียนรวมไปถึงคนที่มาดูโค้ดคนที่มาอ่านำ

[38:15] เอาโค้ดของเราไปพัฒนาต่อเนาะเจะได้เข้าใจ

[38:18] โครงสร้างของตัวโปรแกรมที่เราเขียนนะครับ

[38:20] ว่ามีโครงสร้างแล้วว่าลำดับการทำงานเป็น

[38:22] ยังไงอ่าก็ต้องอาศัยส่วนของหมายเหตุนะ

[38:26] ครับดูรายละเอียดที่เขียนนะครับว่าอ่ามี

[38:30] รายละเอียดเป็นยังไงซึ่งการเขียนหมายเหตุ

[38:32] หรือว่าคอมเมนต์ก็เป็นเสมือนกับเราทำเป็น

[38:34] คู่มือขึ้นมานะครับกำกับที่ตัวโค้ดที่เรา

[38:38] เขียนนะครับว่าบรรทัดนี้มันคือโค้ดอะไรทำ

[38:41] งานอะไรนะครับอ่าซึ่งคำสั่งที่เราเขียน

[38:44] ตอนนี้เนี่ยก็คือให้แสดงข้อความออกทางจอ

[38:47] ภาพใช่มั้ยครับโดยบรรทัดที่ 1 เนี่ยนะฮะ

[38:51] จะเป็นอ่าการแสดงข้อความ Hello python

[38:55] ออกทางจอภาพส่วนบรรทัดที่ที่ 2 จะเป็นการ

[38:58] คำนวณหาผลรวมของตัวเลข 100 กับ 400 นะ

[39:03] ครับเราก็จะนำเอาไอ้ข้อความที่อธิบายก่อน

[39:06] หน้านี้เนี่ยนะครับมาระบุเป็นคอมเมนใน

[39:09] ไฟล์ Program py ซึ่งการเขียนคอมเมนจะ

[39:11] แบ่งเป็น 2 แบบถ้าเป็นคำอธิบายสั้นๆ

[39:15] บรรทัดเดียวนะครับเราจะใช้เครื่องหมาย

[39:17] Sharp แต่ถ้าเป็นคำอธิบายยาวๆเราจะใช้

[39:19] เครื่องหมาย Triple Code นะครับอ่าผมยก

[39:22] ตัวอย่างเป็นคำอธิบายสั้นๆก่อนนะครับก็

[39:27] คือคือเครื่องหมายชาร์ปอย่างเช่นบรรทัด

[39:28] ที่ 1 เนี่ยนะครับผมใส่เป็นคำอธิบายเนาะ

[39:31] ก็คือระบุเป็นเครื่องหมายชาร์ปแบบนี้แต่

[39:33] ก็ใส่เป็นประโยคภาษาไทยไปเลยนะครับประโยค

[39:36] ภาษาไทยภาษาอังกฤษก็ได้นะครับหรือว่าเป็น

[39:38] ภาษาที่เราต้องการอยากจะให้คนที่เข้ามาดู

[39:41] โค้ดเนี่ยสามารถอ่านแล้วก็รู้เรื่องว่า

[39:42] บรรทัดที่ 1 เนี่ยมันทำอะไรนะครับอย่าง

[39:45] เช่นบรรทที่ 1 นะครับผมแสดงข้อความบอกว่า

[39:49] อ่าแสดงข้อ

[39:52] ความนะ

[39:54] ครับออกทางจอภาพอะไรพวกนี้นะครับออกทางจอ

[39:58] ภาพอ่าอันนี้ก็คือการเขียนคอมเมนต์แบบ

[40:01] บรรทัดเดียวนะครับซึ่งเราสามารถเขียนได้ 2

[40:05] แบบนะครับก็คือแบบแรกเนี่ยเราเขียนต่อ

[40:09] ท้ายคำสั่งเลยนะครับก็คือเมื่อปริ้นเสร็จ

[40:12] ปั๊บอ่ะก็ใส่คำอธิบายไปหรือจะเขียนอยู่

[40:16] ด้านบนก็ได้นะครับนะผมตบบันทัดลงมาเนาะ

[40:18] แล้วก็ย้ายหรือว่าตัดตัวนี้ไปนะครับไปไว้

[40:21] ที่บรทัดที่ 1 นะครับแสดงข้อความออกทางจอ

[40:24] ภาพนะครับแล้วก็ทำการเซฟให้เรียบร้อยนะฮะ

[40:28] หรือกด ctrl S ก็ได้นะครับเป็นการเซฟ

[40:30] ไฟล์เนาะเพราะฉะนั้นนะครับถ้าคนเข้ามาดู

[40:33] ไอ้ตัวโปรแกรมที่เราเขียนนะครับเขาก็จะ

[40:35] ทราบทันทีว่าอ๋อไอ้โค้ดที่เขียนเนี่ยเป็น

[40:37] โค้ดสำหรับแสดงข้อความออกทางจอภาพนะครับ

[40:41] ทีนี้บรรทัดที่ 2 เนี่ยนะครับผมมาเขียนคำ

[40:44] อธิบายเพิ่มเติมอันนี้บอกว่า

[40:46] แสดงข้อ

[40:48] ความนะครับแต่ว่าบรรทัดที่ 3 เนี่ยจะเป็น

[40:51] การ

[40:53] แสดงผลบวกของตัวเลขนะครับออี่

[40:59] ฮะโดยบรรทัดที่ 1 เนี่ยนะครับเป็นการใส่

[41:02] อ่า

[41:03] คอมเมนบอกว่าบรรทัดถัดไปเนี่ยจะเป็นการ

[41:06] แสดงข้อความออกทางจอภาพนะซึ่งบรรทัดที่ 2

[41:09] ก็คือแสดงข้อความแบบปกติเนาะเอ่อหรือว่า

[41:12] เป็น String นะครับอ่าผมก็แสดงข้อความใน

[41:15] รูปแบบ String นะครับ String ก็คือเป็น

[41:17] ชุดข้อความนั่นแหละนะครับแต่ว่าในภาษา

[41:19] โปรแกรมเขาจะไม่เรียกว่าเป็นข้อความเข

[41:21] เป็นสินะฮะส่วนบรรทัดที่ 3 นะครับแสดงผล

[41:25] บวกของตัวเลขก็คือ 100 กับ 400 นะครับ

[41:28] เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาดูโค้ดก็จะสามารถ

[41:30] เข้าใจการทำงานของโปรแกรมของเรานะครับว่า

[41:33] มันทำอะไรนะฮะอันนี้ก็คือวิธีที่ 1 นะ

[41:38] ครับเขียนคำอธิบายสั้นๆบรรทัดเดียวแต่ถ้า

[41:42] มีหลายบรรทัดล่ะอ่ะอย่างเช่นแสดงข้อความอ

[41:44] ทางจอภาพนะครับผมตบอันนี้ลงมานะฮอ่ะผมจะ

[41:48] ลองกดรันดูก่อนเนาะลองกดรันให้คนดูก่อนนะ

[41:51] ครับว่ามันสามารถรันได้ปกตินะฮะก็คือ

[41:55] Hello python แล้วก็ 500 นะครับเพราะ

[41:56] ว่าส่วนที่เป็นคอมเมนเนี่ยนะครับตัวแปล

[41:59] ภาษาเนี่ยมันจะมองข้ามไปเลยนะครับมันจะ

[42:02] ไม่ถูกมองเป็นคำสั่งพื้นฐานที่มันจะต้อง

[42:04] แปลนะฮะอันนี้ถ้าเป็นส่วนของตัวคอมเมนต์

[42:09] นะครับเป็นการเขียนคอมเมนต์บรรทัดเดียวนะ

[42:12] ครับซึ่งการเขียนคอมเมนต์บรทัดเดียวเนี่ย

[42:14] จะนิยมเขียนอยู่ด้านบนกับอยู่ด้านหลังแต่

[42:17] ถ้ามาเขียนด้านหน้านะ

[42:20] ครับถ้ามาเขียนด้านหน้าเนี่ยแสดงว่าเป็น

[42:23] การปิดคำสั่งตัวนี้ครับก็คือทำให้คำสั่ง

[42:27] ปิ Hello python เนี่ยกลายเป็นคอมเม

[42:30] เมื่อกลายเป็นคอมเมนนะครับตัวแปรภาษามัน

[42:32] ก็จะไม่แปลบรรทัดที่ 2 ก็คือไม่แปลคำสั่ง

[42:36] ปริ้มันก็จะมองข้ามไปเลยเพราะว่าไอ้ตัว

[42:39] ปริเนี่ยเหมือนกับว่าเราทำให้มันกลายเป็น

[42:42] คอมเมนหรือเป็นการยกเลิกโค้ดในบรรทัดที่ 2

[42:46] ไม่ให้ทำงานมันก็จะทำงานแค่บรรทัดที่ 3

[42:48] นะครับอ่ะผมก็ทำการเซฟแล้วก็ทำการรันเนาะ

[42:52] ก็จะมีแค่ข้อความ 500 นะครับแสดงผลออกมา

[42:56] เพราะว่าเราไปปิดการทำงานในบรรทัดที่ 2

[42:58] นะครับถ้าต้องการอยากจะยกเลิกก็ลบเครื่อง

[43:00] ใหม่ช้าลงไปก็คือสั่งเปิดการทำงานคำสั่ง

[43:04] ในบรรทัดที่ 2 นะครับ Hello python

[43:07] เหมือนเดิมนั่น

[43:08] เองโอเคนะครับอ่านี่ก็คือการเขียน

[43:11] คอมเมนต์วิธีที่ 1 เขียนคอมเมนต์แบบ

[43:14] บรรทัดเดียวนะครับเป็นการกำหนดอ่าข้อความ

[43:18] แบบสั้นๆแล้วถ้ามีหลายบรรทัดล่ะอ่ะแสดง

[43:21] ข้อความออกทางจอภาพผมตบคำว่าออกทางจอภาพ

[43:24] เนี่ยลงมาเป็นบรทที่ 2 ครับแล้วก็ทำการ

[43:28] เซฟอลองกดรันดูซิระบบก็จะแจ้ง Error นะ

[43:32] ครับบอกว่าไอ้ตัวข้อความออกทางจอภาพเนี่ย

[43:35] มันไม่ถูกนิยามนะครับมันไม่ถูกนิยามขึ้น

[43:39] มาก็คือมันไม่ได้มองเป็นคำสั่งของตัวภาษา

[43:41] Pon เลยนะครับมันพยายามแปลแล้วแต่มันแปล

[43:43] ไม่ได้ไม่เข้าใจนะครับว่าไอ้คำว่าออกทาง

[43:46] จอภาพมันคืออะไรนะฮะเพราะว่า

[43:49] อ่าตัวบรรทัดที่ 2 เนี่ยตัวแปลภาษามันจะ

[43:53] มองว่าเป็นคำสั่งพื้นฐานที่มันจะต้องแปล

[43:55] นะครับอ่าแต่ว่าสิ่งเราต้องการอยากจะทำก็

[43:58] คืออยากจะกำหนดให้เป็นคำอธิบายแบบหลาย

[44:01] บรรทัดครับอแต่ว่าบรรทัดที่ 2 เนี่ยเรา

[44:03] ไม่ได้ใส่เครื่องหมายชารเข้าไปเนาะอ่าผม

[44:05] ก็จะใส่เืองหมายชาเข้าไปเพื่อที่จะบอกว่า

[44:07] บทที่ 1 กับ 2 เนี่ยเป็นคอมเมนอ่าเป็นคำ

[44:10] อธิบายก็จะรันผ่านนะครับหรือถ้าผมมี 3

[44:15] บรรทัดครับอย่างเช่นอ่าผู้พัฒนาโปรแกรมนะ

[44:19] ครับผู้พัฒนา

[44:23] โปรแกรมคือกล้องรักสยามอะไรพวกนี้นะฮะอัน

[44:28] นี้ก็คือการเขียนคำอธิบายหรือว่าคอมเมน

[44:31] แต่คำอธิบายที่เราเขียนนะครับมันเป็นคำ

[44:33] อธิบายสั้นๆทีละบรทัดนะก็คือบรรทัดที่ 1

[44:36] แสดงข้อความบรรทัดที่ 2 ออกทางจอภาพนะ

[44:40] ครับออกทางจออันนี้ออกจากออกทางจอภาพนะ

[44:43] ครับบรรทัดที่ 3 ก็คือผู้พัฒนาโปรแกรมคือ

[44:46] ค้องรสยามนะครับอนี้ก็คือการเขียน

[44:48] คอมเมนต์ทีละ 1 บรรทัดนะครับเป็นข้อความ

[44:52] สั้นๆอ่าแล้วถ้าเป็นข้อความแบบยาวๆล่ะข้อ

[44:55] ความแบบยาวๆเนี่ยเราก็ก็จะเปลี่ยนจาก

[44:57] เครื่องหมายชาร์จไปเป็นเครื่องหมาย tile

[44:59] Code นะครับผมก็จะลบเครื่องหมายชาร์จนี้

[45:02] ออกเนาะทีนี้เราจะเขียนคำอธิบายยาวๆนะ

[45:05] เครื่องไมที่เพโดนะครับจะครอบพื้นที่ข้อ

[45:09] ความนะครับที่เราต้องการอยากจะใส่เป็นคำ

[45:13] อธิบายแบบหลายบรรทัดนะครับโดยใช้เครื่อง

[45:16] หมาย Triple Code นะครับ Triple Code

[45:18] ก็จะเป็นเครื่องหมาย Single Code หรือ

[45:21] ว่าฟันหนู 3 ตัวนะครับครอบอันนี้จะเป็น

[45:23] พื้นที่เปิดและก็พื้นที่ปิดครับแสดงว่า

[45:27] บรรทัดที่ 1 ถึงบรรทัดที่ 5 เนี่นะครับก็

[45:30] คือเป็น

[45:31] คอมเมนต์นะครับแต่ว่าจะเป็นคอมเมนต์แบบ

[45:33] หลาย

[45:34] บรรทัดนะครับอ่าทีนี้ลองกดรันใหม่ครับก็

[45:39] ทำงานได้เหมือน

[45:40] เดิมนะครับหรือผมจะตบบอกว่าแสดงข้อความ

[45:45] ออกทางจอภาพผู้พัฒนาโปรแกรมคือข้อรสยามนะ

[45:47] ครับอ่าเวอร์ชั่นโปรแกรมของเรานะครับ

[45:50] เวอร์ชั่น

[45:53] โปรแกรมเป็นเวอร์ชั่น 1.0 อะไรก็ว่าไป

[45:57] นะครับอ่ะประมาณนี้นะครับประมาณนี้อันนี้

[46:00] ก็คือการเขียนคอมเมนต์หลายบรรทัดนะครับจะ

[46:04] ใช้สัญลักษณ์ที่เป็นทริดนะครับก็คือฟัน

[46:08] หนู 3 ตัวหรือจะเป็น Double Triple ดก็

[46:12] ได้นะครับก็คือ Double ด 3 อันนะครับก็จะ

[46:15] เป็นฟันหนู 3 อันแบบนี้นะครับอันนี้ก็จะ

[46:18] เป็นพื้นที่เปิดกับพื้นที่ปิดนะครับก็

[46:20] ต้องระบุขอบเขตเปิดปิดด้วยว่าคอมเมนต์ที่

[46:23] เราจะเขียนหลายบรรทัดเนี่ยเริ่มต้นที่ที่

[46:27] บรรทัดที่เท่าไหร่แล้วก็จบที่บรรทัดที่

[46:28] เท่าไหร่นะครับเพราะถ้าเราไม่ใส่แล้ว

[46:30] เนี่ยนะครับมันก็จะมองว่าบรรทัดที่เหลือ

[46:32] เนี่ยจะถูกเป็นแปลงให้เป็นคอมเมนทั้งหมด

[46:35] เลยนะครับโปรแกรมก็จะไม่สามารถทำงานได้

[46:38] เพราะว่ามันถูกมองเป็นคอมเมนทั้งหมดเห็น

[46:41] มยฮะมันไม่มีพื้นที่เปิดกับพื้นที่ปิดของ

[46:44] ตัวคอมเมนนะฮะจะแจ้ง Error นะครับเพราะ

[46:48] ฉะนั้นต้องมีการใส่ขอบเขตหรือว่าพื้นที่

[46:51] ปิดด้วยว่าบรรทัดที่ 1-5 คือพื้นที่

[46:55] คอมเมนแบบหลายบรรทัดถ้าเป็นบรรทัดเดียวก็

[46:58] ใช้เครื่องหมาย

[46:59] ชารปโอเคครับอ่ะก็ประมาณนี้นะครับใน

[47:03] เรื่องของการเขียนคอมเมนในภาษา python

[47:06] เดี๋ยวในหัวขตัดไปครับเราก็จะมาลุยในส่วน

[47:08] ของชนิดข้อมูลในภาษา python

[47:20] กันครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[47:23] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับชนิด

[47:26] ข้อมูลในภาษา python กันนะครับชนิดข้อมูล

[47:29] หรือ Data type นะครับก็คือสิ่งที่ใช้

[47:32] กำหนดลักษณะการเก็บและการจัดการข้อมูลภาย

[47:35] ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของเรานะครับโดยใน

[47:38] ภาษา python เนี่ยจะแบ่งออกเป็นชนิดข้อ

[47:40] มูลพื้นฐานกับชนิดข้อมูลแบบอ้างยิงนะฮะใน

[47:44] หัวข้อนี้ครับก็จะมายกตัวอย่างชนิดข้อมูล

[47:47] พื้นฐานก่อนหรือ primitive Data type

[47:50] นะครับในส่วนของชนิข้อมูลแบบอ้างอิงหรือ

[47:53] ว่า non primitive Data type หรือว่า

[47:55] Reference Data type เนี่ยผมจะสอนสอน

[47:57] ในภายหลังเนาะอเพราะว่าเราจะต้องนำเอา

[48:00] ความรู้ของจิข้อมูลพื้นฐานไปใช้กับจนิข้อ

[48:02] มูลแบบอ้างอิงด้วยนะฮะโดยชนนี้ข้อมูลพื้น

[48:06] ฐานในภาษา python เนี่ยก็จะมีการแบ่งเป็น

[48:10] กลุ่มครับหรือว่าแบ่งเป็นประเภทเนาะมาดู

[48:13] ตัวแรกครับก็คือข้อมูลประเภทตัวเลขนะครับ

[48:16] ก็คือ in fce Complex นะฮะข้อมูลประเภท

[48:20] ตรรกศาสตร์หรือว่าค่าความจริงนะครับก็คือ

[48:22] บูหรือว่าบูนนะฮะข้อมูลประเภทสายอักขระ

[48:27] หรือ str นะครับย่อมาจาก String หรือว่า

[48:29] ชุดข้อความนะครับและข้อมูลแบบไม่ระบุค่า

[48:33] หรือว่า non type นะครับอันนี้ก็คือราย

[48:37] ชื่อกลุ่มชนิดข้อมูลพื้นฐานในภาษา python

[48:40] นะครับที่ทุกคนจะต้องทราบอ่ะขอเริ่มต้น

[48:42] ที่กลุ่มแรกก่อนก็คือข้อมูลประเภทตัวเลข

[48:45] หรือว่า Number นะครับก็จะแบ่งออกเป็น

[48:48] จำนวนเต็มหรือว่า integer นะครับก็คือ

[48:50] เป็นตัวเลขจำนวนเต็มเต็มบวกเต็มลบเต็ม 0

[48:53] อะไรพวกนี้ก็คือตัวเลขที่ไม่มีจุดทศนิยม

[48:56] นะครับตอนมาก็จะเป็นตัวเลขอ่าจำนวนทศนิยม

[48:59] นะครับหรือว่า fing Point ก็คือตัวเลข

[49:02] ที่มีจุดทศนิยมนะครับแล้วก็ตัวเลขจำนวน

[49:05] เชิงซ้อนนะครับก็คือเป็นตัวเลขจำนวนเชิง

[49:08] ซ้อนนั่นเองนะครับเจะมีตัว j กำกับเอาไว้

[49:11] ที่ตัวเลขนะฮะอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างเนาะ

[49:14] ถ้าเป็นตัวเลขจำนวนเต็มนะครับอเต็มบวก

[49:17] เต็มลบเต็ม 0 ก็คือ in หรือว่า integer

[49:19] นะครับเป็นตัวเลขที่ไม่มีจุดทศนิยมแต่ถ้า

[49:23] เป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมเราจะเรียกว่า

[49:24] เป็น fce นะครับอย่างเช่น 9

[49:27] 9.99 หรือจำนวนเชิงซ้อนนะครับก็จะเป็น 3

[49:31] + 5g อะไรพวกนี้นะครับใน python จะ

[49:35] เรียกว่าเป็น Complex เนาะอันนี้ก็คือ

[49:38] กลุ่มแรกนะครับเป็นตัวเลขนะครับแบ่งออก

[49:40] เป็นอ่าจำนวนเป็นตัวเลขที่ไม่มีจุดทศนิยม

[49:46] มีจุดทศนิยมแล้วก็จำนวนเชิงซ้อนนะฮะอ่า

[49:51] ต่อมาก็จะเป็นข้อมูลประเภทตศาสตร์หรือว่า

[49:53] ค่าความจริงนะครับอ่าเป็นชนิดข้อมูลที่มี

[49:55] ค่าได้เพียง 2 2 ค่าก็คือ True กับ fal

[49:59] นะครับ True ก็คือจริงนะครับ f ก็คือ Test

[50:01] ซึ่งจะใช้ในเรื่องของการกำหนดเงื่อนไขการ

[50:03] ทำงานในโปรแกรมนะครับทีนี้ข้อมูลตัวนี้

[50:06] สำคัญมากนะครับ 2 ค่านี้แต่ว่ามีส่วน

[50:10] สำคัญเยอะเลยนะครับตอนที่เราทำการเขียน

[50:12] โปรแกรมขนาดใหญ่เนาะต่อมาก็จะเป็นข้อมูล

[50:15] ประเภทสายอักขระหรือว่าสินะครับก็คือเป็น

[50:18] จะข้อมูลที่เก็บข้อความหรว่ากลุ่มตัว

[50:20] อักษรตัวจะเขียนข้อความนะครับครอบด้วย

[50:24] เครื่องหมาย dou ดนะครับอย่างเช่นห python

[50:27] ก้อรสยามอะไรพวกนี้นะครับที่ผมยกตัวอย่าง

[50:30] ตอนที่เราเขียนโปรแกรมในหัวข้อแรกๆนะครับ

[50:32] เราจะทำงานกับข้อความเนี่ยก็จะต้องเขียน

[50:36] ข้อความของเราเนี่ยครอบด้วยเครื่องหมาย

[50:37] Double Code โดยข้อความก็คือ String

[50:40] โอเคนะครับ

[50:43] อ่าต่อมาก็จะเป็นข้อมูลแบบไม่ระบุค่าหรือ

[50:46] ว่า non type นะครับในภาษาโปรแกรมอื่น

[50:48] เนี่ยเป็นพวกค่าเนานะฮะในภาษา python จะ

[50:51] เป็นส่วนของตัว non หรือว่าค่าว่างนะครับ

[50:54] เป็นการนิยามขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลที่ไม่

[50:57] สามารถคาดเดาได้ว่าข้อมูลนั้นมีประเภทข้อ

[51:00] มูลแบบใดก็คือใส่เป็นค่าว่างมาก่อนหรือ

[51:02] ว่าใส่เป็นค่า non ไปก่อนนะครับยกตัว

[51:04] อย่างเช่นถ้ามีการเก็บข้อมูลแต่ไม่รู้เลย

[51:08] ว่าไอ้ข้อมูลที่ต้องการจะจะเก็บเนี่ยมัน

[51:11] มีลักษณะเป็นแบบใดก็คือไม่มีค่าใดๆเลยไม่

[51:14] เท่ากับค่า f นะครับไม่เท่ากับค่าว่างใน

[51:17] String นะครับไม่ตรงกับชนิดข้อมูลใดเลย

[51:19] หรือไม่เท่ากับ 0 อะไรพวกนี้ก็คือคำนิยาม

[51:22] ของค่าว่างหรือว่าค่านอนนั่นเองอันนี้ก็

[51:26] คือชนิดข้อมูลพื้นฐานในภาษา python นะ

[51:29] ครับที่ทุกคนจะต้องทราบซึ่งเราจะนำเอา

[51:32] ชนิดข้อมูลพื้นฐานพวกนี้นะครับไปใช้งาน

[51:34] กับส่วนที่เรียกว่าตัวแปรอ่ะเดี๋ยวใน

[51:37] พาร์ทหน้าเราจะมาลุยในส่วนของการสร้างตัว

[51:39] แปรในภาษา python

[51:49] กันครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[51:53] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับตัวแปล

[51:56] ในภาษา python กันนะครับตัวแปรนะครับภาษา

[51:59] อังกฤษก็คือ variable นะครับหมายถึงชื่อ

[52:02] ที่ถูกนิยามขึ้นมานะครับเพื่อใช้เก็บค่า

[52:05] ข้อมูลสำหรับนำไปใช้งานในโปรแกรมของเรานะ

[52:08] ครับโดยข้อมูลเนี่ยอาจจะประกอบไปด้วยข้อ

[52:11] ความตัวเลขตัวอักษรหรือว่าผลลัพธ์จากการ

[52:14] ประมวลผลนะครับซึ่งก็จะอ้างยิงตามชนิดข้อ

[52:16] มูลที่เราได้เรียนก่อนหน้านี้นะครับโดย

[52:19] ข้อมูลที่เก็บในตัวแปรนั้นนะครับสามารถ

[52:21] เปลี่ยนแปลงค่าได้ก็เลยเรียกว่าเป็นตัว

[52:24] แปรนะฮะอันนี้ก็ก็คือความหมายของตัวแปรนะ

[52:27] ครับต่อมาครับก็จะเป็นการสร้างตัวแปรครับ

[52:31] การสร้างตัวแปรเนี่ยนะครับเราก็จะระบุ

[52:34] เป็นชื่อตัวแปรแลก็เครื่องหมายเท่ากับตาม

[52:37] ด้วยค่าเริ่มต้นอันนี้ก็คือรูปแบบที่ 1

[52:39] นะครับรูปแบบที่ 2 ก็คือถ้าเรามีตัวแปร

[52:41] มากกว่า 1 ตัวแปรเนี่ยเราสามารถที่จะ

[52:44] สร้างในบรรทัดเดียวได้นะครับก็จะระบุเป็น

[52:47] ชื่อตัวแปรที่ 1 เครื่องหมายคอมม่าชื่อ

[52:49] ตัวแปรที่ 2 3 4 อะไรก็ว่าไปนะครับมี

[52:51] ค่าเท่ากับค่าเริ่มต้นที่ 1 เครื่องหมาย

[52:53] คอมม่าค่าเริ่มต้น 2 3 4 ไปจนถึงค่าสุด

[52:56] ท้ายนะครับที่เราทำการนิยามตัวแปรขึ้นมา

[52:59] โดยเครื่องหมายเท่ากับตัวนี้นะครับจะเป็น

[53:01] การกำหนดค่าลงไปที่ตัวแปรนะครับซึ่งก็คือ

[53:05] ค่าที่อยู่ด้านขวาเนี่ยจะเป็นค่าเริ่มต้น

[53:07] ก็คือให้นำค่าเริ่มต้นทางด้านขวาขวามือ

[53:10] ของเครื่องหมายเท่ากับเนี่ยไปเก็บลงในตัว

[53:13] แปรที่อยู่ด้านซ้ายมือนั่นเองนะครับนี้ก็

[53:16] คือวิธีการสร้างตัวแปรนะครับอ่ะนี่ก็จะ

[53:20] เป็นตัวอย่างการสร้างตัวแปรเนอย่างเช่นผม

[53:22] สร้างตัวแปรที่ชื่อว่าตัวแปรเมนะครับมี

[53:23] ค่าเท่ากับกล้องแสดงว่าตัวแปรเนมของผมนะ

[53:26] ครับจะเก็บชุดข้อความหรือว่าสติงนั่นเอง

[53:30] ต่อมาก็จะเป็นตัวแปร Age นะครับอ่าเป็น

[53:32] ายุเนาะมีค่าเท่ากับ 30 ก็คือเก็บตัวเลข

[53:35] จำนวนเต็มก็คือเลข 30 ลงไปที่ตัวแปร S

[53:38] นั่นเองอันนี้เป็นการสร้างตัวแปรนะครับ

[53:41] ขึ้นมา 1 ตัวแปรเท่ากับ 1 บรรทัดทีนี้ถ้า

[53:44] ผมต้องการอยจะสร้างตัวแปรหลายตัวแปรใน

[53:47] บรรทัดเดียวล่ะนะครับก็สามารถสร้างได้

[53:49] เหมือนกันนะครับก็จะเป็นตัวแปรเนมเครื่อง

[53:52] หมายคอมม่าตัวแปร AG นะครับมีค่าเท่ากับ

[53:54] ตามด้วยค่าเริ่มต้นนะครับก็คือกล้อง

[53:56] เครื่องหมายคอมม่าแล้วก็ 30 โดยกล้อง

[53:58] เนี่ยจะเก็บลงในตัวแปร name นะครับ 30 จะ

[54:01] เก็บลงในตัวแปร Age นั่นเองนะครับซึ่งก็

[54:04] จะอยู่ที่ลำดับของการสร้างตัวแปรและก็

[54:08] ลำดับค่าเริ่มต้นนะครับที่เราระบุต่อท้าย

[54:10] เครื่องหมายคอมม่านะครับว่าตัวแปรที่เรา

[54:12] สร้างขึ้นมาเนี่ยอ่าตัวแปรตัวแรกเก็บค่า

[54:14] อะไรตัวที่ 2 ตัวที่ 3 เก็บค่าอะไรก็คือ

[54:16] ทำการนำค่าเริ่มต้นที่อยู่ในขวาเ่าทาง

[54:20] ด้านขวามือนะครับของเครื่องหมายเท่ากับเ

[54:22] ไปเก็บในตัวแปรที่อยู่ด้านซ้ายมือนั่นเอง

[54:24] นะครับอันนี้ก็คือกรณีที่เราสร้างตัวแปร

[54:26] ขึ้นมาหลายตัวแปรแลก็อยากจะให้นิยามโดย

[54:31] ใช้โค้ดแค่ 1 บรรทัดนะครับแต่ถ้าหลาย

[54:33] บรรทัดบางคนกลัวงงก็สร้างเป็น 1 ตัวแปร

[54:36] เท่ากับ 1 บรรทัดแบบนี้ก็ได้นะฮะทีนี้การ

[54:39] สร้างตัวแปรเนี่ยนะครับก็คือการตั้งชื่อ

[54:43] สำหรับเก็บข้อมูลใช่มั้ครับอ่ามีการตั้ง

[54:46] ชื่อขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลก็จะมีกฎการ

[54:49] ตั้งชื่อนะครับอ่าเวลาที่เราทำการสร้าง

[54:52] พื้นที่เก็บข้อมูลหรือว่าสร้างตัวแปร

[54:54] เนี่ยก็จะต้องมีการคำนึงถึงกฎในการตั้ง

[54:58] ชื่อด้วยว่าสามารถตั้งชื่ออะไรได้บ้าง

[55:01] หรือตั้งอะไรไม่ได้บ้างนะครับมันก็จะมี

[55:04] ข้อกำหนดอยู่เนาะโดยชื่อตัวแปรเนี่ยนะ

[55:07] ครับต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษนะ

[55:10] ครับ a ถึง z เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด

[55:12] หรือว่าพิมพ์เล็กทั้งหมดก็ได้หรือขึ้นต้น

[55:15] ด้วยเครื่องหมาย und นะครับก็คือเครื่อง

[55:18] หมายขีดเส้นใต้เท่านั้นนะฮะตัวอักษรตัว

[55:21] แรกนะครับห้ามเป็นตัวเลข

[55:24] อ่าตัวพิมพ์เล็กพิมพใหญ่มีความหมายต่าง

[55:27] กันนะครับก็คือเป็นเคส sensitive เนาะ

[55:30] ห้ามใช้อัครพิเศษนะครับมาประกอบเป็นชื่อ

[55:32] ตัวแปรอย่างเช่นเครื่องหมายปีกกาเครื่อง

[55:34] หมายเปอร์เซ็นต์เครื่องหมายยกกำลังเอัน

[55:37] นี้เป็นเหมือนเครื่องหมายลูกศรชี้ขึ้น

[55:41] แล้วกันนะครับอผมไม่รู้มันชื่อว่าอะไรตัว

[55:43] นี้มันเป็นเหมือนหมวกนะอ่ะเป็นสัญลักษณ์

[55:45] พิเศษนั่นแหละนะครับและช่องว่างห้ามนำมา

[55:49] ประกอบเป็นชื่อต่อแปรนะครับและอันสุดท้าย

[55:52] นะครับที่ผมไฮไลท์เป็นสีฟ้าไว้เก็คือไม่

[55:54] ซ้ำกับคำสงวนหรือว่าคำสั่งพิเศษในนี้เรา

[55:58] จะเรียกเป็นคีย์เวิร์ดนะครับในภาษา Pon

[56:00] อันนี้ก็จะเป็นตารางคำสงวนนะครับอ่าเป็น

[56:04] ตัวอย่างนะครับจริงๆมีหลายคำกว่านี้นะ

[56:06] ครับแต่ว่าคำที่เราจะใช้งานหลักๆเนี่ยจะ

[56:09] อยู่ที่ตารางคีย์เวิร์ดพวกนี้เลยนะครับ

[56:11] อย่างเช่นคำว่า and คำว่า bak คำว่า Class

[56:14] Continue คำว่า fault คำว่า non นะครับ

[56:18] คำว่า Import คำว่า for อะไรพวกนี้นะครับ

[56:21] ซึ่งไอ้คำพวกนี้เนี่ยเราจะเรียกว่าเป็นคำ

[56:22] สงวนนะครับซึ่งเป็นคำเฉพาะอ่าเป็นคำสั่ง

[56:26] เฉพาะในภาษา python ห้ามนำเอาคำพวกนี้มา

[56:30] ตั้งเป็นชื่อตัวแปรแต่ถ้าเรียกไม่ได้นะ

[56:33] ครับเราก็สามารถที่จะเปลี่ยนให้เป็นคำที่

[56:37] มันไม่ซ้ำนะครับอย่างเช่นต้องการอยากจะ

[56:39] ใช้คำว่าคสนะครับแต่คาสเนี่ยมันเป็น

[56:42] คีย์เวิร์ดในภาษา python ใช่มั้ครับห้าม

[56:44] นำมาตั้งเป็นชื่อตัวแปลเราก็จะตั้งเป็นคล

[56:47] 1 นะครับก็คือเอาตัวเลขมาปนได้นะครับ

[56:50] เพราะว่าตัวแปรของเราเนี่ยเราสามารถที่จะ

[56:53] อ่านำเอาตัวอักษร A ถึง Z หรือว่าอ่า

[56:56] เครื่องหมายขีดเส้นใต้มาใส่ก็ได้นะครับ

[56:58] รวมไปถึงตัวเลขด้วยอันนี้ผมลืมเขียนไป

[57:00] เนาะก็คือสามารถใส่ตัวเลขไปปนที่ชื่อตัว

[57:04] แปรได้นะครับแต่ว่าตัวอักษรตัวแรกห้าม

[57:06] เป็นตัวเลขนะครับตัวอักษรตัวที่ 2 3 4

[57:09] เป็นต้นไปเนี่ยสามารถใส่ตัวเลขรวมกับอ่า

[57:12] คำที่อยู่ในชื่อตัวแปรได้นะครับถ้า

[57:15] ต้องการอยากจะใช้คำว่าคลาสนะครับสร้าง

[57:18] เป็นตัวแปรแต่คลาสเนี่ยมันซ้ำกับ

[57:20] คีย์เวิร์ดในในตัวภาษา python นะอาจจะ

[57:23] เปลี่ยนเป็น underscore Class หรือว่าคส

[57:25] 1 คลาส 2 อะไรก็ว่าไปนะครับมันก็จะไม่

[57:28] ตรงกับคำว่าคลสที่เป็นคีย์เวิร์ดของภาษา

[57:31] python แล้วนะฮะเพราะฉะนั้นนะครับถ้า

[57:35] อธิบายให้เข้าใจง่ายๆเลยในส่วนของการ

[57:38] สร้างตัวแปรเนี่ยก็คือการสร้างพื้นที่

[57:40] เก็บข้อมูลนะครับโดยการเก็บข้อมูลเนี่ยผม

[57:44] จะยกตัวอย่างเป็นเขียนโปรแกรมเก็บข้อมูล

[57:47] นักเรียนแล้วกันโดยข้อมูลเนี่ยจะแบ่งออก

[57:49] เป็น 4 ส่วนส่วนแรกก็คือเป็นชื่อนักเรียน

[57:52] นะครับอยู่ในรูปแบบข้อความตัวที่ 2 ก็คือ

[57:55] อายุนะครับเป็นตัวเลขจำนวนเต็มตัวที่ 3

[57:59] ก็คือเดนะครับเกดเฉลี่ยนักเรียนนะครับจะ

[58:01] เป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมแล้วก็สถานะจะ

[58:04] เป็นค่าทางตรรกศาสตร์หรือว่าค่าความจริง

[58:06] นะครับถ้าเป็นค่า True แสดงว่าอยู่

[58:09] ระหว่างศึกษาอยู่นะครับแต่ถ้าเป็น f ก็

[58:11] คือจบการศึกษาไปแล้วเราก็จะมาทดลองเก็บ

[58:14] โปรแกรมเก็บข้อมูลนักเรียนกันนะครับว่ามี

[58:17] ขั้นตอนการเขียนอย่างไรเนาะกลับมาที่

[58:20] โปรเจคของเรานะครับจากหัวข้อที่ผ่านมา

[58:22] ครับเราก็ได้ลุยในส่วนของการเขียน

[58:24] คอมเมนต์นะครับครับเสร็จเป็นที่แล้วใน

[58:27] เรื่องของการเขียนคอมเมนต์แบบบรรทัดเดียว

[58:30] แล้วก็หลายบรรทัดเนาะอ่าในหัวข้อนี้จะ

[58:32] เป็นเรื่องของการเขียนโปรแกรมเก็บข้อมูล

[58:35] นักเรียนครับเดี๋ยวผมขอใส่คำอธิบายก่อน

[58:38] เก็บข้อมูลนักเรียนนะครับข้อมูลนักเรียนอ

[58:43] โดยข้อมูลของนักเรียนจะแบ่งออกเป็นอ่า 4

[58:47] ส่วนนะก็คือมีชื่อมีอายุมีเกียรติเฉลี่ย

[58:51] แล้วก็มีสถานะนะครับเราก็จะมาสร้างตัวแปร

[58:56] สำหรับเก็บชื่อนักเรียนก่อนนะครับอ่าผมจะ

[58:59] สร้างตัวแปรที่ชื่อว่า name ขึ้นมาเป็น

[59:02] ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดนะครับก็คือตัวแปรเนม

[59:05] นะฮะโดยตัวแปรเนมของผมนะครับจะเก็บข้อ

[59:08] ความหรือว่า String นะครับผมก็ระบเป็น

[59:10] name เท่ากับแล้วก็เครื่องหมาย dou cde

[59:13] ครับตามด้วยข้อมูลนะครับที่ต้องการจะให้

[59:16] บรรจุหรือเก็บลงไปที่ตัวแปรเมนะครับอย่าง

[59:19] เช่นชื่อนักเรนของผมนะครับชื่อว่ากล้อง

[59:21] รักสยามอ่านี้ก็คือการสร้างตัวแปร

[59:26] นะครับตัวแปรของเรามีชื่อว่าตัวแปร name

[59:29] นะครับโดยค่าเริ่มต้นก็คือกล้องรักสยาม

[59:34] ซึ่งเป็น String ใช่มั้ยครับหรือว่าชุด

[59:36] ข้อความนั่นเองนะฮะทีนี้การสร้างตัวแปร

[59:40] เนี่ยนะครับอ่ะก็จะต้องอิงตามเอ่อกฎการ

[59:45] ตั้งชื่อเนาะอ่ะแต่ก่อนที่จะอิงตามกฎการ

[59:48] ตั้งชื่อเดี๋ยวผมขอแสดงข้อมูลที่เก็บอยู่

[59:50] ในตัวแปรเนมก่อนนะครับตัวแปรเมเนี่ยนะ

[59:53] ครับเป็นตัวแปรที่เอาไว้เก็บชื่อนักเรียน

[59:57] ใช่มั้ยครับก็คือกล้องรักสยามนะฮะเพราะ

[01:00:02] ฉะนั้นตอนนี้นะครับเราก็มีพื้นที่เก็บข้อ

[01:00:05] มูลแล้ว 1 ส่วนก็คือได้ชื่อนักเรียนมา

[01:00:08] แล้วทีนี้เมื่อได้ชื่อมาแล้วนะครับเรา

[01:00:11] ต้องการแจะนำเอาข้อมูลที่เก็บในตัวแปรเม

[01:00:13] เนี่ยมาแสดงผลนะครับก็จะใช้งานร่วมกับคำ

[01:00:16] สั่งปริ้นนะครับก็จะเป็น

[01:00:18] ปริ้นะครับตามด้วยชื่อตัวแปรของเรานะครับ

[01:00:21] ชื่อตัวแปรเนี่ยก็คือตัวแปร name นะครับ

[01:00:24] เราก็จะเขียนในที่อ่าวงเล็บเปิดปิดของตัว

[01:00:28] ปริ้นนะครับก็เป็นเสมือนกับเราโยนเอาข้อ

[01:00:31] ความก้อนรสยามนะครับมาใส่ในพื้นที่ปริ้นต

[01:00:34] นี้แต่ว่าข้อความกสยามเนี่ยเรามีพื้นที่

[01:00:37] เก็บข้อมูลแล้วก็คือตัวแปรเมใช่ไหมมครับ

[01:00:39] เพราะฉะนั้นถ้าต้องการอยากจะให้แสดงข้อ

[01:00:42] ความกล้องรัสยามมันก็แค่ไปดึงเอาข้อมูล

[01:00:44] จากตัวแปนี้มาใช้นะครับมาลองกดรันดูซินะ

[01:00:49] ก็จะเป็นกล้องรัสยามเห็นมฮะหรือผมเปลี่ยน

[01:00:52] ชื่อใหม่นะครับจากกล้องรัสยามเนี่ย

[01:00:54] เปลี่ยนไปเป็นโจโจ้นะครับครับก็ระบเป็น

[01:00:56] name เท่ากับโจโจ้แนี้

[01:00:59] ได้นะ

[01:01:02] ฮะโอเคนะครับในบรรทัดที่ 2 นะครับเรา

[01:01:05] กำหนดค่าเริ่มต้นเป็นกล้องรัสยามแต่ว่าใน

[01:01:08] บรรทัดที่ 3 เนี่ยเป็นโจโจ้ใช่มั้ยครับ

[01:01:11] เพราะฉะนั้นลำดับการทำงานของคำสั่งเนี่ก็

[01:01:13] คือจะทำตั้งแต่บนลงล่างนะครับบรรทันที่ 2

[01:01:17] เป็นชื่อนี้แต่ว่าเราเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น

[01:01:19] โจโจ้แล้วนะครับเพราะฉะนั้นข้อมูลล่าสุด

[01:01:21] ครับที่อยู่ในตัวแนมก็คือโจโจ้ครับอ่ะลอง

[01:01:23] กดรันดูซิมันก็จะเป็นโจโจ้

[01:01:26] เห็นมั้ยฮะอ่าเดี๋ยวผมขอกลับไปใช้เนม

[01:01:30] เหมือนเดิมนะครับอ่าอันนี้ผมก็จะลบปริ

[01:01:34] name ออกนะครับทีนี้การสร้างตัวแปรเนี่

[01:01:37] ก็จะคำนึงถึงกฎการตั้งชื่อใช่มั้ยครับ

[01:01:41] อย่างเช่น

[01:01:42] อ่าชื่อตัวแปรนะครับต้องประกอบไปด้วยตัว

[01:01:46] อักษรภาษาอังกฤษ a ถึง z นะครับจะเป็นตัว

[01:01:48] พิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ได้หมดเลยนะครับแต่ว่า

[01:01:51] จะเป็นรูปแบบของ Case sensitive Case

[01:01:54] sensitive ก็คือตัวอักษรเล็กพิมพ์ใหญ่

[01:01:56] เนี่ยจะมีความหมายต่างกันอย่างเช่นเมนะ

[01:02:00] ครับที่เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดจะเป็น

[01:02:02] กล้องรักสยามแต่ถ้าเป็นเนมตัวพิมพ์ใหญ่

[01:02:05] ทั้งหมดนะครับจะเป็นกล้องรักสยามที่เป็น

[01:02:10] ข้อความภาษาอังกฤษครับอ่าถึงแม้ชื่อตัว

[01:02:13] แปรของเรานะครับจะเป็นเนมเหมือนกันแต่ว่า

[01:02:16] เนมที่เป็นเคสตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดจะเป็น

[01:02:19] กล้องรัสยามที่เป็นภาษาไทยเนมที่เป็นตัวผ

[01:02:23] ใหญ่ทั้งหมดจะเป็นกล้องรัสยามภาษาอังกฤษ

[01:02:26] นะครับถ้าผมต้องการอยากจะแสดงชื่อนะครับ

[01:02:29] ของนักเรียนนะครับที่เป็นกล้องรักสยาม

[01:02:32] ภาษาไทยนะครับก็จะไปเรียกใช้ตัวแปรเนมตัว

[01:02:35] พิพเลขทั้งหมดนะครับอก็ลองกดรันดูนะครับ

[01:02:39] ก็จะเป็นก้องรัสยามแต่ถ้าเป็นชื่อภาษา

[01:02:44] อังกฤษครับก็จะต้องไปที่ตัวแปรเนมที่เป็น

[01:02:47] ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดนะครับก็จะได้

[01:02:50] เป็นกล้องรักสยามที่เป็นภาษาอังกฤษมาี่ก็

[01:02:53] คือหลักการของอ่าเคส sensitive ก็คือตัว

[01:02:57] พิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่จะมีความหมายต่างกันนะ

[01:03:00] ครับอันนี้เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดพิมพ์

[01:03:02] ใหญ่ทั้งหมดนะครับผมสามารถที่จะนำเาพิมพ์

[01:03:04] เล็กพิมพ์ใหญ่ปนกันได้นะครับมาเป็นเนมอบบ

[01:03:07] นี้อันนี้ก็คือตัวแปรเนมเหมือนกันแต่ว่า

[01:03:10] จะเป็นตัวแปรเนมที่เป็นตัวอักษรพิมพ์เล็ก

[01:03:13] บนกับพิมพ์ใหญ่นะครับอันนี้ผมจะใส่เป็น

[01:03:16] โจโจ้แล้วกันเนาะถ้าผมต้องการเดกจะได้อ่า

[01:03:20] ข้อมูลโจโจ้มาแสดงผลนะครับก็ไปที่ตัวแปร

[01:03:22] Name ที่เป็นตัวพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ปนกัน

[01:03:27] นะครับ

[01:03:28] อ่าโอเคก็ได้โจโจ้

[01:03:31] มานะครับอันนี้ก็คือ Case sensitive นะ

[01:03:36] ครับพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่มีความหมายต่างกัน

[01:03:38] ถึงแม้ชื่อจะเหมือนกันก็ตามทีนี้ในส่วน

[01:03:41] ของตัวแปรเนี่ยนะครับห้ามขึ้นต้นด้วยตัว

[01:03:46] เลขนะครับอ่ะสมมุติผมใส่เป็น 1 name นะ

[01:03:49] ครับหรือใส่เป็นสัญลักษณ์เนาะอ่ะเป็น

[01:03:53] เปอร์เซ็น name อะไรพวกนี้ถามว่าสามารถทำ

[01:03:56] งานได้มั้ยนะครับเลองกดรันดูอ่ามันก็จะ

[01:03:58] แจ้ง Error ทันทีนะครับว่าบรรทัดที่ 2

[01:04:00] เนี่ยนะฮะอ่าชื่อตัวแปลของเรามันขึ้นต้น

[01:04:03] ด้วยตัวเลขนะครับทำงานไม่ได้นะครับเพราะ

[01:04:07] ฉะนั้นอ่ะเมื่อกี้ผมไปกดปิดนะขอเปิดมา

[01:04:10] ใหม่แล้วกันเพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องแก้ก็

[01:04:13] คืออ่าลบเลข 1 ตนี้ออกนะฮะอ่าเดี๋ยวนะตัว

[01:04:18] นี้โอเคอ่าบรรทัดหายอ่าเดี๋ยวผมขอโชว์

[01:04:22] บรรทัดก่อนบรรทัดที่ 2 เนี่ยนะครับอ่าเรา

[01:04:27] ทำการลบเลข 1 ออกไปแล้วนะครับเพราะว่าตัว

[01:04:30] แปรของเราห้ามขึ้นต้นด้วยตัวเลขเนาะอ่ะที

[01:04:33] นี้นะครับมาดูที่ั้ที่ 3 ครับผมขึ้นต้น

[01:04:36] ด้วย

[01:04:38] อ่าสัญลักษณ์เปอร์เซ็นต์ครับอลองกดรันดู

[01:04:42] ซิอ่ะก็บอกว่าบันทาที่ 3 เนี่ยทำงานไม่

[01:04:46] ได้นะครับเพราะว่ามันมันขึ้นต้นด้วย

[01:04:49] สัญลักษณ์พิเศษนะครับหรือถ้าเป็นตัวแปร

[01:04:54] เนมตัวนี้นะครับแต่ว่ามีช่องงครับระหว่าง

[01:04:57] อ่า na กับ MB นะครับมีช่องว่างอยู่ตรง

[01:05:00] ตรงกลางเนาะทีนี้ผมจะลองกดร้านใหม่นะครับ

[01:05:04] ก็ทำงานไม่ได้เพราะว่าอะไรครับเพราะว่า

[01:05:08] ตัวแปรของเรานะครับมีช่องว่างช่องว่างก็

[01:05:11] ถือว่าเป็นสัญลักษณ์พิเศษนะครับอ่าอยู่

[01:05:13] ที่ตัวแปรก็เลยทำงานไม่

[01:05:15] ได้นะครับหรือผมทำการสร้างตัวแปรนะครับ

[01:05:20] ที่มันไปซ้ำกับคีย์เวิร์ดอ่าอย่างเช่นผม

[01:05:25] สร้างตัวแปรที่ชื่อว่าคลสขึ้นมาตัวแปรคลา

[01:05:29] ตัวนี้นะครับสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะ

[01:05:31] ให้เก็บห้องเรียนว่านักเรียนคนนี้นะครับ

[01:05:34] เรียนอยู่ห้องอะไรอย่างเช่นเรียนอยู่ที่ป

[01:05:38] 1 นะครับคลาสป 1 อ่าจากนั้นนะครับผมก็

[01:05:43] เอาตัวแปรคลาสเนี่ยมาใช้งานทีนี้ทุกคน

[01:05:47] สังเกตนะครับว่าตัวแปรคลาสเนี่ยมันจะ

[01:05:49] ไฮไลท์เป็นสีส้มแสดงว่ามันเป็นคีย์เวิร์ด

[01:05:52] ครับมันเป็นคำสงวนคำสสงวนเนี่ยไม่สามารถ

[01:05:56] นำมาสร้างเป็นตัวแปรได้อ่าเดี๋ยวผมจะลอง

[01:05:59] กดรันดูเนาะนะครับมันก็เลยแจ้งบรรทัดที่ 5

[01:06:02] นะครับตัวแปรคสเนี่ยไม่สามารถที่จะสร้าง

[01:06:07] ขึ้นมาได้ก็เลยบอกว่า invalid syntax

[01:06:10] เพะว่ามันไปซ้ำกับคำสงวนนะครับแล้วก็เลย

[01:06:14] เลี่ยงครับโอเคคำว่าคลาสเนี่ยมันมันซ้ำ

[01:06:17] กับคำสงวนเนาะก็เป็นคลาส 1 ะกันว่ามันมัน

[01:06:22] จะได้ไม่ซ้ำนะครับแล้วก็ใส่ตัวเลขเข้าไป

[01:06:25] นะครับก็จะเป็นป 1 แต่ว่าตัวเลขของเรา

[01:06:28] เนี่ยเราไม่ได้ขึ้นต้นใช่ไหมมครับเราเอา

[01:06:30] มาเขียนต่อ

[01:06:32] ท้ายหรือถ้าหากว่าเป็นคลาสแล้วก็เว้นวรค

[01:06:36] ล่ะเว้นวรค 1 มานี้นะครับคลาสเว้นวรค 1

[01:06:41] มันมีช่องว่างใช่ไมยครับแสดงว่าตอนที่ทำ

[01:06:44] การรันโปรแกรมเนี่ยอมันรันไม่ได้เพราะว่า

[01:06:47] ตัวแปรคลาส 1 ของเราเนี่ยนะครับมันไม่ซ้ำ

[01:06:51] กับคีย์เวิร์ดข้อจริงแต่ว่ามัน

[01:06:54] มีช่องว่างนะครับอยู่ที่ตัวแปรเราสามารถ

[01:06:58] แทนที่ช่องว่างตัวนี้นะครับด้วยเครื่อง

[01:07:00] หมาย und score ได้นะครับอ่าก็จะเป็นค

[01:07:03] und 1 ก็คือห้องเรียนตอน 1 นั่น

[01:07:08] เองนะครับอ่าลองกดรันดูนี้ก็คือรันได้นะ

[01:07:12] ครับหรือเกเนี่ยจะเขียนอยู่ด้านหน้าตัว

[01:07:15] แปรก็ได้ห้ามขึ้นต้นด้วยตัวเลขแต่ว่า

[01:07:18] สามารถขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย und

[01:07:21] ได้นะครับันนี้ผมก็จะลองแสดงข้อมูลของ

[01:07:25] กล้องรัสยามที่เป็นชื่อภาษาไทยออกมานะ

[01:07:28] ครับก็จะเป็น und name นะครับก็จะเป็น

[01:07:31] กล้องรัสยามภาษาไทยโอเคนะครับอ่าประมาณ

[01:07:36] นี้นะครับประมาณนี้เดี๋ยวผมจะขอลบนะครับ

[01:07:40] เหลือแค่ตัวแปรเนมแบบปกติก่อนอันนี้เป็น

[01:07:43] การยกตัวอย่างนะครับว่าถ้าเราสร้างตัวแปร

[01:07:46] ขึ้นมาแล้วไม่ได้ดูกฎการตั้งชื่อเนี่ยบาง

[01:07:50] คนอาจจะงงว่าเอ๊ะทำไมมันตั้งชื่อตัวแปร

[01:07:52] แบบนี้ก็ได้นะครับอย่างเช่นตัวแปร Class

[01:07:54] ตัวแปรออะไรพวกนี้นะครับิก็เป็นคำสงวนตอน

[01:07:58] นี้ผมสามารถเก็บข้อมูลของนักเรียนได้แล้ว

[01:07:59] นะครับก็คือกล้องรสยามเนาะอ่าเป็น String

[01:08:03] นะครับทีนี้บางคนต้องการอยากจะรู้ว่าเอ๊ะ

[01:08:07] ไอ้ข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร name เนี่ยเรา

[01:08:09] จะทราบได้อย่างไรว่ามันมีชนข้อมูลแบบใดนะ

[01:08:12] ครับวิธีการตรวจสอบเนี้ข้อมูลนะครับเราจะ

[01:08:14] ใช้คำสั่งตัวนึงก็คือคำสั่ง type นะครับ

[01:08:20] ก็จะเป็นปิ type แล้วก็วงเล็บเปิดปิดนะ

[01:08:23] ครับด้านในก็จะเป็นชื่อตัวแปรก็คือตัวแป

[01:08:25] name

[01:08:26] อันนี้เป็นการแสดงข้อมูลนะครับแสดงข้อ

[01:08:32] มูลส่วน type เนี่ยนะครับเป็นการแสดงชนิด

[01:08:36] ข้อ

[01:08:38] มูลนะครับโดยจะนำเอาข้อมูลนะครับหรือว่า

[01:08:43] ตัวแปรเนี่ยมาเขียนอยู่ในพื้นที่วงเล็บ

[01:08:46] เปิดผิดของคำสั่ง type นะครับให้แสดงชนิด

[01:08:50] ข้อมูลออกมาว่าตัวแปรเนมของเรามีชนิดข้อ

[01:08:52] มูลเป็นอะไรนะครับมาลองกดรันดูอันเซฟก่อน

[01:08:56] นะครับก็จะเป็นกล้องรัฐสยามนะครับแล้วก็

[01:08:59] Class

[01:09:00] str นะครับ str ก็คือ String นะครับแสดง

[01:09:04] ว่าตัวแปร name ของเรานะครับเป็น String

[01:09:06] หรือว่าชุดข้อความนั่นเองอันนี้ก็คือการ

[01:09:09] ตรวจสอบิข้อมูลนะครับอ่ะเดี๋ยวผมจะขอปิด

[01:09:13] คำสั่งในบรรทัดที่ 6 ไปก่อนนะะ

[01:09:16] อ้าสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะให้เก็บ

[01:09:20] ข้อมูลของนักเรียนครับตอนนี้เราเก็บแค่

[01:09:23] ชื่อใช่มยต่อมาเเก็บอายุครับอ่ะกล้องรัช

[01:09:26] สยามนะครับมีอายุ 18 ปีเก็ใส่เป็น 18 ไป

[01:09:29] ก็จะเป็น AG เท่ากับ 18 นะครับไม่จำเป็น

[01:09:34] ต้องเขียนติดกันก็ได้นะครับถ้ามีการ

[01:09:35] assign ค่าก็คือ Edge แล้วก็เว้นวรรค

[01:09:38] แล้วก็เท่ากับ 18 แบบนี้ก็ได้นะครับก็

[01:09:41] สามารถทำงานได้ก็คือร้านผ่านนะครับความ

[01:09:44] หมายก็คือนำเอาค่าด้านขวามือไปเก็บลงใน

[01:09:46] ค่าอยู่ด้านซ้ายก็คือชื่อตัวแปรนะครับก็

[01:09:49] คือ Age เท่ากับ 18 นะครับเราจะเขียนเป็น

[01:09:51] BB แบบนี้ก็ได้หรือจะเขียนติดกันก็ได้นะ

[01:09:54] ครับนะ AG กับ 18 นี้แต่เว้นมาเนี่ยอย่า

[01:09:58] เว้นหลายอันนะครับอย่าเว้น 2 ตัวนะเว้น

[01:10:01] แค่ตัวเดียวพอนะอ่ะตอนนี้ผมเก็บข้อมูลนัก

[01:10:03] เรียนนะครับมีชื่อมีอายุต่อมาก็จะเป็นเกด

[01:10:07] ครับเกดของนักเรียนผมก็สร้างตัวแปรเกด

[01:10:09] ขึ้นมานะครับอ่า 3.99 อะไรพวกนี้อ่าเกด

[01:10:14] เฉลี่ยของนักเรียนนะครับเด็กชายกล้องอายุ

[01:10:17] 18 ปีเอ่อไม่ใช่เด็กชายแล้วนะครับเป็น

[01:10:19] เป็นนายกล้องละนะถ้าเป็นเด็กชายก็อายุ 10

[01:10:22] ขวบอ่ะ

[01:10:24] อ่า Gate 3.99 นะครับต่อมาก็จะเป็น

[01:10:29] สเตตัสนะครับก็คือสถานะของนักเรียนนะครับ

[01:10:34] ว่าตอนนี้เรียนจบหรือยังหรือว่ากำลัง

[01:10:36] ศึกษาอยู่นะครับผมก็จะใส่เป็นค่า True

[01:10:38] เนาะค่า True ก็คือกำลังศึกษาอยู่นะครับ

[01:10:42] จะสังเกตว่าตอนนี้ข้อมูลในตัวแปลของเรานะ

[01:10:44] ครับมีเข้อมูลต่างกันอย่างเ่นตัวแป name

[01:10:47] นะครับเป็น String นะครับ Age เป็นตัวเลข

[01:10:50] จำนวนเต็มหรือว่า in นะครับส่วน Gate ก็

[01:10:52] คือ 3.99 นะครับเป็น F

[01:10:55] นะครับก็คือตัวเลขที่มีจุดทศนิยมแล้วก็

[01:10:59] สเตตัสเป็นบูนนะฮะทีนี้บางคนก็อาจจะงงว่า

[01:11:03] เอ๊ะทราบได้อย่างไรว่ามีชนิข้อมูลอะไรนะ

[01:11:06] ครับในตัวแปรพวกนี้แล้วก็ใช้งานร่วมกับคำ

[01:11:09] สั่ง type ครับในการแสดงชนิดข้อมูลออก

[01:11:13] มานะครับอย่างเช่น type name ก็คือแสดง

[01:11:16] ชนิดข้อมูลของตัวแปร name ออกมานะครับถ้า

[01:11:20] ต้องการเจะแสดงชิข้อมูลของตัวไป Age นะ

[01:11:23] ครับก็ระบุเป็นคำสั่ง type ในพื้นที่ของ

[01:11:25] ปริ้น่ะ typ วงเล็บเปิดปิดแล้วก็ชื่อตัว

[01:11:28] แปรก็คือตัวแปรเออ่าเป็นการแสดงทนี้ข้อ

[01:11:32] มูลของตัวแปรเมกับเบสออกมานะครับอลองกด

[01:11:36] รันดูซินะครับตัวแรกนะครับก็คือเป็น sdr

[01:11:41] SD ก็คือของ name นะครับส่วน in ก็คือ

[01:11:44] เป็นของ

[01:11:45] Ed in ก็คือ integer นะครับเป็นตัวเลข

[01:11:48] จำนวนเต็มเนาะอต่อมาก็จะเป็น Gate ครับ

[01:11:51] อยากจะทราบว่าตัวแปรเดของเราเนี่ยมีชนิด

[01:11:55] ข้อมูลเป็นอะไรนะครับก็ตไป Gate นะโอเคมา

[01:12:01] ดูซิว่าได้ผลลัพธ์เป็นเท่าไหร่นะครับก็

[01:12:03] เป็น fce เห็นมั้ยฮะก็คือตัวเลขที่มีจุด

[01:12:05] ทศนิยมนะครับแล้วก็ตัวสุดท้ายก็คือสเตตัส

[01:12:09] ครับ

[01:12:11] สเตตัสนะก็จะเป็น type แล้วก็ตัวแปร

[01:12:14] สเตตัสนะครับอยากจะทราบว่าตัวแปรสเตตัสมี

[01:12:17] ชนิดข้อมูลเป็นอะไรนะครับก็จะเป็นป type

[01:12:21] สตัสเนาะอ่าลองกดรันดูนะครับก็จะเป็นบูก็

[01:12:24] คือ ue

[01:12:25] หรือว่าค่าทางตรรกศาสตร์อันนี้จะเป็นการ

[01:12:28] จำแนกจนิข้อมูลนะครับที่อยู่ในตัวแปรออก

[01:12:31] มาทีนี้ถ้าต้องการอยจะแสดงข้อมูลล่ะอัน

[01:12:35] นี้เดี๋ยวผมจะเขียนคอมเมนต์ไว้นะก็จะเติม

[01:12:38] เครื่องหมายชารปนะครับอยู่ด้านหน้าคำสั่ง

[01:12:41] ปริ้นเนาะเป็นสีแดงแสดงว่าถูกทำให้เป็น

[01:12:44] คอมเมนต์แล้วสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะ

[01:12:47] ให้แสดงข้อมูลของนักเรียนออกมาครับก็มี

[01:12:50] ชื่อมีอายุมี Gate มีสถานะเป็นยังไงนะ

[01:12:57] ครับโดยวิธีการนะครับอ่ะผมก็จะกำหนดเป็น

[01:13:02] คอมเมนต์นะบอกว่าแสดงข้อมูล

[01:13:04] เนาะโดยข้อมูลตัวแรกนะครับจะเป็นข้อมูล

[01:13:07] ชื่อนักเรียนเก็ปริ้นตัวแปรเนมออกมาไม่

[01:13:10] ต้องเติม type แล้วนะครับเพราะว่าเรา

[01:13:11] ต้องการเ็กจะเอาข้อมูลมาใช้นะครับไม่ต้อง

[01:13:14] เติม type เหมือนแสดงสข้อมูลเนาะแสดงข้อ

[01:13:17] มูลออกมาอย่างเดียวนะครับก็ลองกดรันดูนะ

[01:13:20] ก็จะเป็นกล้องรับสยามนะครับต่อมาก็จะเป็น

[01:13:24] ตัวตัวแปล Age นะครับอ่าตัวแปร Age ก็

[01:13:28] ปริ้ Age นะครับอ่ะลองกดรันดูนะก็เป็น 10

[01:13:32] นะครับต่อมาก็จะเป็นตัวแปร

[01:13:36] Gate นะครับตัวแปร Gate แล้วก็สเตตัส

[01:13:40] เนาะอ

[01:13:42] ปิ้

[01:13:44] สตัสนะครับโอเคกดันดูก็จะเป็นกสยาม 10

[01:13:50] 3.99 แล้วก็ True นะครับโดยข้อมูลนะครับ

[01:13:55] ด้านบนเนี่ยอข้อมูลนักเรียนเนี่ยเราจะ

[01:13:57] เรียกว่าเป็น input

[01:13:59] เนาะ

[01:14:02] input นะครับการแสดงผลข้อมูลเนี่ยจะเป็น

[01:14:06] output นะ

[01:14:09] ครับเป็น

[01:14:11] output ทีนี้ก่อนที่จะแสดงผลเนี่ยนะครับ

[01:14:14] สิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะเปลี่ยนแปลง

[01:14:16] ข้อมูลครับอ่าแก้ไขข้อมูลก่อนที่จะแสดงผล

[01:14:20] นะฮะอ่าอย่างเช่นอายุเนี่ยนะครับผมอยากจะ

[01:14:23] เปลี่ยนจาก 10 ขวบไปเป็น 20 ครับก็จะระบุ

[01:14:27] เป็น Edge เท่ากับ

[01:14:28] 20 ในบรรทัดที่ 3 เนี่ยนะครับเป็นการ

[01:14:31] กำหนดค่าเริ่มต้นเนาะแล้วก็มาเปลี่ยนแปลง

[01:14:33] ข้อมูลใหม่นะครับข้อมูลเริ่มต้นเนี่ยอายุ

[01:14:36] เริ่มต้นก็คือ 10 ใช่มั้ยครับผมมาแก้ใน

[01:14:38] บรรทัดที่ 8 ก็คือให้ตกับ 20 ก็จะนำเอา

[01:14:42] ค่างล่าสุดที่แก้นะครับมาทำงานตรงรรทัด

[01:14:44] ที่ 13 เพราะฉะนั้นอายุของนักเรียนนะครับ

[01:14:48] ก็จะเป็น 20 เห็นมั้ยฮะหรือเกรดเฉลี่ยนะ

[01:14:52] ครับจากเดิมเป็น 3.99 เนี่ยผมไปแก้เกรด

[01:14:54] ใหม่นะครับเป็น 4.00 แทนอก็มาแก้อ่าใน

[01:15:00] ส่วนของตัวนี้นะครับบรรทัดที่ 9 ก่อนที่

[01:15:02] จะเริ่มต้นแสดงข้อมูลนะครับนะก็จะเป็นก้อ

[01:15:06] สยามนะครับ 20 4.0 แล้วก็

[01:15:09] True นะ

[01:15:11] ครับทีนี้นะครับในส่วนของการสร้างตัวแปร

[01:15:14] เนี่ยนะครับมันมี 2 แบบแบบแรกก็คือ 1 ตัว

[01:15:18] แปรนะครับเท่ากับ 1 บรรทัดเห็นมั้ยก็คือ

[01:15:22] name บรรทัดที่ 2 นะครับเอบรรทัดที่ 3 3

[01:15:25] เกียดและที่ 4 สเตตัสและที่ 5 ถ้าผม

[01:15:28] ต้องการอยากจะสร้างตัวแปรหลายๆตัวแปรขึ้น

[01:15:31] มานะครับโดยนิยามขึ้นมาแค่บรรทัดเดียวนะ

[01:15:37] ครับจะทำอย่างไรเพราะว่าตอนนี้เราสร้าง

[01:15:39] ตัวแปรขึ้นมา 4 ตัวก็กินพื้นที่ไป 4

[01:15:41] บรรทัดเลยนะครับวิธีการครับเราก็สร้างตัว

[01:15:44] แปรแบบเดิมเลยนะครับก็คือมี name Age

[01:15:47] Gate แล้วก็สตัสนะครับก็จะเป็น name

[01:15:49] เครื่องหมายคอม AG เครื่องหมายคอมแล้วก็

[01:15:53] เกดแล้วก็สสตัสนะครับแบบนี้นะครับสร้าง

[01:15:57] ตัวแปรขึ้นมา 4 ตัวแปรแล้วก็มากำหนดค่า

[01:15:59] เริ่มต้นนะครับโดยตัวแรกก็คือเป็นชื่อก็

[01:16:03] คือก้อนรสยามใช่มั้ครับผมก็มาใส่นะครับ

[01:16:06] ตามด้วยเครื่องหมายคอมม่าคันที่ 2 ก็จะ

[01:16:08] เป็น 10 นะครับก็จะเป็น 10 คันที่ 3 ก็จะ

[01:16:12] เป็น 3.99 นะครับอันสุดซ้ายก็จะเป็น True

[01:16:17] แบบนี้นะครับความหมายเดียวกันเลยก็คือ

[01:16:21] สร้างตัวแปรขึ้นมา 4 ตัวแล้วก็กำหนดค่า

[01:16:23] เริ่มต้นนะครับแต่ว่าเราเราจะเขียนแค่

[01:16:25] บรรทัดเดียวนะะไม่ต้องมากระจายออกมาเป็น 4

[01:16:30] บรรทัดนี้แล้วโอเคนะครับเพราะฉะนั้นการ

[01:16:33] จับคู่ก็จะเริ่มต้นจับคู่โดยจำแนกจาก

[01:16:36] เครื่องหมายคอมม่านะครับอย่างเช่นก้อน

[01:16:39] สยามก็ไปจับกับ name นะครับคอม 2 ก็ Age

[01:16:42] ก็จับกับ 10 Gate ก็จับกับ 3.99 สตัสก็

[01:16:46] จับกับ True อะไรพวกนี้นะครับอันนี้ผมก็

[01:16:48] จะลบทิ้งเนาะไม่ใช้แล้วเพราะว่าเราเขียน

[01:16:52] โค้ดแค่ 1 บรรทัดก็มีตัวแปร 4 ตัวเลยการ

[01:16:56] แก้ไขข้อมูลอันนี้ผมไม่แก้แล้วนะครับนี้

[01:16:58] เป็นการยกตัวอย่างเฉยๆว่าตัวแปรเนี่ย

[01:17:00] สามารถแก้ไขข้อมูลได้อาจจะแก้แค่ส่วนของ

[01:17:02] เกรดแล้วกันนะครับเป็น 4.00 เนาะ

[01:17:07] แ่าโอเคนะครับมาลองกดรันดูซิปั๊บนะครับก็

[01:17:12] จะเป็นกล้องรัฐสยามนะครับ 10 4.0 4.0

[01:17:16] นะครับแล้วก็ ue เนาะทศนิยมตัวเดียวนะ

[01:17:19] ครับทีนี้ในส่วนของการแสดงผลนะครับโดยใช้

[01:17:23] คำสั่งปริ้นหรือว่าฟังก์ชันปริเนี่ยเรา

[01:17:25] สามารถที่จะแต่งประโยคได้แต่งประโยคหมาย

[01:17:28] ความว่าเราสามารถที่จะนำเอาตัวแปรเนี่ยไป

[01:17:30] เขียนร่วมกับข้อความได้โดยข้อความเนี่ย

[01:17:34] มันจะเขียนขอบด้วยเครื่องหมาย Double

[01:17:36] Code ใช่มั้ยครับอย่างเช่นผมต้องการอยาก

[01:17:38] จะให้บอกรายละเอียดเพิ่มเติมครับก็คือตอน

[01:17:41] นี้เป็นการดึงข้อมูลมาจากตัวแปรก็จริงแต่

[01:17:44] ว่าเราไม่รู้เลยว่าเอ๊ะ 10 มันคืออะไร 4.0

[01:17:46] คืออะไร True คืออะไรนะครับแล้วก็จะมีการ

[01:17:50] แต่งประโยคเพื่อที่จะให้การแสดงผลเนี่ย

[01:17:52] มันอ่านและเข้าใจหรือว่าสื่อความหมายมาก

[01:17:56] ยิ่งขึ้นนะครับอย่างเช่นตัวแปร name

[01:17:58] เนี่ยนะครับเป็นชื่อของนักเรียนนะครับมา

[01:18:00] ผมก็จะใส่เครื่องหมาย dou Code นะครับ

[01:18:03] อยู่ด้านหน้าอันนี้ก็จะบอกว่าชื่อนัก

[01:18:06] เรียนมีค่าเท่ากับตามด้วยข้อมูลที่อยู่ใน

[01:18:09] ตัวไป name ครับซึ่งจะคัด้วยเครื่องหมาย

[01:18:12] คอมม่านะครับเป็นการบอกว่าชื่อนักเรียน

[01:18:15] เนี่ยเป็น String นะครับเป็นข้อความที่

[01:18:17] เรากำหนดขึ้นมานะครับส่วนตัวแปรเนี่ยนะ

[01:18:20] ครับก็คือเป็นค่าที่ไว้เก็บข้อมูลซึ่ง

[01:18:23] สามารถเปลี่ยนแปลงได้แต่ว่าส String หรือ

[01:18:25] วชุข้อความเนี่ยเราจะไม่สามารถเปลี่ยนได้

[01:18:27] ตอนที่ทำการรันนะฮะเพราะฉะนั้นนะครับ

[01:18:29] ประโยคเต็มๆก็คือชื่อนักเรียนมีค่าเท่า

[01:18:31] กับตามด้วยข้อมูลที่อยู่ในตัวแ name นะ

[01:18:34] ครับมาลองกดรันดู

[01:18:36] ซิซึ่งจะคัด้วยคหมายความมานะครับอันนี้จะ

[01:18:39] เป็นข้อความธรรมดาแล้วก็เครื่องหมายความ

[01:18:41] มาแล้วก็ตัวแปรของเรานะครับอลองกดรก็จะ

[01:18:45] เป็นชื่อนักเรียนเท่ากับกล้องรัสยามเอ

[01:18:48] ทำไมไม่มีไมเอกอแเอกนะอันนี้ตัว python

[01:18:53] ID ID Le python เี่มันจะมันจะมี

[01:18:56] ปัญหาเรื่องสลาลอยอยู่นะะแต่ว่าตอนนี้เรา

[01:19:00] ก็สามารถเข้าใจได้แล้วนะครับว่าไอ้ข้อมูล

[01:19:02] ตัวแรกเป็นชื่อนักเรียนก็คือเป็นกล้องรัก

[01:19:05] สยามต่อมาก็จะเป็นอายุนะครับอายุ 10 ขวบ

[01:19:07] ใช่มั้ยเราก็มาแต่งประโยคนะครับก็จะเป็น

[01:19:11] อายุมีค่าเท่ากับแล้วก็เครื่องหมายคอมม่า

[01:19:15] ตามด้วยตัวแปรก็คือตัวแปร S นะครับอ่ะลอง

[01:19:18] กดรันดูนะครับอายุ 10 10 อะไรล่ะ 10 ปี

[01:19:22] ใช่มั้ยแล้วก็เอาคำว่าปีมาเขียนต่อท้ายเ

[01:19:24] นะครับก็จะเครื่องหมายควมแล้วก็คำว่าปี

[01:19:29] เนาะอ่าก็จะเป็นปีนี้หรือว่าเป็นขวบก็ได้

[01:19:33] นะครับอายุ 10 ขวบนะฮะนะ

[01:19:38] ขวบ

[01:19:41] โอเคอ่ะโอเคไปนะครับชื่อนักเรียนนะครับ

[01:19:45] อายุเท่ากับ 10 ขวบนะต่อมาก็จะเป็น 4.0

[01:19:49] เนาะอ่า

[01:19:50] 4.0 4.0 อันนี้ผมใส่หลักเดียวเนาะ

[01:19:54] ทศนิยมนะครับ 4.0 เนี่จะเป็นเฉลี่ยเอ่อ

[01:19:57] เกดเฉลี่ยนะครับก็จะเป็นเกดเฉลี่ยนะครับ

[01:20:01] มีค่าเท่ากับข้อมูลที่อยู่ในตัวแปรเกด

[01:20:04] ครับอ่าก็คั้นหมายคอมม่าเหมือนเดิมเลยนะ

[01:20:09] ครับอ่าเกดเฉลี่ย 4.0 นะครับส่วน ue ก็

[01:20:13] คือเป็นสถานะเนาะสถานะนะ

[01:20:17] ครับสถานะมีค่าเท่า

[01:20:20] กับค่าที่เก็บอยู่ในตัวแปรสเตตัส

[01:20:24] ใช่มยครับอ่าสเตตัสเป็นสถานะเนาะว่าเรียน

[01:20:27] จบหรือยังหรือว่าจะกำลังเรียนอยู่นะครับ

[01:20:29] สถานะเท่ากับ

[01:20:31] True โอเคครับผมอันนี้ก็คือการแสดงข้อ

[01:20:34] มูลนะครับถ้าเป็นการแสดงิข้อมูลก็จะระบุ

[01:20:38] ตัวแปรร่วมกับฟังก์ชัน type หรือว่าคำ

[01:20:41] สั่ง type นะฮะลองกดรันดูเห็นมข้อมูลตัว

[01:20:46] แรกเป็นชื่อนักเรียนนะครับก็คือเป็น sdr

[01:20:47] หรือว่า String นะครับ 10 ก็เป็นตัวเลข

[01:20:50] จำนวนเต็มก็คือ in ทศยมก็คือโนะครับอ่า

[01:20:54] True ก็คือคือ

[01:20:55] บูนโอเคครับผมนี่ก็จะเป็นตัวอย่างการ

[01:20:58] สร้างตัวแปรและก็การตรวจสอบชนิดข้อมูลใน

[01:21:02] ตัวแปรนะครับอาจจะไม่ได้เก็บในตัวแปรก็

[01:21:06] ได้นะครับอาจจะกำหนดเป็นข้อมูลขึ้นมาตรงๆ

[01:21:09] เลยก็ได้นะครับอย่างเช่นปิ้ typ ตัวสุด

[01:21:11] ท้ายนะครับผมใส่เป็นอ่า 3.99 อะไรพวกนี้

[01:21:15] นะ

[01:21:16] ครับก็คืออยากจะตรวจสอบข้อมูลอะไรก็โยน

[01:21:20] ข้อมูลเข้าไปในพื้นที่วงเล็บเปิดปิดของ

[01:21:23] ไทยได้เลยนะครับไม่จำเป็นต้องเก็บลงในตัว

[01:21:24] แปรอย่างเดียวนะฮะอันนี้ก็จะได้ข้อมูลสุด

[01:21:28] ท้ายเป็นเป็นโสนะฮะมา

[01:21:30] ต่อโอเคครับผมก็ประมาณนี้ครับในเรื่องของ

[01:21:34] การสร้างตัวแปร

[01:21:45] ครับครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[01:21:49] ข้อนี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการรับข้อ

[01:21:53] มูลจากผู้ใช้นะครับโดยการรับข้อมูลจากผู้

[01:21:57] ใช้นะครับจะเป็นการใช้งานคำสั่งสำหรับรับ

[01:22:00] ค่าผ่านทางคีย์บอร์ดนะครับแล้วก็เก็บค่า

[01:22:03] ดังกล่าวลงไปในตัวแปรนะครับโดยมีโครง

[01:22:07] สร้างคำสั่งดังนี้นะครับก็คือทำการประกาศ

[01:22:09] ตัวแปรขึ้นมามีค่าเท่ากับตามด้วยคำสั่ง

[01:22:12] input นะครับหรือว่าฟังก์ชัน input ถ้า

[01:22:16] ในคำสั่ง input ตัวนี้นะครับอ่าในพื้นที่

[01:22:18] วงเล็บเปิดปิดก็จะเป็นข้อความที่จะแสดงผล

[01:22:21] ก่อนรับข้อมูลนั่นเองอันนี้ก็คือโครง

[01:22:25] สร้างคำสั่ง input นะครับซึ่งเป็นคำสั่ง

[01:22:27] สำหรับรับค่าผ่านทางคีย์บอร์ดจากผู้ใช้

[01:22:31] งานโปรแกรมนะครับอ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่าง

[01:22:34] การใช้คำสั่ง input ในการรับข้อมูลจากผู้

[01:22:37] ใช้โปรแกรมกันนะครับว่ามีขั้นตอนการใช้

[01:22:39] งานอย่างไรกลับมาที่ไฟล์ Program py ของ

[01:22:43] เรานะครับคำสั่งเดิมจากหัวข้อที่แล้ว

[01:22:45] เนี่ยผมได้ทำการลบทิ้งแล้วนะครับซึ่งจะ

[01:22:47] เป็นเรื่องของการสร้างตัวแปรเนาะอ่าในหัว

[01:22:50] ข้อนี้นะครับจะเป็นเรื่องของการรับข้อมูล

[01:22:52] จากผู้ใช้โปรแกรมนะครับหรือว่าการรับ

[01:22:55] input จากผู้ใช้โปรแกรมผ่านทางคีย์บอร์ด

[01:22:58] นั่นเองนะครับโดยผมจะยกตัวอย่างโดยทำการ

[01:23:01] สร้างอ่าโปรแกรมนะครับสำหรับรับข้อมูล

[01:23:04] พื้นฐานของผู้ใช้งานนะครับเข้ามาทำงานไม่

[01:23:08] ว่าจะเป็นการป้อนชื่ออ่าป้อนอายุป้อนปี

[01:23:11] เกิดอะไรก็ว่าไปนะครับโดยวิธีการเนี่ยนะ

[01:23:15] ครับปกติเวลาที่เราทำการสร้างตัวแปรเนี่ย

[01:23:17] ก็ต้องมีการกำหนดค่าเริ่มต้นใช่มั้ยครับ

[01:23:19] อย่างเช่นผมสร้างตัวแปรเนมขึ้นมานะครับ

[01:23:22] เก็บข้อความเป็นกล้องลักสยามเนาะเาอ่า

[01:23:26] แล้วผมก็จะนำเอาข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร

[01:23:28] name นะครับไปแสดงผลร่วมกับอ่าคำสั่ง

[01:23:31] ปริ้นเนาะก็จะเป็นปริแล้วก็ตัวแปร name

[01:23:34] นะครับอันนี้ก็คือการสร้างตัวแปรแล้วก็

[01:23:37] การกำหนดค่าเริ่มต้นให้กับตัวแปรของเรา

[01:23:39] ใช่ไมั้ยครับอกดรันถผลลับก็จะได้ข้อความ

[01:23:42] กล้องรักสยามแสดงผลออกมาทีนี้นะครับผมจะ

[01:23:45] เปลี่ยนใหม่ผมจะเปลี่ยนจากการกำหนดค่า

[01:23:49] เริ่มต้นนะครับให้เก็บลงในตัวแปรเปลี่ยน

[01:23:51] ไปเป็นให้รับข้อมูลจากผู้ใช้โปรแกรมผ่าน

[01:23:54] ทางคีย์บอร์ดนะฮะโดยวิธีการรับค่าเนี่ย

[01:23:57] เราก็จะเปลี่ยนจากการกำหนดค่าเริ่มต้นนะ

[01:24:00] ครับไปเป็นการเรียกใช้ฟังก์ชันมาตรฐานนะ

[01:24:03] ครับหรือว่าคำสั่งสำหรับรับข้อมูลจากผู้

[01:24:06] ใช้โปรแกรมนะครับนก็คือคำสั่งที่ชื่อว่า

[01:24:09] input นั่นเองนะครับตามด้วยเครื่องหมาย

[01:24:12] วงเล็บเปิดปิดนะครับด้านในพื้นที่วงเล็บ

[01:24:15] เปิดปิดตัวนี้ก็จะเป็นข้อความนะครับที่จะ

[01:24:17] ถูกแสดงผลตอนที่เราอยากจะให้ผู้ใช้

[01:24:22] โปรแกรมเนี่ยทำการส่งข้อมูลเข้ามานะครับ

[01:24:25] ก็ต้องมีการระบุข้อความกำกับด้วยนะครับ

[01:24:26] ว่าข้อมูลที่ต้องการจะส่งเข้ามานี่เป็น

[01:24:28] ข้อมูลอะไรอย่างเช่นถ้าให้ป้อนชื่อนะครับ

[01:24:31] อ่าผมก็จะใส่ข้อความด้านในนะครับพื้นที่

[01:24:35] วงเล็บเปิดปิดของตัวคำสั่ง input เนาะบอก

[01:24:37] ว่า

[01:24:39] กรุณาป้อนชื่อของคุณนะ

[01:24:44] ครับซึ่งข้อความดังกล่าวเนี่ยนะครับจะถูก

[01:24:47] แสดงผลตอนที่ทำการรันโปรแกรมขึ้นมานะครับ

[01:24:52] มาเป็นข้อความกำกับเนาะว่าอยากจะให้ให้

[01:24:54] ผู้ใช้โปรแกรมเนี่ยป้อนข้อมูลอะไรเข้ามา

[01:24:57] ทำงานนะครับในนี้ก็คือให้ป้อนชื่อใช่ไหมม

[01:25:00] ครับก็ทำการระบุข้อความกำกับว่ากรุณาป้อน

[01:25:03] ชื่อของคุณนะครับก็จะมีเคเซอร์กระพริบ

[01:25:06] ด้านหลังนะฮะตอนที่ทำการกดรันโปรแกรมเผม

[01:25:08] จะลองกดรันดูนะครับมาที่รันแล้วก็ Run

[01:25:10] module ก็บอกว่ากรุณาป้อนชื่อของคุณนะ

[01:25:13] ครับแล้วก็เครื่องหมายโคลอนนะครับก็คือ

[01:25:15] เครื่องหมายตัวนี้ที่ผมเขียนต่อท้ายนะ

[01:25:17] ครับแล้วก็จะมีเซอร์กระพริบนะครับรอรับ

[01:25:20] input หรือว่ารอรับข้อมูลจากผู้ใช้งานนะ

[01:25:24] ครับในนี้ก็คือผู้ใช้โปรแกรมเนาะให้ป้อน

[01:25:27] ชื่อเข้ามานะครับอย่างเช่นผมป้อนชื่อเป็น

[01:25:30] กล้องและกันนะครับจากนั้นก็กด Enter ครับ

[01:25:34] ปั๊บก็จะได้ข้อความกล้องแสดงผลนะครับถาม

[01:25:37] ว่าคำว่ากล้องที่ป้อนเข้ามาเนี่ยนะครับ

[01:25:40] ถูกเก็บลงไหนนะครับถูกเก็บลงในตัวแปรเนม

[01:25:44] ตัวนี้เพราะว่าตัวแปรเนมรอรับค่าอยู่แล้ว

[01:25:46] จากนั้นเราก็นำเอาตัวแปรเนมนะครับมาแสดง

[01:25:49] ผลในบรรทัดที่ 3 นั่น

[01:25:51] เองโอเคนะครับอ่านี้ก็คือการรับข้อมูลจาก

[01:25:55] ผู้ใช้โปรแกรมนะครับหรืออาจจะแต่งประโยค

[01:25:58] ก็ได้นะครับตอนที่ทำการแสดงผลชื่อเนาะก็

[01:26:01] บอก

[01:26:02] ว่า

[01:26:03] อ่าชื่อของคุณนะ

[01:26:07] ครับมีค่าเท่ากับแล้วก็ข้อมูลที่อยู่ใน

[01:26:10] ตัวแปรเมนะฮะแบบนี้ก็คือรับข้อมูลเข้ามา

[01:26:15] แล้วก็นำข้อมูลมาแสดงผลนะครับอ่ะลองกดลดู

[01:26:19] กรุณาป้อนชื่อของคุณนะครับผมใส่เป็นกล้อง

[01:26:21] ภาษาอังกฤษนะฮะกด Enter ครับอ่าข้อมูล

[01:26:25] กล้องตัวนี้ก็จะเก็บลงในตัวแปรเมนะครับ

[01:26:27] ตัวแปรเมก็จะนำไปใช้งานร่วมกับอ่าคำสั่ง

[01:26:30] ปริ้นใช่่ไมั้ยครับชื่อของคุณแล้วก็ข้อ

[01:26:32] มูลที่อยู่ในตัวแปร

[01:26:34] เมโอเคนะครับอ่ะนอกเหนือจากการป้อนชื่อนะ

[01:26:39] ครับผมอยากจะให้ป้อนปีเกิดนะครับอ่ะผมจะ

[01:26:42] ทำการสร้างตัวแปรยขึ้นมานะมีค่าเท่ากับ

[01:26:45] input นะครับก็คือให้รอรับชื่อก่อนนะ

[01:26:50] ครับเมื่อป้อนชื่อเสร็จเรียบร้อยก็จะเป็น

[01:26:52] การป้อนปีเกิดครับอผมก็จะใส่ข้อความ

[01:26:55] กำกับบอกว่ากรุณาป้อนปีเกิดของคุณนะครับ

[01:27:02] ผมจะใส่วงเล็บด้วยนะครับว่าเป็นปีพ.ศเนาะ

[01:27:05] อ่า

[01:27:06] พ.ศนะครับแล้วก็เครื่องหมายโคลอนพอพอจุดส

[01:27:11] จุดหรือเปล่าอประมาณนี้นะครับเพื่อทำการ

[01:27:15] ป้อนปีเกิดเสร็จเรียบร้อยนะครับก็จะนำเอา

[01:27:17] ข้อมูลปีเกิดมาแสดงผลนะครับก็จะเป็นอ่าปี

[01:27:22] เกิดนะครับ

[01:27:25] มีค่าเท่ากับข้อมูลนะครับที่ถูกส่งลงมา

[01:27:31] เก็บลงในตัวแปรตัวแปร Year นะครับเพราะ

[01:27:34] ว่าตัวแปร Year เนี่ยให้ทำการเก็บอ่าข้อ

[01:27:39] มูลปีเกิดนั่นเองนะครับจากผู้ใช้โปรแกรม

[01:27:42] เนาะผู้ใช้โปรแกรมก็กรอกข้อมูลเข้ามานะ

[01:27:45] ครับเมื่อกรอกเสร็จกด Enter ปั๊บก็นำข้อ

[01:27:47] มูลลงมาเก็บลงในตัวแปรของเราก็คือตัวแปร

[01:27:51] เนมกับ Year นะครับโดยตัวแปรเมจะเก็บชื่อ

[01:27:53] Year เก็บเกิดนะฮะอ่าลองกดรันดูซิการทำ

[01:27:58] งานเริ่มต้นนะครับก็จะให้ป้อนชื่อก่อน

[01:28:00] เพราะว่าบรรทัดที่ 1 ให้ทำการป้อนชื่อใช่

[01:28:03] มั้ยครับออย่างเช่นเป็นชื่อกล้องเหมือน

[01:28:05] เดิมเลยนะครับนะอ่ะเป็นกล้องนะครับกดปุ่ม

[01:28:10] Enter ครับปั๊บต่อมาก็จะเป็นป้อนปีเกิด

[01:28:14] ของคุณนะครับอย่างเช่นเป็นปี 256 7 อะไร

[01:28:19] พวกนี้นะครับก็กดปุ่ม

[01:28:22] Enter ชื่อของคุณเท่ากับกล้องนะครับปี

[01:28:25] เกิด 2567 นะฮะอ่าทีนี้นะครับอ่าหลังจาก

[01:28:32] ที่เราทำการรับ input จากผู้ใช้โปรแกรม

[01:28:37] แล้วนะครับก็คือรับข้อมูลจากผู้ใช้

[01:28:39] โปรแกรมมาเก็บลงในตัวแปรที่เราสนใจก็คือ

[01:28:41] ตัวแปร Name กับ Year นะครับสิ่งที่ผม

[01:28:44] ต้องการตรวจสอบก็คืออยากจะทราว่าข้อมูล

[01:28:47] ที่ส่งมาเนี่ยนะครับเก็บลงในตัวแปร Name

[01:28:50] กับ Year เนี่ยมีชนิดข้อมูลอ่าเป็นอะไรนะ

[01:28:54] ครับผมก็ทำการตรวจสอบชนิดข้อมูลครับโดย

[01:28:56] ใช้คำสั่ง type นะครับตามด้วยชื่อตัวแปร

[01:29:00] ที่ผมต้องการในตรวจสอบชนิดข้อมูลนะครับก็

[01:29:03] คือ Name กับ Year ใช่ไมมครับอ่าต้องการ

[01:29:05] อยากจะทราบว่าข้อมูลที่ส่งเข้ามานั้นมีิ

[01:29:09] ข้อมูลเป็นแบบใดซึ่งถ้าทุกคนมาดูในส่วน

[01:29:12] ของ name เนี่ยมันก็เป็น String ใช่ไหมม

[01:29:14] ครับส่วน Year เนี่ยมันจะต้องเป็นตัวเลข

[01:29:16] จำนวนเต็มใช่มั้ครับว่าปีพ.ศเป็นตัวเลข

[01:29:19] เตมๆเนาะอ่ะลองกดรันดูซิมาตรวจสอบนะครับ

[01:29:23] มาป้อนชื่อนะครับเป็นกล้องนะครับปีเกิด

[01:29:25] 2567 กด Enter ปั๊บนะครับก็จะได้ข้อมูล

[01:29:29] ที่อยู่ในตัวแปร Name กับ Year เนี่ยนะ

[01:29:32] ครับมีชนนี้ข้อมูลเป็น String ครับเพราะ

[01:29:34] ฉะนั้นการทำงานของตัวฟังก์ชัน input นะ

[01:29:37] ครับข้อมูลที่ถูกส่งนะครับมาเก็บลงในตัว

[01:29:41] แปรเนี่ยจะเป็นข้อความหรือว่าสริงเสมอนะ

[01:29:46] ฮะถ้าเราต้องการอยากจะอ่านำเอาข้อมูลที่

[01:29:50] เป็นตัวเลขเครับมาคำนวณทางคณิตศาสตร์ก็จะ

[01:29:53] ต้องมีการแปลงชนิดข้อมูลก่อนนะครับจาก

[01:29:55] String ให้กลายเป็นตัวเลขนะครับตัวเลขก็

[01:29:59] ขึ้นอยู่กับอ่าประเภทที่เราสนใจนะครับว่า

[01:30:02] เป็นตัวเลขจำนวนเต็มหรือว่าตัวเลขที่มี

[01:30:04] จุดทศนิยมนั่นเองแต่ว่าตัว input ที่มี

[01:30:08] การกำหนดภายในโปรแกรมของเราเนี่ยนะครับ

[01:30:11] อ่าเวลาที่ทำการรับข้อมูลผ่านทาง

[01:30:14] คีย์บอร์ดจากผู้ใช้โปรแกรมเนี่ยเราจะได้

[01:30:16] ข้อมูลที่เป็น String นะครับมาใช้งานเสมอ

[01:30:20] นะครับอย่างเช่นตอนนี้ผมป้อนชื่อเป็น

[01:30:22] กล้องใช่มั้ยครับอ่ะก็เป็นสิงเนาะปีเกิด

[01:30:25] เป็น 2567 นะครับ 2567 ตัวนี้ก็จะถือว่า

[01:30:27] เป็น String นะฮะเพราะว่ารูปแบบของชนนี้

[01:30:31] ข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร Year เป็นเป็น

[01:30:33] String นั่นเองนะฮะแต่ในข้อต่อไปครับเรา

[01:30:36] ก็จะมาลุยในส่วนของการแปลงเิข้อมูล

[01:30:48] กันครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[01:30:51] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จากกับการ

[01:30:54] แปลงชนิดข้อมูลนะครับหรือว่า typ Casting

[01:30:56] กันนะครับซึ่งผมจะยกตัวอย่างอยู่ด้วยกัน 3

[01:31:00] คำสั่งนะครับในเรื่องของการแปลงชนิดข้อ

[01:31:02] มูลเนาะคำสัแรก็คือ int วงเล็บเปิดปิด

[01:31:05] แล้วก็ข้อมูลนะครับความหมายก็คือทำการ

[01:31:07] แปลงข้อมูลชนิดอื่นเป็นตัวเลขจำนวนเต็มนะ

[01:31:10] ครับต่อมาก็คือดงเลขเปิดปิดแล้วก็ข้อมูล

[01:31:14] นะครับความหมายก็คือเป็นการแปลงข้อมูล

[01:31:16] ชนิดอื่นนะครับเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยม

[01:31:19] นั่นเองนะฮะแลก็ตัวสุดท้ายก็คือ str วง

[01:31:22] เล็บเปิดปิดแล้วก็ข้อมูลมนะครับเป็นการ

[01:31:24] แปลงข้อมูลชนิดอื่นเป็นข้อความหรือ String

[01:31:27] นะครับมันก็คือการนำเอาชื่อของชนิดข้อมูล

[01:31:31] นะครับมาครอบข้อมูลที่เราต้องการเจะ

[01:31:33] เปลี่ยนให้กลายเป็นชนิดข้อมูลที่เรา

[01:31:36] ต้องการนะครับอย่างเช่นถ้าเป็น in ก็คือ

[01:31:38] แปลงข้อมูลอื่นให้กลายเป็น in ถ้าเป็นโก็

[01:31:40] คือแปลงข้อมูลอื่นให้กลายเป็นโดหรือว่า

[01:31:42] เลขที่มีจุดทศนิยมนะครับถ้าเป็น String

[01:31:45] ก็คือ str นะฮะอ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการ

[01:31:48] เขียนโปรแกรมสำหรับแปลงเนิข้อมูลกันนะ

[01:31:51] ครับว่ามีขั้นตอนการเขียนอย่างไรการมาที่

[01:31:54] โปรเจคของเรานะครับจากหัวข้อที่ผ่านมา

[01:31:56] ครับเราก็ได้ลุยในส่วนของการรับข้อมูลจาก

[01:31:59] ผู้ใช้โปรแกรมนะครับโดยเลกใช้งานคำสั่ง

[01:32:02] input นะครับในการรับชื่อแล้วก็รับปี

[01:32:05] เกิดเข้ามาทำงานใช่มั้ย

[01:32:07] ครับสิ่งที่ผมต้องการนะครับก็จะเป็นอ่า

[01:32:11] ส่วนของการบอกว่าตอนนี้อ่าผู้ใช้งาน

[01:32:15] โปรแกรมของเราเนี่ยเามีอายุกี่ปีนะครับ

[01:32:18] เพราะว่ามีการป้อนปีเกิดเข้ามาใช่มั้ครับ

[01:32:21] อย่างเช่นถ้าเกิดปี 2540 0 นะครับผู้ใช้

[01:32:25] งานโปรแกรมของเราเนี่ยจะมีอายุกี่ปีนั่น

[01:32:28] เองอันนี้ก็คือสิ่งที่ผมต้องการนะครับอ่า

[01:32:30] เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างเนาะอย่างเช่นตอนที่

[01:32:33] ทำการรนโปรแกรมขึ้นมานะครับทำการป้อนชื่อ

[01:32:35] อย่างเช่นชื่อกล้องนะครับป้อนปีเกิดของ

[01:32:38] คุณนะครับมาเป็น

[01:32:40] 2540 อะไรพวกนี้นะครับสิ่งที่ผมต้องการ

[01:32:44] ก็คืออยากจะให้มีการคำนวณอายุของผู้ใช้

[01:32:49] โปรแกรมนะครับโดยอ้างยิงตามปีเกิดนะครับ

[01:32:52] อย่างเช่นปีปัจจุบันตอนนี้นะครับเป็น

[01:32:55] 2567 นะครับต้องการอยจะทราบว่าอ่าเด็ก

[01:32:58] ใช้กล้องนะครับที่เกิดปี 2540 เนี่ยมี

[01:33:01] อายุกี่ปีนะครับในปี 2567 นั่นเองเพราะ

[01:33:05] ฉะนั้นนะครับสิ่งที่จะต้องทำก็คือทำการหา

[01:33:09] อ่าผลต่างของปีเกิดใช่มั้ยครับปีผศเกิดก็

[01:33:14] คือนำเอาปีปัจจุบันไปลบกับปีเกิดก็จะได้

[01:33:18] อายุนะครับของผู้ใช้มาใช้งานแล้วนั่นเอง

[01:33:22] นะฮะก็คือนำเอาปี 2567 ไปลบกับ 2540 นะ

[01:33:27] ครับก็จะทราบอายุของเด็กชายกล้องนะครับ

[01:33:30] ว่ามีอายุกี่ปีนะฮะอันนี้ก็คือสิ่งที่เรา

[01:33:34] จะทำนะ

[01:33:35] ครับเพราะฉะนั้นนะครับคำสั่งที่จะถูก

[01:33:38] เพิ่มเข้าไปก็จะเป็นการแสดงอายุนะครับว่า

[01:33:43] ตอนนี้เด็กช้กล้องหรือคนที่มาใช้โปรแกรม

[01:33:47] เนี่ยเมื่อป้อนปีเกิดไปแล้วนะครับต้องการ

[01:33:49] จะจะทราบว่าอายุปัจจุบันของตัวเองนี่มี

[01:33:52] อายุกี่ปีนะครับจะทำทำอย่างไรวิธีการนะ

[01:33:56] ครับอ่าผมก็จะทำการแสดงข้อความนะบอกว่าปี

[01:33:59] นี้คุณมีอายุนะ

[01:34:02] ครับปีนี้คุณมีอายุนะครับเท่ากับกี่ปีนะ

[01:34:07] ครับก็ทำการคำนวณโดยนำเอา

[01:34:11] อ่าปีปัจจุบันนะครับก็คือปี 2567 นะครับณ

[01:34:15] วันที่ผมอัดคลิปนะครับจะเป็นปี 2567 เนาะ

[01:34:18] ไปรบกับปีเกิดที่ป้อนเข้ามานะครับนั่นก็

[01:34:20] คือตัวแปรเยียนั่นเองนะนะครับอ่าอันนี้ก็

[01:34:25] คือการคำนวณเนาะเอาปีปัจจุบันลบกับปีเกิด

[01:34:29] นะครับก็จะทราบว่าปีนี้มีอายุกี่ปีนะครับ

[01:34:33] ก็คือมีอายุกี่ปีนั่นแหละนะอ่ะมาดูผล

[01:34:36] ลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับว่าจะได้ผลลัพธ์

[01:34:38] เป็นอย่างไรเนาะอ่ะปอนชื่อเหมือนเดิมเลย

[01:34:41] นะครับก็คือกล้องนะครับปีพ.ศเกิดครับอ่ะ

[01:34:46] 2540 กด Enter ครับก็แสดงข้อข้อมูลนะ

[01:34:51] ครับบอกว่าชื่อของคุณกล้องนะครับปีเกิด

[01:34:53] 2540 แต่ว่าปัญหาที่ตามมาครับก็คืออย่า

[01:34:58] มี Error ครับบรรทัดที่ 6 ครับบรรทัดที่ 6

[01:35:01] คือตัว

[01:35:02] ไหนคือส่วนที่คำนวณใช่มั้ยครับคำนวณว่า

[01:35:06] ตอนนี้มีอายุกี่ปีนะฮะก็คือ 25 6 7 ลบ

[01:35:10] กับข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร Year นะครับ

[01:35:14] ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือไม่สามารถลบได้

[01:35:17] เพราะว่าอะไรครับเพราะว่า 2567 นะครับ

[01:35:20] เป็นตัวเลขจำนวนเต็มแต่ว่าข้อมูลที่อยู่

[01:35:24] ในตัวแปร Year นะครับมันเป็น

[01:35:26] String หรือว่าเป็นชุดข้อความนะครับนำ

[01:35:29] เอาตัวเลขไปลบกับข้อความไม่ได้นะครับ

[01:35:32] เพราะว่าการคำนวณทางคณิตศาสตร์ในเรื่อง

[01:35:34] ของการบวกลบคูณหารเนี่ยอ่าชนิดข้อมูลจะ

[01:35:37] ต้องเหมือนกันก็คือเป็นตัวเลขเหมือนกันนะ

[01:35:39] ครับอย่างเช่นตัวเลขจำนวนเต็มทศนิยม

[01:35:42] สามารถนำมาบวกลบคูณหารกันได้แต่ถ้าเป็น

[01:35:45] ตัวเลขกับข้อความนะครับจะไม่สามารถคำนวณ

[01:35:49] ทางคณิตศาสตร์ได้นะครับมันก็เลยบอกว่าอ่า

[01:35:51] ไม่ซัพพอร์ตส่วนของทนี้ข้อมูลที่เป็น in

[01:35:55] ก็คือ 2567 นะครับที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม

[01:35:57] กับ Year ที่เป็น String ก็คือ strr ไม่

[01:36:01] สามารถนมาคำนวณได้นะครับเพราะว่าอะไรครับ

[01:36:04] เพราะว่าข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร Year

[01:36:06] เนี่ยมันเป็น String ใช่ไหมมครับเพราะว่า

[01:36:08] เราทำการตรวจสอบ typ แล้วอ่ะเดี๋ยวผมจะ

[01:36:10] เขียนคอมเมนต์ในบรรทัดที่ 6 ออกเนาะอ่า

[01:36:12] เขียนคอมเมนต์เอาไว้นะครับไม่ให้มันทำงาน

[01:36:14] เพื่อที่จะให้โปรแกรมมันรันผ่านก่อนนะ

[01:36:17] ครับมาชื่อกล้องนะครับอายุอไม่ใช่อายุนะ

[01:36:20] ครับปีเกิด 2540 นะครับแต่สังเกตว่าว่า

[01:36:23] อ่าชนิดข้อมูลนะครับที่อยู่ในตัวแปร Name

[01:36:27] กับ Year เนี่ยมันเป็น String ทั้งคู่แต่

[01:36:30] การคำนวณทางคณิตศาสตรเนี่ยเราไม่สามารถนำ

[01:36:32] เอา String หรือว่าชุดข้อความมาคำนวณได้

[01:36:34] ก็จะต้องมีการแปลงครับแปลงชนิดข้อมูลอ่า

[01:36:38] ที่อยู่ในตัวแปร Year นะครับเพราะว่าตัว

[01:36:40] แปร Year เนี่ยทำการส่งข้อมูลที่เป็นอ่า

[01:36:43] ตัวเลขเข้ามาใช่ไหมมครับแต่ว่าอ่าผลลัพธ์

[01:36:47] จากการใช้คำสั่ง input เนี่ยตัวเลขที่ส่ง

[01:36:49] เข้ามาเนี่ยมันเป็นตัวเลขที่อยู่ในรูปแบบ

[01:36:52] ของ String ก็คือตัวเลขอ่าที่ไม่สามารถนำ

[01:36:56] มาคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ถ้าต้องการให้

[01:36:59] คำนวณทางคณิตศาสตร์ก็เปลี่ยนจาก String

[01:37:01] ให้กลายเป็นตัวเลขนะครับแปลงเป็นตัวเลข

[01:37:04] จำนวนเต็มหรือว่าตัวเลขที่มีจุดทศนิยมก็

[01:37:07] ได้นะครับสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะ

[01:37:10] แปลงอ่า String ให้กลายเป็นตัวเลขจำนวน

[01:37:13] เต็มนะครับก็จะนำเอาส่วนของคำสั่ง in นะ

[01:37:18] ครับมาเขียนครอบชื่อตัวแปร Year ครับแบบ

[01:37:21] นี้ก็คือ in Year

[01:37:24] เป็นการบอกว่าเอาข้อมูลตัวเลขที่อยู่ใน

[01:37:27] ตัวแปร Year เนี่ยที่เป็น String นะครับ

[01:37:30] แปลงให้อยู่ในรูปแบบของ int นะครับเมื่อ

[01:37:33] แปลงเสร็จเรียบร้อยก็สามารถนำมาลบกับ 2567

[01:37:37] ได้นั่น

[01:37:38] เองโอเคนะครับอ่าประมาณนี้นะประมาณนี้

[01:37:42] เดี๋ยวผมจะ

[01:37:44] อ่อ

[01:37:46] ลบไ๋นะเดี๋ยวผมจะเขียนคอมเมนต์บรรทัดที่

[01:37:51] อ่ะ 8 กับ 9 นะครับเอาไว้เหมือนเดิม

[01:37:53] เดี๋ยวผมลองกดรันให้ทุกคนดูก่อนนะฮะปอน

[01:37:57] ชื่อของคุณนะครับมาเป็นกล้องปีพ.ศเกิด

[01:38:00] 2540 กด Enter นะครับแต่สังเกตว่า

[01:38:03] โปรแกรมของเราเนี่ยสามารถทำงานได้ปกติก็

[01:38:07] คือปีนี้มีอายุ 27 ปีนะครับแต่ว่าชนิดข้อ

[01:38:11] มูลที่อยู่ในตัวแปร Year มันยังเป็นสิ

[01:38:13] อยู่เลยเพราะว่าอะไรครับเพราะว่าเราทำการ

[01:38:15] แปลงชนิดข้อมูลนะครับจากสิให้กลายเป็น in

[01:38:18] เนี่ยในบรรทัดที่ 6 ก็คือทำงานแค่บรรทัด

[01:38:22] ที่ 6 อย่างเดียวนะครับไม่ได้แปลงอ่าให้

[01:38:24] กับตัวแปร Year ตัวนี้นะครับมันจะแปลง

[01:38:27] เฉพาะในบรรทัดที่ 6 แต่ว่าในบรรทัดที่ 9

[01:38:29] เนี่ย Year ก็ยังเป็นสิงอยู่เหมือนเดิม

[01:38:31] ความหมายก็คือเราจะทำการแปลงชนิดข้อมูลนะ

[01:38:34] ครับอ่าที่อยู่ในตัวแปร Year เนี่ยเฉพาะ

[01:38:38] ตอนที่นำมาคำนวณเท่านั้นก็คือในบรรทัดที่

[01:38:41] 6 แต่ว่าข้อมูลอทีนี้ข้อมูลเดิมของมัน

[01:38:44] เนี่ยก็คือบรรทัดที่ 9 นะครับก็คือบรรทัด

[01:38:48] ที่ 2 เนี่ยรับข้อมูลเข้ามาแปลงนะครับ

[01:38:51] แปลงแค่ตรงส่วนนี้แลก็จบการทำงานไปเลยนะ

[01:38:55] ครับแต่ตัวแปร Year ของเราเนี่ยมันก็ยัง

[01:38:58] มีชนิดข้อมูลเป็น String เหมือนเดิมเพราะ

[01:39:00] ว่าแปลงแค่ส่วนนี้ส่วนอื่นมันได้แปลงนะ

[01:39:03] ครับอ่าก็คือตั้งแต่บรัที่ 2 ไปเนี่ยจน

[01:39:06] ถึงบรรทัดที่ 9 ตัวเยียของเราก็ยังเป็นสิ

[01:39:09] อยู่นะครับแต่ว่าจะถูกแปลงแค่ส่วนของ

[01:39:11] บรทัดที่ 6 เท่านั้นก็คือในบล็อกของคำ

[01:39:14] สั่งปริ้นก็คือทำงานเฉพาะในพื้นที่วงเล็บ

[01:39:17] เปิดปิดของอ่าคำสั่ง

[01:39:19] ปริ้นนะครับก็เลยได้ผลลัพธ์เป็น sdr

[01:39:22] เหมือนเดิม

[01:39:24] นะครับแต่ว่าการคำนวณเนี่ยก็สามารถนำเอา

[01:39:27] อ่อปีพ.ศปัจจุบันก็คือ 2567 นะครับไปลบ

[01:39:32] กับ 2540 ได้ได้บทลับเป็น 27 เพราะฉะนั้น

[01:39:35] ตอนนี้

[01:39:36] อ่าอายุนะครับของกล้องเนี่ยก็คือ 27

[01:39:41] ปีโอเคนะครับบางคนก็อาจจะมีความสงสัยว่า

[01:39:45] เอ๊ะถ้าอยากจะแปลงตัวแปรเยียเนี่ยให้เป็น

[01:39:49] อินแบบถาวรล่ะจะแปลงยังไงนะครับวิธีการ

[01:39:52] ครับเราก็จะนำเอา in เนี่ยมาเขียนครอบ

[01:39:54] input ครับอ่าเป็นการอ่ารับ input จาก

[01:39:59] ผู้ใช้โปรแกรมนะครับแล้วก็แปลง input ดัง

[01:40:02] กล่าวให้เป็น int ตัวแปรเยียวแล้วก็จะมี

[01:40:04] ค่าเป็น int อัตโนมัติเลยนะครับก็คือไม่

[01:40:07] ต้องมาแปลงในบรรทัดที่ 6 แล้วนะครับ

[01:40:10] อ่าโดยการแปลงในบรรทัดที่ 6 เนี่ยจะเป็น

[01:40:14] การแปลงเฉพาะส่วนก็คือในพื้นที่ของอ่าคำ

[01:40:18] สั่งปริ้นแต่ถ้าต้องการเนี่ยจะกำหนดให้

[01:40:21] ตัวแปร Year เป็น in อัตโนมัติก็ต้องแปลง

[01:40:24] ตอนที่รับข้อมูลเข้ามาโอเคนะครับอ่ะผมจะ

[01:40:28] ลองกดรันใหม่เนาะนะครับป้อนชื่อของคุณ

[01:40:32] เป็นกล้องนะครับปีเกิด

[01:40:34] 2540 นะครับปีนี้คุณมีอายุ 27 นะครับ

[01:40:38] แล้วก็มีชนิดข้อมูลเป็น in เห็นมั้ยฮะ

[01:40:40] เพราะว่าเราทำการรับข้อมูลแล้วก็แปลงที

[01:40:44] นี้ข้อมูลในครั้ง

[01:40:45] เดียวโอเคนะครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่าง

[01:40:48] การแปลงชนิดข้อมูลเนาะอ่าประมาณนี้นะครับ

[01:40:52] ประมาณนี้

[01:40:54] หรือถ้าผมอยากจะทราบว่าอ่าโจโจ้นะครับ

[01:41:00] เกิดปี 2538 นะครับปีนี้เนี่ยโจโจ้จะมี

[01:41:03] อายุกี่ปีนะครับก็กดรันดูก็บอกว่าปีนี้

[01:41:06] คุณมีอายุ 29 นะครับไม่มีหน่วยปีนะผมจะ

[01:41:09] ลองเติมปีต่อท้ายเข้า

[01:41:11] ไปนะครับอ่ะปี

[01:41:14] โอเคส่วนการเช็ค typ ผมจะลบออกนะฮะทุกคน

[01:41:18] น่าจะเห็นผลลัพธ์แล้วเนาะว่าถ้าเรานำเอาท

[01:41:22] นี้ข้อมูลมาครอบใน input เนี่ย input ตัว

[01:41:24] นี้ก็ไปเสมือนกับ String ชุดนึงนะครับ

[01:41:26] เพราะว่ามันส่งผลลัพธ์กลับมาเป็น String

[01:41:28] นะครับแล้วก็แปลง String ตัวนี้นะครับที่

[01:41:31] ผู้ใช้ทำการส่งข้อมูลเข้ามาเนี่ยนะครับ

[01:41:34] จากเดิมเราเก็บลงในตัวแปร Year ใช่มยแล้ว

[01:41:36] ก็เอา in มาครอบเพราะฉะนั้นไอ้ข้อมูลที่

[01:41:39] ส่งเข้ามาจากเดิมที่มันเป็น String ก็จะ

[01:41:41] ถูกแปลงให้เป็น int ตัวแปรเดียวเราก็จะมี

[01:41:45] คข้อมูลเป็น in

[01:41:47] อัตโนมัตินะครับอ่ะลองกดรันใหม่นะกล้อง

[01:41:51] เหมือนเดิมนะครับ

[01:41:53] 2540 นะครับปีนี้คุณมีอายุ 27

[01:41:57] ปีโอเคนะครับชื่อของคุณก็คือกล้องเนาะปี

[01:42:00] เกิด 2540 นะฮะโอเคครับผมนี้ก็จะเป็นตัว

[01:42:04] อย่างการแปลงิข้อมูลครับก็จะได้ผลลัพธ์

[01:42:07] ตามที่แสดงข้างต้น

[01:42:17] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[01:42:21] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับตัว

[01:42:24] ดำเนินการหรือว่า Operator ในภาษา python

[01:42:27] นะครับโดยความหมายของตัวดำเนินการก็คือ

[01:42:31] กลุ่มของเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่ใช้

[01:42:35] ในการเขนโปรแกรมนะครับผมจะยกตัวอย่าง

[01:42:37] อย่างเช่นผมมีสมการ a + b นะครับ

[01:42:40] เครื่องหมายบวกเราจะเรียกว่าตัวดำเนินการ

[01:42:43] หรือว่า Operator ส่วน a กับ B เราจะ

[01:42:47] เรียกว่าตัวถูกดำเนินการหรือว่า operand

[01:42:50] นะฮะโดยในส่วนของตัวดำเนินการในภาษา

[01:42:54] python ก็จะมีอยู่หลายประเภทด้วยกันนะ

[01:42:57] ครับประเภทแรกก็คือตัวดำเนินการทาง

[01:42:59] คณิตศาสตร์นะครับในเรื่องของการคำนวณบวก

[01:43:01] ลบคูณหารนะต่อมาก็จะเป็นตัวดำเนินการ

[01:43:05] กำหนดค่าหรือว่า assignment Operator นะ

[01:43:08] ครับต่อมาก็จะเป็นตัวดำเนินการเปรียบ

[01:43:10] เทียบหรือว่า comparison

[01:43:12] Operator ต่อมาก็จะเป็นตัวดำเนินการทาง

[01:43:15] ตรรกศาสตร์นะครับหรือว่า logical เนาะต่อ

[01:43:19] มาก็จะเป็นตัวดำเนินการเอกลักษณ์หรือว่า

[01:43:21] Identity นะครับแล้วก็ตัวสุดท้าย

[01:43:24] ก็คือตัวดำเนินการสมาชิกนะฮะในหัวข้อนี้

[01:43:28] ผมจะมายกตัวอย่างตัวดำเนินการทาง

[01:43:30] คณิตศาสตร์ครับซึ่งจะเป็นเรื่องของการใช้

[01:43:34] สัญลักษณ์ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์นะครับ

[01:43:36] ซึ่งจะมีอยู่ 7 ตัวด้วยกันนะครับที่ทุกคน

[01:43:40] ต้องทราบตัวแรกก็คือเครื่องหมายบวกความ

[01:43:44] หมายก็คืออ่าเป็นการหาผลบวกนะฮะต่อมาก็จะ

[01:43:48] เป็นเครื่องหมายลบหรือว่าเครื่องหมายขีด

[01:43:50] เนาะก็คือการลบต่อมาก็คือเครื่องหมายป

[01:43:53] ครับก็คือการคูณหรือว่าดอกจันนั่นเองนะฮะ

[01:43:56] ต่อมาก็คือสชเป็นการหารต่อมาก็จะเป็น

[01:43:59] เครื่องหมายเปอร์เซ็นต์เป็นการหันเอาเศษ

[01:44:02] นะครับต่อมาก็จะเป็นเครื่องหมายสตาร 2

[01:44:05] ตัวหรือว่าดอกจัน 2 ตัวก็คือเป็นการยก

[01:44:08] กำลังแล้วก็เครื่องหมาย slash 2 ตัวเป็น

[01:44:11] การหารไม่เอาเศษก็คือไม่มีจุดทศนิยมนั่น

[01:44:15] เองนะครับเป็นการหารแลก็จัดให้อยู่ในรูป

[01:44:18] แบบของตัวเลขจำนวนเต็มแต่้าเป็นการหันเอ

[01:44:21] เศษก็คือเราจะได้เอ่อเ่อผลลัพธ์เป็นตัว

[01:44:24] เลขที่มีจุดทศนิยมนะครับในกรณีที่มันหาร

[01:44:27] ไม่ลงตัวเนาะอ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้

[01:44:31] ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์กันนะครับว่ามี

[01:44:33] ขั้นตอนการใช้งานอย่างไรกลับมาที่โปรเจค

[01:44:36] ของเรานะครับในส่วนของการใช้งานตัวดำเนิน

[01:44:39] การทางคณิตศาสตร์เนี่ยเราก็จะต้องมีข้อ

[01:44:42] มูลอ่าตัวเลขนะครับที่สามารถนำมาคำนวณทาง

[01:44:45] คณิตศาสตร์ได้ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขจำนวน

[01:44:47] เต็มหรือว่าตัวเลขที่มีจุดทศนิยมนะฮะผมจะ

[01:44:50] ยกตัวอย่างนะครับอย่างเช่นผลต้องการสร้าง

[01:44:52] ตัวแปรขึ้นมา 2 ตัวแปรนะครับก็คือตัวแปร

[01:44:55] Number 1 กับตัวแปร number 2 นะครับ

[01:44:58] โดยค่าเริ่มต้นของตัวแปรนอร์ 1 นะครับผม

[01:45:01] กำหนดเป็น 5 เนาะส่วนนัอ 2 เนี่ยผมกำหนด

[01:45:04] ค่าเป็นเป็น 2 แล้วกันนะครับอ่าอันนี้ก็

[01:45:09] คืออ่าการสร้างตัวแปรนะครับอันเดี๋ยวผมจะ

[01:45:12] เขียนคอมเมนต์กำกับเอาไว้นะครับอันนี้ก็

[01:45:16] จะบอกว่า

[01:45:18] อ่าตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์

[01:45:25] ทาง

[01:45:27] คณิตศาสตร์นะครับก็คือการบวกการลบการคูณ

[01:45:31] การหารการยกกำลังนั่นเองนะฮะโอเคตอนนี้ผม

[01:45:35] ต้องการสร้างตัวแปรขึ้นมา 2 ตัวก็คือ

[01:45:38] Number 1 กับ number 2 นะครับ Number

[01:45:40] 1 มีค่าเริ่มต้นเป็น 5 นั 2 มีค่าเริ่ม

[01:45:42] ต้นเป็น 2 นะครับจากนั้นผมก็จะทำการแสดง

[01:45:46] ข้อมูลเริ่มต้นครับอแสดงข้อมูลออกมาก็คือ

[01:45:49] ตัวเลขที่ 1 นะครับมีค่าเป็นเท่าไหร่เนาะ

[01:45:53] ตัวเลขที่

[01:45:54] 1 มีค่าเท่ากับข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร

[01:45:57] Number 1 นะ

[01:45:59] ฮะต่อมาก็จะเป็นตัวเลขที่ 2

[01:46:03] เนาะอ่ะปรินะฮะขอ copy มามาเลยนะครับโอเค

[01:46:11] ctrl C ctrl V เลยนะฮะอันนี้ก็จะเป็น

[01:46:15] ตัวเลขที่ 2 นะครับเท่ากับ number 2

[01:46:19] นั่นเอง

[01:46:21] อ่าเราลองกดรันดูนะครับปาบนก็จะบอกว่าตัว

[01:46:25] เลขที่ 1 เท่ากับ 5 ตัวเลขที่ 2 เท่ากับ 2

[01:46:28] อันนี้ก็คือเรามีการจัดเตรียมข้อมูลเริ่ม

[01:46:31] ต้นนะครับว่าตัวเลขตัวที่ 1 นี่คืออะไร

[01:46:33] ตัวที่ 2 คืออะไรจากนั้นก็นำมาคำนวณทาง

[01:46:35] คณิตศาสตร์ครับอ่าเริ่มต้นคำนวณเลยอ่ะ

[01:46:40] คำนวณโดยการคำนวณเนี่ยอย่างเช่นผมต้องการ

[01:46:43] อยากจะอ่าหาผลรวมของตัวเลขนะครับก็เป็น

[01:46:47] เรื่องของการบวกใช่มยอ่าก็จะให้บวกเลข

[01:46:51] แล้วก็แสดงผลออกมานะครับก็จะเป็นปิ Number

[01:46:54] 1 นะครับบวก number 2 นั่นเองนะครับอัน

[01:47:00] นี้ก็คือการบวกนะฮะอ่ะกดรันดูนะครับอ่า

[01:47:06] Number 1 เดี๋ยวนะอ่า Number 1 ลืม

[01:47:10] เติมเลข 1 กดรันใหม่ผลลัพธ์ก็จะเป็น 7

[01:47:16] ใช่มครับหรือผมอาจจะสร้าง

[01:47:19] อ่าเครื่องหมายมาขั้นก็ได้นะระหว่าง input

[01:47:23] กับ output เนาะอเป็นเครื่องหมายขีดแนี้

[01:47:26] แล้วกัน

[01:47:28] โอเคปึ๊บนะครับอได้เป็น 7 ออก

[01:47:31] มานะครับก็คือเอา 5 ไปบวกกับ 2 ก็ได้เป็น

[01:47:34] 7 ใช่มยอ่าผมก็จะแต่งประโยคนะครับบอก

[01:47:38] ว่าผลบวกนะครับมีค่าเท่ากับเท่าไหร่โอเค

[01:47:43] ก็จะเป็น Number 1 + number 2 นะครับ

[01:47:47] อ่าผลบวกเท่ากับ 7 ต่อมาก็จะเป็นการลบนะ

[01:47:50] ครับขอ copy ตัวนี้มาเนาะ Copy มาเลยนะ

[01:47:53] ครับปั๊บอันนี้ก็จะเป็นผล

[01:47:55] ลบแล้วก็มาเปลี่ยนสัญลักษณ์นะครับจากบวก

[01:47:59] ก็จะกลายเป็นลบหรือว่าเครื่องหมายขีดอก็

[01:48:01] แปลว่าการลบนะ

[01:48:03] ฮะอ่าข้อมูลเริ่มต้นก็คือ 5 กับ 2 นะครับ

[01:48:06] ลบกันแล้วก็เหลือ 3 แต่ถ้าบวกกันก็เป็น 7

[01:48:10] ต่อมาก็จะเป็นอ่ามีบวกมี

[01:48:14] ลบต่อมาก็จะเป็นการคูณครับการคูณอ่าผลคูณ

[01:48:20] เนาะผลคูณ

[01:48:24] การคูณนะครับเราจะใช้สัญลักษณ์ดอกจันนะ

[01:48:27] ครับหรือว่าเครื่องหมายสารนั่นเอง 5 * 2

[01:48:31] ได้เท่าไหร่ครับ 5 2 เป็น 10

[01:48:34] นอันนี้ก็คือการคูณต่อมาก็จะเป็นการยก

[01:48:38] กำลังครับอ่ายกกำลังอันนี้ผมก็จะเปลี่ยน

[01:48:41] ประโยคใหม่เป็นยก

[01:48:43] กำลังนะยก

[01:48:46] กำลังนะครับการยกกำลังเราจะใช้สต 2 ตัวนะ

[01:48:51] ครับอ่าก็คือ 5 ยกำลัง 2 นะครับ 5 5 25

[01:48:56] อ่าผลลัพธ์ก็จะเป็น 25 ใช่มครับมีการบวก

[01:49:01] การลบการคูณยกกำลังนะครับต่อมาก็จะเป็น

[01:49:04] การ

[01:49:05] หารนะครับผลหารครับเ่านี้นะผล

[01:49:10] หารการหารเราจะใช้อ่าเครื่องหมาย slash

[01:49:15] นะ

[01:49:16] ครับก็คือ 5 หารด้วย 2 นะครับได้ผลลัพธ์

[01:49:21] เป็นเท่าไหร่อ่าก็เป็น 2.5 ใช่มั้ยครับผล

[01:49:23] ฐาน

[01:49:25] นะอ่ามีการบวกลบคูณหารยกกำลังนะครับต่อมา

[01:49:31] ก็จะเป็นเอ่อหารไม่เอาเศษครับหารไม่เอา

[01:49:36] เศษหารไม่เอาเศษจะใช้เครื่องหมาย slash 2

[01:49:41] ตัวนะครับผลหารไม่เอา

[01:49:43] เศษไม่เอาเศษนะ

[01:49:46] ครับหรืออาจจะพูดอีกอย่างนึงไม่เอาเศษอาจ

[01:49:50] จะแปลกๆเนาะบอกว่าหารผลหารจำนวนเต็มแล้ว

[01:49:55] กันผลหารไม่เอาจุดแล้วกันเนาะไม่เอา

[01:49:58] ทศนิยมนะไม่เอาทศนิยมน่าจะสื่อความหมาย

[01:50:01] กว่านะฮะไม่เอาจุด

[01:50:05] ทศนิยมนะ

[01:50:07] ครับก็คือตอนที่เราทำการหารเนี่ยนะฮะเรา

[01:50:10] ได้ผลลับเป็น 2.5 ใช่มั้ยครับถ้าไม่

[01:50:13] ต้องการแต่จะได้จุดจุด 5 มาใช้นะครับเอา

[01:50:16] แค่ 2 อย่างเดียวก็จะเป็นการใช้เครื่อง

[01:50:20] หมายสช 2 ตัวนะครับก็คือผลหารไปเอาจุด

[01:50:23] ทศนิยมนะครับก็คือสช 2 ตัวตัวนี้นะครับ

[01:50:27] อันนี้ก็คือการหารไม่เอาเศษหรือว่าไม่เอา

[01:50:29] จุดทศนิยมนะครับแล้วก็ตัวสุดท้ายนะครับ

[01:50:33] ตัวสุดท้ายจะเป็นอะไรครับอ่าเป็นการหาร

[01:50:38] เอาเศษเนาะก็คือได้เศษเท่าไหร่นะครับหลัง

[01:50:42] จากที่หารกันแล้วนะครับโดยจะใช้สัญลักษณ์

[01:50:46] ก็คือเป็นเครื่องหมายเปอร์เซ็นต์นะ

[01:50:48] ครับ 5 หารด้วย 2 เศษเท่าไหร่นะครับเอาผล

[01:50:53] เศษมาใช้นะครับก็คือจะใช้สัญลักษณ์

[01:50:58] เปอร์เซ็นต์หรือว่าตัวมอดูลัสนะฮะ modulo

[01:51:01] modulus นะฮะอ่ากดรัดูนะครับก็เศษ 1 นะ

[01:51:06] ครับ 2 2 4 อีกเท่าไหร่ถึงจะถึง 5 ก็

[01:51:08] คือ 1 ใช่ไหมมครับก็เศษ 1 ก็เอาผลเศษมา

[01:51:12] ใช้งานอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการใช้ตัว

[01:51:15] ดำเนินการทางคณิตศาสตร์นะครับไม่ว่าจะ

[01:51:17] เป็นการบวกการลบการคูณยกกำลังการหารหาร

[01:51:20] ไม่เอาเศษแล้วก็หารเอาเสษนะครับก็จะได้ผล

[01:51:24] ลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลยหรือบางคนอาจจะ

[01:51:26] เปลี่ยนตัวเลขใหม่ก็ได้นะครับอย่างเช่น

[01:51:28] อ่ะเป็น 10 กับ 2 บ้างนะฮะลองกดรันดูเนาะ

[01:51:34] อ่าผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนนะครับอ่าผลบวกก็

[01:51:36] เป็น 12 ลบกันก็เหลือ 8 ผลคูณก็คือ 2 *

[01:51:40] 10 ก็ได้ 20 นะครับยกกำลังก็คือ 10 ยก

[01:51:43] กำลัง 2 ก็เป็น 100 นะครับหารกันนะก็เป็น

[01:51:46] 5.0 ใช่มั้ยครับก็ไม่เอาจุดใช่มยก็เหลือ

[01:51:51] แค่ 5 นะครับแล้วก็เสจ 0 นั่น

[01:51:53] เองโอเคครับผมก็จะได้บทลับประมาณนี้ครับ

[01:51:56] ในเรื่องของการใช้ตัวดำเนินการทาง

[01:52:08] คณิตศาสตร์ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่าน

[01:52:11] เลยในหัวข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จัก

[01:52:14] กับตัวดำเนินการกำหนดค่ากันนะครับโดยตัว

[01:52:18] ดำเนินการกำหนดค่าเนี่ยจะเป็นการรวมร่าง

[01:52:20] กันระหว่างตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์นะ

[01:52:23] ครับร่วมกับเครื่องหมายเท่ากับนั่นเองนะ

[01:52:25] ครับเป็นการกำหนดค่าและก็คำนวณไปในตัว

[01:52:29] ด้วยนะครับโดยจะมีเครื่องหมายหรือว่า

[01:52:32] สัญลักษณ์อยู่ด้วยกัน 7 ตัวนะครับเหมือน

[01:52:35] กับตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์เลยนะฮะก็

[01:52:38] คือบวกเท่ากับลบเท่ากับคูณเท่ากับหารเท่า

[01:52:42] กับนะครับแล้วก็หารเอาเศษแล้วก็เท่ากับเน

[01:52:45] แล้วก็ยกกำลังแล้วก็หารไม่เอาเศษหรือว่า

[01:52:49] ไม่เอาทศนิยมนะครับโดยรูปแบบการเขียนนะ

[01:52:53] ครับอย่างเช่นผมมีตัวแปรนะครับที่เก็บข้อ

[01:52:56] มูลตัวเลขอยู่ 2 ตัวก็คือตัวแปร x กับตัว

[01:53:01] แปร Y ต้องการอยากจะนำเอาข้อมูลที่อยู่ใน

[01:53:03] ตัวแปร x กับตัวแปร Y เนี่ยมาคำนวณทาง

[01:53:05] คณิตศาสตร์แล้วก็เก็บผลลัพธ์จากการคำนวณ

[01:53:08] เนี่ยลงไปเก็บในตัวแปร x อีกรอบนึงหลัง

[01:53:11] จากที่คำนวณเสร็จแล้วนะครับซึ่งเราก็จะ

[01:53:15] ใช้ตัวดำเนินการกำหนดค่านะครับมาจัดการ

[01:53:18] ตรงส่วนนี้อ่ะอย่างเช่นถ้าผมต้องการากจะ

[01:53:22] นำเอาค่าเดิมนะครับที่อยู่ในตัวแปร x ไป

[01:53:25] บวกกับตัวแปร Y นะครับผลลัพธ์จากการบวก

[01:53:27] อ่าได้ผลลัพธ์เป็นเท่าไหร่ก็เก็บลงในตัว

[01:53:29] แปร x นะครับก็จะกำหนดเป็น x = x + y

[01:53:33] นะครับถ้าเขียนแบบลดรูปนะครับหรือว่าใช้

[01:53:37] ตัวดำเนินการกำหนดค่าก็จะเป็น X + = Y

[01:53:41] นะครับก็คือเขียน x แค่ครั้งเดียวนะครับ

[01:53:44] ต่อมาก็จะเป็นการลบนะครับอ่า x ล = Y

[01:53:47] ความหมายก็คือนำเอาค่าเดิมใน x ไปลบกับ Y

[01:53:50] ผลลัพธ์จากการลบเป็นเท่าไหร่ก็เก็บลงใน

[01:53:52] ตัวไป x นะครับเป็นค่าล่าสุดนั่น

[01:53:56] เองนี้ก็คือการเขียนแบบเต็มนะครับถ้า

[01:53:59] เขียนแบบลดรูปก็จะเขียน x แค่ครั้งเดียว

[01:54:01] นะครับก็เป็น x - = y นะความหมายก็คือ

[01:54:04] x = x - y การคูณการหารหารนเศษยก

[01:54:08] กำลังนะครับหรือหารไม่เอาจุดทศนิยมก็ทำ

[01:54:12] เหมือนกันเลยนะครับถ้าเรามีพื้นฐานการใช้

[01:54:16] ตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์นะครับเราก็

[01:54:18] สามารถใช้งานตัวดำเนินการกำหนดค่าได้นะ

[01:54:21] ครับก็แค่เอาเครื่องหมายเท่ากับมาเขียน

[01:54:24] ร่วมกับสัญลักษณ์ที่เป็นตัวดำเนินการทาง

[01:54:27] คณิตศาสตร์นั่นเองนะฮะอ่าเดี๋ยวมาดูตัว

[01:54:30] อย่างการใช้ตัวดำเนินการกำหนดค่ากันนะ

[01:54:33] ครับว่ามีขั้นตอนการใช้งานอย่างไรกลับมา

[01:54:35] ที่โปรเจคของเรานะครับในส่วนของการใช้งาน

[01:54:38] ตัวดำเนินการกำหนดค่าหรือว่า assignment

[01:54:40] Operator นะครับก็จะเป็นการทำงานกับข้อ

[01:54:44] มูลที่เป็นตัวเลขเหมือนเดิมเลยนะครับอ่า

[01:54:47] ผมจะยกตัวอย่างเป็นตัวเลข 2 จำนวนเนาะ

[01:54:50] เก็บลงในตัวแปร x กับตัวแปร y นะครับตัว

[01:54:53] แป x นะครับมีค่าเริ่มต้นเป็น 10 ตัวแปล Y

[01:54:55] มีค่าเริ่มต้นเป็น 2 นะฮะทีนี้ยังไงต่อนะ

[01:54:59] ครับสิ่งที่ผมต้องการก็คือผมอยากจะให้

[01:55:02] แสดงข้อมูลของตัวไป x กับตัวไป Y ออกมา

[01:55:04] ก่อนนะครับอก็จะเป็น X นะครับมีค่าเท่า

[01:55:08] กับข้อมูลในตัวแปร x นะครับและก็ Y นะ

[01:55:15] ครับอ่า Y มีค่าเท่ากับข้อมูลที่อยู่ใน

[01:55:18] ตัวแปร Y

[01:55:20] นะะก็คือทำการแสดงข้อมูลข้อมูลเริ่มต้น

[01:55:23] ก่อนนะครับอ่ะลองกดรันดูนะครับก็จะเป็น 10

[01:55:25] กับ 2 เนาะ

[01:55:28] อ่าโอเคนะครับอ่ะผมขอเขียนเว้นวรรคนิดนึง

[01:55:33] แต่งประโยคให้สวยงามนะครับ X = 10 Y =

[01:55:37] 2 นะครับสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะนำ

[01:55:40] เอาข้อมูล 2 ตัวนี้นะครับอ่านำมาคำนวณทาง

[01:55:45] คณิตศาสตร์ไหนก็เก็บผลลัพธ์จากการคำนวณ

[01:55:48] เนี่ยลงไปที่ตัวแปร x นะฮะโดยวิธีการนะ

[01:55:52] ครับผมก็จะนำมาบวกกันก่อนเก็จะเป็น X +

[01:55:55] Y ใช่ไมั้ยครับถ้าเป็นการบวกเมื่อบวกกัน

[01:55:59] แล้วนะครับอยากจะนำเอาผลบวกเนี่ยไปเก็บลง

[01:56:02] ในตัวแปร x อีกรอบนึงนะครับก็จะเป็น X =

[01:56:05] X + Y แบบนี้ความหมายก็คือเอาค่าก่อน

[01:56:09] หน้านี้นะครับที่อยู่ในตัวแปร x ซึ่งมัน

[01:56:12] ก็คือเลข 10 ใช่มั้ยครับไปบวกกับข้อมูลใน

[01:56:15] ตัวแปร Y นะครับก็คือเลข 2 นะครับได้ผล

[01:56:18] บวกเป็นเท่าไหร่ก็เป็น 12 ใช่มั้ยครับ

[01:56:20] เพราะฉะนั้นผลผลรวมของตัวเลขนะครับที่

[01:56:24] อยู่ในตัวไป x กับตัวไปล y ก็คือเลข 12

[01:56:27] เนี่ยก็จะถูกเก็บลงในตัวไปล x นั่นเอง

[01:56:30] เพราะฉะนั้นข้อมูลล่าสุดที่อยู่ในตัวไป x

[01:56:32] ก็จะเป็น 12 นะครับอ่าผมก็จะลองปริ้นผล

[01:56:35] ลัพธ์ออกมาเนาะอ่าผลลัพธ์นะครับผล

[01:56:41] ลัพธ์

[01:56:43] นะมีค่าเท่ากับข้อมูลที่อยู่ในตัวไป x นะ

[01:56:48] ครับมาดูซิว่ามันจะได้ผลลัพธ์เป็น 12

[01:56:50] หรือเปล่าอ่ะลองกดรันดูนะครับอผลลัธเป็น

[01:56:53] 12 เห็นมยครับอันนี้ก็คือการเขียนแบบแจก

[01:56:58] แจงออกมาเนาะก็คือ x + y ได้ผลบวกไป

[01:57:01] เท่าไหร่ก็เก็บลงในตัวไป x ทีนี้นะครับ

[01:57:04] เราจะเปลี่ยนใหม่นะครับจากการเขียนแจกแจง

[01:57:06] แบบนี้ไปเป็นการใช้ตัวดำเนินการกำหนดค่า

[01:57:09] ครับเราก็จะเขียน x แค่ตัวเดียว

[01:57:13] ครับก็จะเป็น

[01:57:15] X บวกเท่ากับ Y

[01:57:19] แทนก็มีความหมายเหมือนกันกับ x เท่ากับ x

[01:57:22] + y นะครับแต่ว่าเราเขียน x แค่แค่

[01:57:25] ครั้ง

[01:57:26] เดียวนะฮะอก็จะเป็น X บเท่ากับ Y นะครับ

[01:57:32] ผลลัพธ์ก็ได้เหมือนเดิมเลยก็คือเป็น 12

[01:57:35] แต่ว่าการเขียนเมันจะดูกระชับกว่ารูปแบบ

[01:57:38] แรกใช่มั้ยครับที่ที่เราเขียน x ซ้ำกัน 2

[01:57:40] จุดเราก็เขียนให้เหลือแค่จุดเดียวอ่านอก

[01:57:44] เหนือจากการบวกนะครับต่อมาก็จะเป็นการลบ

[01:57:48] ครับการลบเราก็จะระบุเป็น x - = y นะ

[01:57:51] ครับมีความหมายเดียวกันกับ x = x - y

[01:57:55] นั่นเองแต่ว่าเราจะเขียนลดรูปนะครับเขียน

[01:57:58] x แค่ครั้งเดียวอันนี้ก็คือการใช้ตัว

[01:58:01] ดำเนินการกำหนดค่านะครับเป็นการรวมร่าง

[01:58:03] ระหว่างตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์กับ

[01:58:05] เครื่องหมายเท่ากับนะฮะลองกดรันดูลบกัน

[01:58:08] ได้เท่าไหร่เนี่ยก็เหลือ 8 นะฮะอ่านอก

[01:58:11] เหนือจากการลบนะครับบวกลบอ่ะต่อมาก็จะ

[01:58:14] เป็นการคูณครับนะก็คือ x คู = Y นะครับ

[01:58:18] ก็มีความหมายเดียวกันกับ x = x * y

[01:58:22] ความหมายเดียวกันเลยนะครับก็คือมาคูณกัน

[01:58:24] ก็ 10 * 2 ก็ได้ 20 เห็นฮะอ่ามีการบวก

[01:58:29] การลบการคูณต่อมาก็จะเป็นยกกำลังนะครับยก

[01:58:32] กำลังก็สตาร 2 ตัวนะครับมีความหมายเดียว

[01:58:35] กันกับ X =

[01:58:37] X ยกกำลัง Y นะครับก็คือใส่เครื่องหมาย

[01:58:40] สตาร 2 ตัวนะครับแต่ว่าเราเขียน x แค่ตัว

[01:58:42] เดียวเนาะอันนี้เป็นคอมเมนนะครับอย่าไปงง

[01:58:45] กับไอ้ตัวนี้นะอันนี้ผมเขียนตัวอย่างเฉยๆ

[01:58:47] นะอ่ากดรันดูนะครับก็ได้ 100 นะครับต่อมา

[01:58:53] ครับบวกลบคูณยกกำลังอ่ะหารทีนี้ก็จะเป็น X

[01:58:59] หารเท่ากับ Y มีความหมายเดียวกันกับ x =

[01:59:03] x าร Y นั่นเองแต่ว่าเราเขียนลดรูปนะ

[01:59:06] ครับเขียน x แค่ตัวเดียวพอหารกันได้เท่า

[01:59:10] ไหร่นะครับ 10 าร 2 ก็เป็น 5.0 นะครับถ้า

[01:59:14] ไม่ได้ต้องการอยากจะได้จุดทศยมมานะครับก็

[01:59:17] ใส่เป็นส 2 ตัวไปก็มีความหมายเดียวกันกับ

[01:59:21] x เท่ากับ x / y นะฮะอก็จะเหลือแค่

[01:59:26] 5 ต่อมาก็จะเป็นการารเอาเศษครับก็คือ

[01:59:30] เปอร์เซ็นต์เนาะ x เป = Y นะครับมีความ

[01:59:33] หมายเดียวกันกับ x = ก x per Y แต่ว่า

[01:59:38] เราเขียนลดรูปเหลือแค่นี้นะฮะก็เศษ 0 นะ

[01:59:44] ครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการใช้ตัว

[01:59:46] ดำเนินการกำหนดค่านะครับอันนี้ผมก็จะลบไป

[01:59:49] เนาะซึ่งก็จะมีอยู่หลายตัวดำเนินการนะ

[01:59:53] ครับอ้างยิงตามตัวดำเนินการทางคณิตศาสตร์

[01:59:56] เลยนะครับไม่ว่าจะเป็นการบวกการลบการคูณ

[01:59:58] การหารหารเาเศษยกกำลังหารไม่เอาทศนิยม

[02:00:02] อะไรพวกนี้นะครับเป็นการลดรูปการเขียน

[02:00:06] สมการที่มันใช้ตัวแปรซ้ำกัน 2 จุดแล้วก็

[02:00:10] เก็บผลลัพธ์ลงไปที่ตัวแปรเดิมในที่นี้ก็

[02:00:13] คือตัวแปร X ใช่มั้ยครับอ่าก็จะได้ผล

[02:00:15] ลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลยเดี๋ยวในหัวข้อ

[02:00:18] ตัดไปครับเราก็จะมาทำความรู้จักกับตัว

[02:00:20] ดำเนินการเปรียบเทียบกัน

[02:00:31] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[02:00:34] นี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับตัวดำเนิน

[02:00:37] การเปรียบเทียบกันนะครับตัวดำเนินการ

[02:00:40] เปรียบเทียบก็จะเป็นการเปรียบเทียบข้อมูล

[02:00:43] นะครับในที่นี้จะเป็นการยกตัวอย่างอ่าการ

[02:00:47] เปรียบเทียบข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของตัว

[02:00:50] เลขนะครับโดยผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบนะ

[02:00:53] ครับเราจะได้ค่าทางตรรกศาสตร์หรือว่าค่า

[02:00:56] True fault นะครับมาใช้งานโดยตัวดำเนิน

[02:00:59] การเปรียบเทียบนะครับจะใช้สัญลักษณ์อยู่

[02:01:02] ด้วยกัน 6 ตัวนะครับตัวแรกก็คือเครื่อง

[02:01:04] หมายเท่ากับคู่นะครับความหมายก็คือเท่า

[02:01:09] กับหรือว่าเท่ากันหรือไม่นั่นเองนะครับยก

[02:01:12] ตัวอย่างเช่น a = b หรือไม่นะครับก็จะ

[02:01:15] มี 2 คำตอบก็คือเท่ากันกับไม่เท่ากันนะ

[02:01:19] ครับก็คือ True กับ fse นั่นเองนะครับถ้า

[02:01:21] เท่ากันก็จะเป็นเป็น True ไม่เท่ากันก็จะ

[02:01:23] เป็น for อะไรประมาณนี้นะฮะอันนี้ก็คือผล

[02:01:26] ลัพธ์จากการเปรียบเทียบเนาะต่อมาก็จะเป็น

[02:01:27] เครื่องหมายที่ 2 นะครับก็คือเครื่องหมาย

[02:01:29] ตกใจแล้วก็เท่ากับนะครับความหมายก็คือไม่

[02:01:32] เท่ากับหรือว่าไม่เท่ากันนั่นเองยกตัว

[02:01:35] อย่างเช่น a ไม่เท่ากับ B หรือไม่อะไร

[02:01:38] ประมาณนี้ต่อมาก็จะเป็นเครื่องหมายมาก

[02:01:40] กว่านะครับก็จะเป็นอ่าสัญลักษณ์มากกว่า

[02:01:44] ใช่มยอ่า a มากกว่า B หรือเปล่าอ่าน้อย

[02:01:47] กว่าก็จะเป็นสัญลักษณ์น้อยกว่าเนาะก็คือ

[02:01:49] ลูกศรชี้ไปทางด้านซ้ายมือมือนะครับอันนี้

[02:01:52] เป็นด้านขวามือจะเป็นมากกว่าน้อยกว่าก็จะ

[02:01:55] เป็นด้านซ้ายนะครับน้อยกว่าก็คือ a น้อย

[02:01:58] กว่า B หรือเปล่าก็ทำการเปรียบเทียบแล้ว

[02:02:00] ก็อ่าได้ผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบเป็นค่า

[02:02:03] ทางตศาสตร์ต่อมาก็จะเป็นมากกว่าเท่ากับนะ

[02:02:06] ครับก็จะเป็นมากกว่าแล้วก็เครื่องหมาย

[02:02:07] เท่ากับนะฮะต่อมาก็คือน้อยกว่าเท่ากับนะ

[02:02:11] ครับก็คือนำเอาความรู้เรื่องคณิตศาสตร์

[02:02:13] พื้นฐานนะครับมาใช้ในการเขียนโปรแกรมด้วย

[02:02:15] ในการเปรียบเทียบอ่าตัวเลขนะครับหรือว่า

[02:02:19] เปรียบเทียบข้อมูล 2 ค่า

[02:02:22] นะครับว่ามันเท่ากันหรือว่าไม่เท่ากันมี

[02:02:25] ค่ามากกว่าหรือว่าน้อยกว่าอะไรประมาณนี้

[02:02:27] นะฮะอ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้ตัว

[02:02:30] ดำเนินการเปรียบเทียบกันนะครับว่ามีขั้น

[02:02:32] ตอนการใช้งานอย่างไรกลับมาที่โปรเจคของ

[02:02:35] เรานะครับในส่วนของการใช้งานตัวดำเนินการ

[02:02:38] เปรียบเทียบหรือว่าการเปรียบเทียบข้อมูล

[02:02:41] นะครับผมจะยกตัวอย่างทำการสร้างตัวแปร

[02:02:44] ขึ้นมา 2 ตัวแปรก็คือตัวแปร x กับตัวแปร Y

[02:02:48] โดยค่าเริ่มต้นในตัวแปร x นะครับมีค่า

[02:02:50] เท่ากับ 100 นะตัวแปร Y มีค่าเท่ากับ 50

[02:02:53] แอันนี้ก็คือการกำหนดค่าเริ่มต้นเราจะใช้

[02:02:57] เครื่องหมายเท่ากับนะครับทีนี้การเปรียบ

[02:03:00] เทียบนะครับการเปรียบเทียบเนี่ยอ่าผล

[02:03:02] ลัพธ์จากการเปรียบเทียบจะได้ค่าทาง

[02:03:04] ตรรกศาสตร์มาใช้งานอย่างเช่นผมต้องการเจะ

[02:03:08] เปรียบเทียบว่าข้อมูลในตัวแปร x กับข้อ

[02:03:11] มูลในตัวแปร Y เนี่ยมันเท่ากันหรือเปล่า

[02:03:13] นะครับก็คือ 100 = 50 หรือไม่นะฮะตัว

[02:03:17] วิธีการเปรียบเทียบครับผมก็จะให้ทำการอ่า

[02:03:19] เปรียบเทียบแล้วก็แสดงผลลัพธ์ออกมาเลยนะ

[02:03:21] ครับโดยใช้ลบกับคำสั่งปริ้นเนาะทำการตรวจ

[02:03:25] สอบว่าตอนนี้ค่าในตัวแปร x มันเท่ากับค่า

[02:03:27] ในตัวแปร Y หรือเปล่านะครับก็คือนำมา

[02:03:30] เปรียบเทียบกันก็คือ x = เท่ากับ

[02:03:33] Y นะครับทำการเปรียบเทียบว่ามันเท่ากัน

[02:03:36] หรือไม่นะครับก็คือเลข 100 กับ

[02:03:40] 50 ซึ่งถ้าทุกคนดูมันก็ไม่เท่ากันใช่

[02:03:43] มั้ยอ่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับมาดูซิก็

[02:03:46] จะได้เป็น f กลับมาเพราะว่า 100 มันไม่

[02:03:48] เท่ากับ 50 อยู่แล้วนะครับแล้วถ้ามันเท่า

[02:03:51] กันล่ะมันเท่ากันอ่ะอย่างเช่นเป็น 100

[02:03:53] เท่ากันเนาะอ่าผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบ

[02:03:56] ก็จะได้เป็น True มาเห็นมฮะอ่าประมาณนี้

[02:04:00] นะครับประมาณนี้อันนี้ก็คือตัวแรกนะครับ

[02:04:02] เท่ากับอ่าทีนี้ไม่เท่ากับครับ x ไม่เท่า

[02:04:05] กับ Y หรือไม่นะครับก็จะเป็นเครื่องหมาย

[02:04:08] ตกใจแล้วก็เครื่องหมายเท่ากับนะฮะทำการ

[02:04:10] เปรี่เทศนว่าข้อมูลในตัวแปร x ไม่เท่ากับ

[02:04:13] ข้อมูลในตัวแปร Y หรือไม่นะครับอ่าผลลัพธ

[02:04:16] ที่เกิดขึ้นครับก็จะได้เป็น True ส่วน f

[02:04:19] นี่เป็นคำตอบของการเปรียบเทียบว่ามันเท่า

[02:04:21] กันนะฮะ

[02:04:22] อ่ะเปรียบเพียบให้ดูเลยนะครับบรรทัดที่ 4

[02:04:24] ได้เป็น fce นะครับบรรทัดที่ 5 ได้เป็น

[02:04:26] True ก็คือ x ไม่เท่าก Y นะฮะอ่าต่อมา

[02:04:31] ครับก็จะเป็นการเปรียบเทียบค่ามากกว่า

[02:04:35] ครับมากกว่าก็เป็น x มากกว่า Y เนาะอ่า x

[02:04:40] มากกว่า Y หรือไม่นะครับอ่าผลลัพธ์ที่

[02:04:44] เกิดขึ้นก็เป็น True ใช่มครับอันนี้ต้อง

[02:04:46] ในงจะเปลี่ยนเป็น 50 แล้วกันเนาะ

[02:04:49] นะ 100 มากกว่า 50 หรือไม่นะครับก็เป็น

[02:04:53] จริงใช่มย

[02:04:55] อ่านอกเหนือจากการเปเมากกว่านะครับก็จะมี

[02:04:59] มากกว่าเท่ากับด้วยอ่ามีค่ามากกว่าหรือ

[02:05:03] ว่าเท่ากับ 50 หรือเปล่าหรือว่าเท่ากับ Y

[02:05:06] หรือไม่นะครับลรับจากการเปียบเทียบก็จะ

[02:05:08] เป็น

[02:05:10] True โอเคนะครับอ่ามีมากกว่าก็ต้องมี

[02:05:14] น้อยกว่านะครับอ่าน้อยกว่าก็จะเป็น

[02:05:17] สัญลักษณ์ตัวนี้นะครับน้อยกว่า

[02:05:20] 100 น้อยกว่า 50 หรือไม่นะครับผลลัพธ์

[02:05:24] จากการเปียบเทศก็จะเป็น ult อ่า 100 มัน

[02:05:26] ไม่ได้น้อยน้อยกว่า 50 นะก็ได้ผลลัพธ์

[02:05:28] เป็น F มานะครับน้อยกว่าเท่ากับหรือเปล่า

[02:05:32] นะฮะโอเคน้อยกว่าหรือเท่ากับ Y หรือไม่ผล

[02:05:37] ลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะเป็น f นะครับจะมี

[02:05:41] True แค่ 3 เคสนะครับก็คือไม่เท่ากับ

[02:05:45] แล้วก็มีค่ามากกว่ามากกว่าเท่ากับนะครับ

[02:05:48] ส่วนน้อยกว่าน้อยกว่าเท่ากับแล้วก็เท่า

[02:05:51] กับเจะเป็น f ทั้งหมดเลยอันนี้ก็คือผล

[02:05:54] ลัพธ์จากการใช้ตัวดำเนินการเปรียบเทียบนะ

[02:05:58] ครับในภาษา python บางคนก็อาจจะงงว่ามัน

[02:06:01] นำไปใช้ประโยชน์อะไรนะครับมันจะนำไปใช้

[02:06:03] กับส่วนของคำสั่งเงื่อนไขนะครับซึ่งเราจะ

[02:06:06] ได้เรียนในหัวข้อถัดไปนั่นเองอันนี้ก็จะ

[02:06:09] เป็นตัวอย่างการใช้ตัวดำเนินการเปรียบ

[02:06:11] เทียบนะครับก็ขอยกตัวอย่างเพียงเท่านี้

[02:06:14] แต่ในพาร์ทหน้าเราจะมาลุยในส่วนของการใช้

[02:06:17] คำสั่งเงื่อนไขกัน

[02:06:28] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[02:06:31] นี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับคำสั่ง

[02:06:33] เงื่อนไขในภาษา python กันนะครับโดยคำ

[02:06:36] สั่งเงื่อนไขเนี่ยก็จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่ม

[02:06:39] คำสั่งนะครับที่อยู่ในโครงสร้างควบคุม

[02:06:41] พื้นฐานในภาษา python เนาะนอกเหนือจากอ่า

[02:06:44] โครงสร้างควบคลุมแบบลำดับนะครับก็จะมี

[02:06:47] โครงสร้างครอบคลุมที่เป็นคำสั่งเงื่อนไข

[02:06:50] นะครับอ่าซึ่งจะเป็น

[02:06:52] กลุ่มคำสั่งที่ใช้อ่าตัดสินใจในการเลือก

[02:06:56] ทำงานตามเงื่อนไขต่างๆภายในโปรแกรมของเรา

[02:06:58] นะครับที่มีการกำหนดขึ้นมาซึ่งในภาษา pyon

[02:07:01] เจะแบ่งออกเป็น 2 คำสั่งนะครับก็คือ If

[02:07:04] statement กับ Mat statement นะฮะในข้อ

[02:07:08] นี้จะมายกตัวอย่างคำสั่งเงื่อนไขตัวแรก

[02:07:10] ครับนั่นก็คือ If statement นั่นเองซึ่ง

[02:07:12] If statement เนี่ยนะครับก็จะแบ่งรูป

[02:07:15] แบบออกเป็น 3 รูปแบบก็คือแบบแรก If แบบ

[02:07:19] ที่ 2 ก็คือ If L แบบที่ 3 ก็คือ If เอ

[02:07:23] If แลก็เอนะครับหรือว่าอเอแล้วก็เอนั่น

[02:07:26] เองซึ่งแต่ละแบบเนี่ยก็จะต้องมีการกำหนด

[02:07:29] condition หรือว่าเงื่อนไขลงไปนะครับใน

[02:07:31] การกำหนดเป็นทางเลิกในการทำงานภายใน

[02:07:33] โปรแกรมของเราถ้าเป็น If อย่างเดียวก็คือ

[02:07:36] มี 1 เงื่อนไขถ้าเป็นอฟเอก็คือมี 2

[02:07:39] เงื่อนไขแต่ถ้าเป็นอีฟเออเอก็คือหลาย

[02:07:42] เงื่อนไขนั่นเองนะครับอ่าก็จะมายกตัว

[02:07:45] อย่างทีละคำสั่งเนาะขอเริ่มต้นที่คำสั่ง

[02:07:47] รูปแบบที่ 1 นะครับก็คือ If นะครับหรือ

[02:07:50] ว่า If statement นะครับโครงสร้างคำสั่ง

[02:07:54] ก็จะเป็น If condition เครื่องหมาย colon

[02:07:57] และก็ด้านล่างเครื่องหมายคก็จะเป็นกลุ่ม

[02:08:00] คำสั่งต่างๆนะครับเมื่อเงื่อนไขเป็นจริง

[02:08:02] condition ก็คือเงื่อนไขนะครับเงื่อนไข

[02:08:06] เป็นจริงอาจจะเกิดจากผลลัพธ์จากการเปรียบ

[02:08:09] เทียบนะครับแต่สังเกตว่าคำสั่งต่างๆเมื่อ

[02:08:12] เงื่อนไขเป็นจริงแสดงว่าเงื่อนไขของเรา

[02:08:14] เนี่ยต้องอยู่ในรูปแบบของค่าทาง

[02:08:15] ตรรกศาสตร์ก็คือค่าูค่าพใช่มั้ยครับอาจจะ

[02:08:19] เป็นเรื่องของการเปรียบเทียบหรือว่าใช้

[02:08:21] งานร่วมกับตัวดำเนินการเปรียบเทียบเพราะ

[02:08:23] ว่าผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบได้เป็นค่า

[02:08:24] ทางตศาสตร์มาใช่มั้ครับเราก็จะนำเอาความ

[02:08:27] รู้ในเรื่องของตัวดำเนินการเปรียบเทียบ

[02:08:30] เนี่ยมาใช้งานร่วมกับคำสั่ง E ด้วยในการ

[02:08:33] กำหนดเป็นเงื่อนไขนั่นเองอย่างเช่น

[02:08:34] ต้องการตรวจสอบว่าตัวเลขที่ส่งเข้ามามัน

[02:08:37] เท่ากันหรือเปล่าถ้าเท่ากันหรือว่าเงื่อน

[02:08:39] ไขเป็นจริงให้ทำอะไรนะครับก็จะมาเขียนคำ

[02:08:42] สั่งต่างๆในบ็อกของอฟนั่นเองนะครับอันนี้

[02:08:46] ก็คือรูปแบบที่ 1 เนาะเป็น If เงื่อนไข

[02:08:48] เครื่องหมายโคลอนและก็คำสั่งต่างๆเมื่อ

[02:08:50] เงื่อนไขขเป็นจริงนะฮะโดยคำสั่งต่างๆที่

[02:08:54] จะทำงานในบ็อกอีฟตัวนี้นะครับหรือว่าต่อ

[02:08:56] ท้ายเครื่องหมายโคลอนเนี่ยจะต้องมีการย่อ

[02:08:58] หน้าให้เท่ากันด้วยเพื่อเป็นการจัดกลุ่ม

[02:09:01] คำสั่งว่าจะทำงานในบล็อก EV นั่นเองหรือ

[02:09:04] ว่าทำงานในขอบเขตของอีฟเท่านั้นโอเคนะ

[02:09:07] ครับต่อมาก็จะเป็นรูปแบบที่ 2 นะครับก็

[02:09:09] คือ

[02:09:10] EV นะครับรูปแบบที่ 2 เนี่ยจะเป็นเงื่อน

[02:09:14] ไขที่เป็นจริงกับเป็นเท็จครับโครงสร้างคำ

[02:09:16] สั่งก็ระบุเป็น If condition หรือว่า

[02:09:19] เงื่อนไขแล้วก็ colon แล้วก็คำสั่งต่างๆ

[02:09:22] เมื่อเงื่อนไขเป็นจริงนะครับแต่ถ้าเป็น

[02:09:25] เทสก็จะวิ่งมาที่เอนะครับก็จะเป็นเอ colon

[02:09:28] คำสั่งต่างๆเมื่อเงื่อนไขเป็นเทปโอเคนะ

[02:09:32] ครับโดยรูปแบบที่ 2 เนี่ยนะครับหรือว่า

[02:09:34] อ่า 2 เงื่อนไขเนี่ยนอกเหนือจากการเขียน E

[02:09:39] เอแบบนี้นะครับเราสามารถเขียนในลักษณะของ

[02:09:42] ลดรูปได้ด้วยนะครับเรียกว่า ternary

[02:09:44] Operator ก็จะเป็นเงื่อนไขเป็นจริง If

[02:09:47] condition เอแล้วก็เงื่อนไขเป็น Test นะ

[02:09:49] ครับซึ่งผมจะยกตัวอย่างในหัวข้อถัดไปเนาะ

[02:09:51] ในเรื่องของ ternary Operator นะฮะเอา

[02:09:54] เป็นว่าตอนนี้เราสามารถอ่ากำหนดคำสั่ง

[02:09:58] เงื่อนไขนะครับทั้ง 2 แบบได้แล้วก็คืออีฟ

[02:10:00] เอ EV ด้วยแบบที่ 3 ก็จะเป็นอ elip หรือ

[02:10:05] ว่าเอ EV แล้วก็เอนะครับอันนี้จะเป็นการ

[02:10:08] กำหนดเงื่อนไขหลายเงื่อนไขในโปรแกรมของ

[02:10:10] เรานะครับตัว EV เนี่ยจะเป็นเงื่อนไขหลัก

[02:10:13] ส่วน L หรือว่า elip เจะเป็นเงื่อนไขรอง

[02:10:16] ลงมานะครับเป็นเงื่อนไขที่ 2 3 4 จนถึง

[02:10:18] ลำดับที่ N นะครับถ้าไม่ตรงกับเงื่อนไข

[02:10:21] ขายได้เลยก็จะอยู่ในส่วนของเอนะครับโครง

[02:10:24] สร้างคำสั่งก็จะระบุเป็น If condition 1

[02:10:27] ก็คือเงื่อนขายที่ 1 นะครับแล้วก็เครื่อง

[02:10:29] หมายโคลอนอ่าด้านในก็จะเป็นคำสั่งต่างๆ

[02:10:33] เมื่อเงื่อนไขที่ 1 เป็นจริงนะครับต่อมา

[02:10:35] ก็จะเป็น lef หรือว่า elip นะครับแล้วก็

[02:10:37] condition n n ก็คือลำดับเงื่อนไขนะ

[02:10:40] ครับแล้วก็เครื่องหมายโคลอนคำสั่งต่างๆ

[02:10:43] เมื่อเงื่อนไขที่เป็นจริงนะครับต่อมาก็จะ

[02:10:46] เป็นเอแล้วก็โคลอนนะครับคำสั่งต่างๆเมื่อ

[02:10:49] ทุกเงื่อนไขตั้งแต่เงื่อนไขที่ 1 จนถึงเง

[02:10:52] เงื่อนไขที่ n เนี่ยมันเป็นเท็จทั้งหมดก็

[02:10:54] จะวิ่งมาที่ Block เอนั่นเองนะครับอันนี้

[02:10:58] ก็คือรูปแบบคำสั่งแบบที่ 3 นะครับก็คืออฟ

[02:11:02] เออแล้วก็เอนะครับหรือว่าอเอแล้วก็เอนั่น

[02:11:06] เองนะฮะต่อมาก็จะเป็นคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

[02:11:09] กับอ่าคำสั่งเงื่อนไขหรือว่า If

[02:11:12] statement นะครับก็คือคำสั่ง Part คือคำ

[02:11:15] สัั่ง

[02:11:16] อ่าที่จะนำมาใช้

[02:11:19] อ่าแล้วก็ระบุว่าน่าจะไม่มีการทำงานใดๆ

[02:11:22] เกิดขึ้นเลยนะครับต้องการให้โปรแกรมรัน

[02:11:24] ได้ก่อนความหมายก็คือตอนที่เราทำการกำหนด

[02:11:27] เงื่อนไขขขึ้นมาในโปรแกรมเนี่ยอ่าเรามี

[02:11:30] การกำหนดแค่โครงสร้างเอาไว้ว่าจะมีเงื่อน

[02:11:33] ไขนี้ๆๆนะครับในโปรแกรมของเราแต่ว่าอยาก

[02:11:36] จะให้โปรแกรมมันรันได้นะครับแต่ยังไม่มี

[02:11:40] การกำหนดกระบวนการทำงานเกิดขึ้นนะครับเรา

[02:11:44] ก็จะอาศัยคำสั่ง pass หรือว่าคีย์เวิร์ด

[02:11:46] pass ตัวนี้นะครับอเป็นคำสั่งที่ระบุว่า

[02:11:49] จะไม่มีการทำงานใดๆเกิดขึ้นเลยแต่ต้องการ

[02:11:52] ให้โปรแกรมรันได้ก่อนนะครับซึ่งจะใช้ใน

[02:11:54] กรณีที่มีการวางโครงสร้างโปรแกรมเอาไว้

[02:11:56] แต่ยังไม่ได้ระบุรายละเอียดการมันลงไปนะ

[02:11:59] ฮะอันนี้ก็คือคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับอีฟ

[02:12:02] นะครับซึ่งคำสั่งพเนี่ยมันสามารถทำได้อ่อ

[02:12:07] หลายคำสั่งมากนะครับอ่าในส่วนของการทำซ้ำ

[02:12:09] เราก็สามารถใช้พได้การสร้างฟังก์ชันก็ใช้

[02:12:12] พได้อันนี้ผมยกตัวอย่างเป็นส่วนของ If

[02:12:15] statement ก่อนเนาะอเผื่อบางคนยังไม่

[02:12:17] เข้าใจในส่วนของตัวฟังก์ชันตัว Loop อะไร

[02:12:20] พวกนี้นะเราจะได้ใช้แน่นอนนะครับในส่วน

[02:12:22] ของตัว Part เอาเป็นว่าคำสั่ง Part เป็น

[02:12:26] คำสั่งที่สั่งให้โปรแกรมมันล้านพันฉลุยนะ

[02:12:30] ฮะ

[02:12:31] อ่าทีนี้นะครับในส่วนของการใช้อ่าคำสั่ง

[02:12:36] เงื่อนไขหรือว่าอ statement เนี่ยผมก็จะ

[02:12:38] ยกตัวอย่างเป็นการเขียนโปรแกรมตัดเดอย่าง

[02:12:40] ง่ายเนาะโดยทำการคำนวณเกดจากคะแนนสอบของ

[02:12:43] นักเรียนนะครับโดยมีเกณฑ์วัดผลดังนี้ก็

[02:12:46] คือคะแนน 50 ขึ้นไปเนี่ยจะได้เกด a แต่

[02:12:49] ถ้าน้อยกว่า 50 จะได้เกด f นะฮะอ่ามีวิธี

[02:12:53] การเขียนอย่างไรนะครับเดี๋ยวเรามา่าลุยใน

[02:12:56] ส่วนของการเขียนโปรแกรมตัดเกดกันกลับมา

[02:12:59] ที่โปรเจคของเรานะครับในหัวข้อนี้จะเป็น

[02:13:02] เรื่องของการใช้คำสั่งเงื่อนไขเนาะในการ

[02:13:04] เขียนโปรแกรมตัด Gate อย่างง่ายนะครับ

[02:13:06] ซึ่งจะมีการออกเดอยู่ 2 เดก็คือเด a กับ

[02:13:09] เด f นะฮะโดยถ้าต้องการได้เกด a เนี่ย

[02:13:12] ต้องสอบได้คะแนน 50 คะแนนขึ้นไปใช่มั้ย

[02:13:15] ครับถึงจะสอบผ่านหรือว่าได้ Gate a นั่น

[02:13:17] เองนะครับอ่าโดยวิธีการนะครับอ่าผมก็จะ

[02:13:21] ให้รับคะแนนสอบของนักเรียนนะฮะผ่านทาง

[02:13:25] คีย์บอร์ดแล้วะกันนะครับโดยทำการสร้างตัว

[02:13:27] แปรขึ้นมาเนาะก็คือตัวแปรสกอนะครับมีค่า

[02:13:30] เท่ากับ input นะครับด้านในผมก็จะระบุข้อ

[02:13:33] ความกำกับนะครับบอกว่ากรุณาป้อน

[02:13:36] คะแนนคะแนนสอบของคุณนะครับอ่าโดย input

[02:13:42] ที่ส่งเข้ามาเนี่ยจะเป็นตัวเลขแต่ว่าผล

[02:13:43] ลัพธ์ที่ได้เนี่ยจะเป็นเกดนะฮะโดยข้อมูล

[02:13:48] คะแนนสอบนะครับจะเป็นตัวเลขจำนวนเต็มนะ

[02:13:52] ครับแต่ว่าผลลัพธ์ของ input เนี่ยเราจะ

[02:13:54] ได้เป็น String กลับมานะครับเพราะฉะนั้น

[02:13:57] สกอก็จะกลายเป็น String อัตโนมัตินะครับ

[02:13:59] ผมก็จะเปลี่ยนจนี้ข้อมูลเนาะจากสิให้กลาย

[02:14:02] เป็น in นะครับหรือว่าให้กลายเป็นตัวเลข

[02:14:04] จำนวนเต็มเพื่อที่จะนำมาคำนวณหรือว่านำมา

[02:14:06] เปรียบเทียบทางคณิตศาสตร์ได้นะในเรื่อง

[02:14:08] ของการตรวจสอบว่ามีค่ามากกว่าน้อยกว่า

[02:14:10] หรือว่าเท่ากับอะไรประมาณนี้เพราะฉะนั้น

[02:14:13] ตัวแปรสกอของผมนะครับก็จะเก็บคะแนนสอบนะ

[02:14:16] ครับของนักเรียนเนาะผมก็จะปริ้นบอกว่าอ่า

[02:14:20] คะแนนของของคุณแล้วกันคะแนอ่าคะแนนสอบของ

[02:14:25] คุณมีค่าเท่ากับข้อมูลที่เก็บอยู่ในตัว

[02:14:29] แปรสกอรนะครับโอเคอ่ะลองกดรันดู

[02:14:34] ซิกรุณาป้อนคะแนนสอบของคุณนะครับอ่าเป็น

[02:14:39] 40 คะแนนก็จะบอกว่าคะแนนสอบของคุณเท่า

[02:14:42] กับ 40 อ่ะเรียบร้อยแล้วต่อมาก็จะเป็นการ

[02:14:46] ตรวจสอบเคิข้อมูลนะครับในตัวแปรสกอเนาะทำ

[02:14:50] การตรวจสอบก่อนนะครับก่อนที่จะกำหนด

[02:14:52] เงื่อนไขการทำงานก็จะเป็นปิ้ type score

[02:14:56] นะครับ

[02:14:59] โอเคอ่ะลองกดรันดูนะ

[02:15:03] ครับ 40 คะแนนนะครับอ่าเป็น in เรียบร้อย

[02:15:07] แล้วอ่ะทีนี้ยไงต่อครับตอนนี้เรารับ input

[02:15:11] จากผู้ใช้โปรแกรมได้แล้วนะครับต่อมาก็จะ

[02:15:13] เป็น process หรือว่า

[02:15:16] อ่ากระบวนการทำงานนะครับอันนี้ผมจะใส่

[02:15:19] คอมเมนมาว่าเป็น input เนาะอ่ารับข้อมูล

[02:15:21] มาต่อมาก็จะเป็น process นะครับก็คือขั้น

[02:15:25] ตอนการทำงานโดยขั้นตอนการทำงานเนี่ยนะ

[02:15:28] ครับก็จะเป็นเรื่องของการเปรียบเทียบอ่า

[02:15:31] คะแนนนะครับแล้วก็กำหนดเป็นเงื่อน

[02:15:35] ไขโดยเกณฑ์วัดผลสอบเนี่ยนะครับเราจะทำการ

[02:15:40] ออกเกรดให้กับนักเรียนใช่มั้ยเทำการตรวจ

[02:15:43] สอบว่าตอนนี้คะแนนสอบของนักเรียนเนี่ย

[02:15:45] เกินครึ่งหรือเปล่านะครับวิธีการตรวจสอบ

[02:15:48] ก็จะใช้อีฟครับแล้วก็เงื่อนไข

[02:15:51] ก็คือทำการเปรียบเทียบอ่าในส่วนของตัวแปร

[02:15:55] สอนะครับว่ามีค่ามากกว่าหรือเท่ากับ 50

[02:15:58] หรือไม่มากกว่าเท่ากับ 50 หรือไม่นะครับ

[02:16:02] ถ้าเงื่อนไขเป็นจริงให้ทำอะไรนะครับก็จะ

[02:16:04] ระบุต่อท้ายเครื่องหมายโคลัตัวนี้นะครับ

[02:16:07] ก็จะเป็น If สกอมากกว่าเท่ากับ 50 แล้วก็

[02:16:09] โคลอนผมจะให้พก่อนนะครับก็คือสามารถรัน

[02:16:15] ได้ก่อนถ้าไม่ใส่พนะครับผมจะลองกดรันดู

[02:16:18] เนาะอลองกดรันก็จะแจ้ง Error บรรทัดที่ 7

[02:16:24] นะครับบอกว่า E statement เนี่ยไม่มี

[02:16:27] บล็อกการทำงานก็คือเปรียบเทียบแล้วให้ทำ

[02:16:29] อะไรนะครับไม่รู้ก็เลยแจ้ง

[02:16:32] Error นะครับอ่าอันนี้ก็คือสิ่งที่เกิด

[02:16:37] ขึ้นนะครับถ้าเราทำการวางโครงสร้างเอาไว้

[02:16:40] แต่แต่ว่ายังไม่ได้มีการกำหนดการทำงานนะ

[02:16:43] ครับอันนี้ python SH ผมปิดไปก่อนเนาะ

[02:16:46] อ่ะ

[02:16:48] โคเพราะฉะนั้นนะครับถ้าต้องการอยากจะให้

[02:16:51] โปรแกรมรันผ่านก็จะระบุคีย์เวิร์ด pass

[02:16:53] เข้าไปนะครับเป็นการกำหนดโครงสร้างไว้

[02:16:57] ก่อนว่าตอนนี้เงื่อนไขของเราก็คือตรวจสอบ

[02:17:00] ว่าถ้าคะแนนมากกว่าหรือเท่ากับ 50 ให้ทำ

[02:17:04] อะไรตอนนี้ยังไม่มีการกำหนดการทำงานทำการ

[02:17:09] กำหนดเป็นทางเลือกเอาไว้ก่อนถ้านะครับ If

[02:17:14] ก็แปลว่าถ้าใช่มยถ้าคะแนนมากกว่าเท่ากับ

[02:17:17] 50 เราต้องการให้ทำอะไรตอนนี้ยังไม่ำนวน

[02:17:21] การทำงานนะครับแต่ว่าอยากให้โปรแกรมมัน

[02:17:23] รันได้ก่อนนะครับมันก็รันได้เห็นมั้ยะ 40

[02:17:26] 40 คะแนนน่ะก็รันได้นะครับแต่ว่าการทำ

[02:17:29] งานยังไม่กำหนดเราใส่พไปนะครับทีนี้ถ้า

[02:17:33] หากว่าเงื่อนไขเอ่อที่เราระบุนะครับมัน

[02:17:37] เป็นเทสครับก็คือเอนะให้ทำอะไรก็ทำการพ

[02:17:42] ความหมายก็คือตอนนี้เรามีเงื่อนไขใน

[02:17:44] โปรแกรมเนี่ย 2 เงื่อนไขเงื่อนไขแรกก็คือ

[02:17:47] ถ้าคะแนนสอบมากกว่า 50 คะแนนขึ้นไปนะครับ

[02:17:52] มากกว่าหรือเท่ากับ 50 แสดงว่ารวม 50

[02:17:54] ด้วยใช่มยอ่า 50 คะแนนขึ้นไปให้ทำอะไรนะ

[02:17:58] ครับแล้วถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จก็คือได้

[02:18:01] คะแนนต่ำกว่า 50 ให้ทำอะไรตอนนี้เรายัง

[02:18:05] ไม่ทำการกำหนดการทำงานนะครับแต่ว่าอยาก

[02:18:07] ให้โปรแกรมมันมันรันได้ก่อนก็ระบุเป็น

[02:18:09] คีย์เวิร์ด Part เนาะอก็รันได้ปกติแต่ถ้า

[02:18:12] ไม่ใส่เลยมันจะรันไม่ได้นะครับหลังจากที่

[02:18:15] มีการกำหนดทางเลือกหรือว่าเงื่อนไขการทำ

[02:18:18] งานเรียบร้อยแล้วนะครับผมก็จะมาออกเกรด

[02:18:20] ให้กับนักเรียน

[02:18:21] ครับก็คือถ้าคะแนนที่ส่งมาครับมากกว่า

[02:18:26] หรือเท่ากับ 50 นะให้ทำอะไรผมก็จะให้

[02:18:29] ปริ้นนะครับบอกว่าคุณได้

[02:18:36] อ่ะคุณได้เกด a นะครับอ่าออกเกดให้เลยนะ

[02:18:41] ครับคุณได้เกด

[02:18:43] a นะครับหรือสอบผ่านนะครับอ่ะบอกว่าสอบ

[02:18:46] ผ่านแล้วกันเนาะอสอบผ่าน

[02:18:50] แต่ถ้าเป็นเท็จนะครับก็คือคะแนนต่ำกว่า 50

[02:18:54] ก็บอกว่าสอบไม่ผ่านนะฮะผมจะ Copy ตัวนี้

[02:18:58] มาเนาะ

[02:19:00] อสอบไม่

[02:19:02] ผ่านนะครับอ่านี้ก็คือการกำหนดกระบวนการ

[02:19:06] ทำงานครับอ่าลองกดรันดู

[02:19:10] ซิโอเคนะครับคะแนนสอบนะครับอ่าเป็น 48

[02:19:14] ครับคะแนนสอบของคุณก็คือ 48 นะครับผล

[02:19:18] ลัพธ์ผมว่าสอบไม่ผ่าน

[02:19:20] นะฮะอ่าแล้วถ้า

[02:19:24] เป็น 50 ล่ะ 50 ก็บอกว่าสอบผ่านเห็นมครับ

[02:19:30] อ่าประมาณนี้นะครับประมาณนี้ทีนี้ในส่วน

[02:19:33] ของการเขียนคำสั่งเงื่อนไขเนี่ยทุกคนจะ

[02:19:37] สังเกตว่าตรงคำสั่งปริเนี่ยมันจะมีการ

[02:19:40] indent หรือว่าการย่อหน้าครับมีการย่อ

[02:19:44] หน้าหรือว่ามีการแบเนาะความหมายก็คือคำ

[02:19:48] สั่งิตัวนี้นะครับจะมีขอบเขตการทำงาน

[02:19:51] นะครับในพื้นที่ของ EV statement หรือ

[02:19:54] ว่าอตัวแรกนะอีฟบนตัวนี้นะครับถ้าเงื่อน

[02:19:59] ไขเป็นจริงให้ทำอะไรนะครับอันนี้ก็จะเป็น

[02:20:01] คำสั่งย่อยที่จะอยู่ในพื้นที่ของเครื่อง

[02:20:04] หมายอ่าคอลอนะครับของตัว

[02:20:08] อีฟนะฮะถ้าเงื่อนไขเป็นจริงก็บอกว่าสอบ

[02:20:12] ผ่านนะครับไอ้บล็อกสอบผ่านตัวนี้แหละนะ

[02:20:14] ครับอ่ามันก็จะอยู่ในพื้นที่ของตัวอีฟ

[02:20:17] เพราะว่าอะไรครับเพราะว่าใช้ indent หรือ

[02:20:20] ว่าการย่อหน้านะครับในการจำแนกกลุ่มคำ

[02:20:23] สั่งที่จะทำงานเมื่อเงื่อนไขที่ 1 เป็น

[02:20:27] จริงอ่าแล้วถ้าผมไม่ไม่ทำการระบุย้อหน้า

[02:20:30] ล่ะผมเขียนติดไปนี้เลยนะครับอันนี้ก็ผมก็

[02:20:34] เขียนติดเหมือนกันนะครับไม่ไม่ทำการเขียน

[02:20:36] ย้อหน้าละก็คือ If ส print L นะครับรัน

[02:20:41] ดูก็จะแจ้ง Error ครับบอกว่า syntax

[02:20:44] Error ตรง indent Block นะครับ EV เห็น

[02:20:47] มตรง Block E เนี่ยบรรทัดที่ 6 เนี่ยทำ

[02:20:50] ไม่ได้ทำงานไม่ได้นะครับมันทำงานไม่ได้

[02:20:54] เพราะว่าอะไรครับเพราะว่าไม่เกิดการไม่มี

[02:20:56] การย่อหน้าเกิดขึ้นนะครับในบล็อกของอีฟ

[02:21:01] ความหมายก็คืออีฟเนี่ยมีการกำหนดเป็นเป็น

[02:21:04] คำสั่งหลักก็คือสอมากกว่าหรือเท่ากับ 50

[02:21:08] ทีนี้ถ้าคำสั่งหลักตัวนี้เป็นจริงเนี่ย

[02:21:10] ให้ทำอะไรก็จะมีกลุ่มคำสั่งย่อยครับหรือ

[02:21:14] ว่าคำสั่งที่อยู่ในพื้นที่ของอีฟเนี่ยนะ

[02:21:17] ครับต้องทำการเว้นวรรคอ่าหรือว่าย่อหน้า

[02:21:22] นะครับเพื่อที่จะบอกว่าไอ้ตัวปริ้นสอบ

[02:21:25] ผ่านเนี่ยมันเป็นคำสั่งย่อยนะฮะที่ถูกจัด

[02:21:30] กลุ่มอ่าในเงื่อนไขที่ 1 ก็คือในส่วนของ

[02:21:35] ตัว Block E นะครับ Block นี่เขียนติด

[02:21:39] ติดขอบเลยใช่มั้ยครับแต่ว่าปริ้นสอบผ่าน

[02:21:43] เนี่ยจะมีการเว้นวรรคหรือมีการ indent

[02:21:47] หรือการเขียนย่อหน้าขึ้นเพื่อที่จะบอกว่า

[02:21:49] คำสั่งปริ้นตัวนี้จะถูกบรรจุอยู่ในพื้น

[02:21:52] ที่ของอีฟตัวเอก็เหมือนกันนะครับเอป้

[02:21:56] เนี่ยปริ้นสอบไม่ผ่านเนี่ยมันก็คือคำสั่ง

[02:21:59] ที่ทำงานอยู่ในขอบเขตหรือว่าพื้นที่ของ

[02:22:03] เอนะครับถ้าเราไม่ทำการระบุ indent หรือ

[02:22:08] ย่อหน้าเลยเอก็จะทำงานไม่ได้ครับรอบนี้

[02:22:11] เห็นมก็จะแจ้ง syntax Error นะครับ

[02:22:14] indent Block ตรงส่วนของ

[02:22:17] เอทำงานไม่ได้วิธีการแก้ปัญหาก็คือโอเค

[02:22:23] ต้องมีการย่อหน้าให้ถูกต้องกด Tab 1

[02:22:25] ครั้งนะครับแนะนำว่าไม่ต้องกด Space Bar

[02:22:29] นะครับกด Space Bar มันจะมีปัญหาในภาย

[02:22:31] หลังให้กด Tab ดีกว่าแบแค่ครั้งเดียวเป็น

[02:22:35] การบอกว่าปริ้นสอบผ่านเนี่ยเป็นคำสั่ง

[02:22:38] ย่อยนะครับที่อยู่ในอ่าพื้นที่ของอีฟส่วน

[02:22:42] ปริ้นสอบไม่ผ่านเป็นคำสั่งย่อยที่อยู่ใน

[02:22:44] พื้นที่ของเอโอเคนะครับมาลองกดร้า

[02:22:48] ใหม่เขดมาป้อนคะแนนสอบของคุณนะครับอ่ะ

[02:22:52] เป็น 59 ครับคะแนนสอบของคุณ 59 สอบ

[02:22:56] ผ่านโอเคนะครับอ่านี้ก็คือเรามีเงื่อนไข

[02:22:59] แค่ 2 เงื่อนไขทีนี้นะครับบังเอิญว่าผู้

[02:23:03] ใช้งานโปรแกรมเนี่ย

[02:23:06] เค้าไม่ค่อยชำนาญเท่าไหร่ว่าจะต้องป้อน

[02:23:09] คะแนนสอบเท่าไหร่อ่าอย่างเช่น

[02:23:12] อ่าป้อนคะแนนสอบเป็นติดลบมาครับ -1 อ่ะก็

[02:23:17] สอบไม่ผ่านนะครับสอบไม่ผ่านหรือป้อนคะแนน

[02:23:22] สอบเป็นอะไริเป็น 0 อ่ะ 0 ก็สอบไม่ผ่าน

[02:23:26] อยู่แล้วนะฮะเพราะฉะนั้นนะครับสิ่งที่ผม

[02:23:30] จะมากำหนดก็คือ

[02:23:31] อ่าเงื่อน

[02:23:33] ไขสำหรับตรวจสอบข้อมูลของคะแนนครับโดยข้อ

[02:23:39] มูลคะแนนของเราเนี่ยจะต้องไม่ได้เป็นค่า

[02:23:41] ติดลบครับเพราะถ้ามีค่าติดลบเนี่ยมันก็จะ

[02:23:45] แปลกๆใช่มั้ยคะแนนสอบติดลบคุณเวสอบยังไง

[02:23:48] เนี่ยได้ติดลบมาเนี่ยก็จะแแปลกๆใช่มั้ย

[02:23:51] โปรแกรมของเรานะครับเพราะฉะนั้นเจะต้องมี

[02:23:53] การกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมนะครับในกรณี

[02:23:56] ที่สอบผ่านหรือว่าสอบไม่ผ่านเนี่ยคะแนน

[02:23:59] ของเราจะต้องอยู่ในช่วงอ่า 0 คะแนนขึ้นไป

[02:24:04] แต่ว่าถ้าเป็นค่าติดลบอย่างเช่น -1 -2

[02:24:06] ไล่ลงไปเนี่ยนะครับเราก็จะแจ้งกับผู้ใช้

[02:24:10] โปรแกรมบอกว่าเป้อนคะแนนไม่ถูกต้องนะครับ

[02:24:13] ผมก็จะเพิ่มเงื่อนไขหลักนะครับที่จะถูก

[02:24:17] ตรวจสอบก่อนก่อนที่จะมีการเปรียบเทียบตัว

[02:24:21] เลขนะครับก็คือทำการตรวจสอบว่าตอนนี้

[02:24:24] คะแนนสอบที่ป้อนเข้ามาเนี่ยนะครับมันน้อย

[02:24:26] กว่า 0 หรือเปล่าก็คือเป็นค่าติดลบหรือ

[02:24:29] ไม่อันนี้จะถือว่าเป็นเงื่อนไขหลักนะครับ

[02:24:32] ถ้ามีค่าติดลบผมก็จะปินบอกว่าอ่าคะแนนไม่

[02:24:37] ถูก

[02:24:39] ต้องนะครับคะแนนไม่ถูกต้องอันนี้ก็คือ

[02:24:42] เงื่อนไขที่ 1 ส่วนเงื่อนไที่ 2 เนี่ยจะ

[02:24:45] เป็นสกอร์มากกว่าหรือเท่ากับ 50 นะครับก็

[02:24:48] จะเปลี่ยนจากอีฟไปเป็นิแทนอ่าเป็นเงื่อน

[02:24:52] ไขที่ 2 นะครับเงื่อนไขที่ 1 ก็คือสกอ

[02:24:56] น้อยกว่า 0 เงื่อนไขที่ 2 ก็คือสกอมาก

[02:24:59] กว่าแลเท่ากับ 50 นะครับถ้าหากว่าทั้ง 2

[02:25:04] เงื่อนไขด้านบนนะครับอ่าเป็นเทสทั้งหมดก็

[02:25:09] จะวิ่งมาที่บ็อกเอบอกว่าสอบไม่ผ่านอ่ามา

[02:25:12] ดูซิผมจะลองป้อนคะแนนสอบนะครับเป็น -10

[02:25:17] นะครับก็จะบอกว่าคะแนนสอบของคุณเท่ากับ

[02:25:20] -10 แล้วก็คะแนนไม่ถูกต้องเห็นมั้ยฮะอ่า

[02:25:25] ก็คือจะไม่ได้แจ้งสถานะว่าสอบผ่านหรือว่า

[02:25:27] สอบไม่ผ่านแต่ถ้าเมื่อไหร่ครับผมป้อนอ่า

[02:25:31] คะแนนสอบครับอ่ะเป็น 0 แล้วกันก็บอกว่า

[02:25:33] สอบไม่ผ่านเห็นฮะอได้ 0 คะแนนนะครับกิน

[02:25:37] ไข่ต้มไปนะครับหรือได้ 1 คะแนนนะครับ 1

[02:25:40] คะแนนก็สอบไม่ผ่านอ่าแต่ถ้าเป็น 50 คะแนน

[02:25:44] ขึ้นไปเนาะอ่า 50 ก็แบว่าสอบ

[02:25:48] ผ่านนะครับ

[02:25:51] อ่าหรือจะเปลี่ยนเงื่อนไขก็ได้นะครับจาก

[02:25:54] สอบผ่านสอบไม่ผ่านเนี่ไปเป็นเกด a กับเด f

[02:25:57] เนาะนะออกเดเลยนะครับไม่ต้องแจ้งสถานะว่า

[02:26:03] สอบผ่านหรือว่าสอบไม่

[02:26:05] ผ่านนะครับกรุณาป้อนคะแนนสอบของคุณนะครับ

[02:26:09] อ 50 ก็ได้เด

[02:26:11] a นะครับและถ้าเป็น 30 คะแนนล่ะก็ได้เด

[02:26:17] f นะครับอันนี้อาจจะรันเร็วนิดนึงนะฮะ

[02:26:19] อ่า 49 คะแนนนะครับก็ได้เด f แต่ถ้าเป็น

[02:26:23] ติดลบครับอ่ะติดลบ -1 อ่ะก็บอกว่าคะแนน

[02:26:27] ไม่ถูกต้องหรือได้คะแนน 0 แต้ม 0 คะแนนก็

[02:26:32] ได้ 7f เหมือน

[02:26:35] เดิมโอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการ

[02:26:39] ใช้คำสั่งเงื่อนไขนะครับทั้งรูปแบบ 2

[02:26:43] เงื่อนไขและข้อ 3 เงื่อนไขนะฮะก็จะได้ผล

[02:26:47] ลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลย

[02:26:59] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[02:27:02] นี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการเขียนออ

[02:27:05] แบบลดรูปกันนะครับหรือว่า ternary

[02:27:08] Operator เนาะโดย ebel แบบลดรูปนะครับ

[02:27:11] หรือว่า ternary Operator เนี่ยจะเป็น

[02:27:13] การกำหนดเงื่อนไข 2 เงื่อนไขก็คือเงื่อน

[02:27:17] ไขที่เป็นจริงกับเงื่อนไขที่เป็น Test

[02:27:19] หรือว่า Block e กับบอกเอนะครับซึ่งอ่า

[02:27:23] การลดรูปเนี่ยก็คือทำให้โค้ดเนี่ยมีความ

[02:27:26] กระชับหรือพูดง่ายง่ายก็คือถ้าเราเขียน E

[02:27:29] แบบปกติเนี่ยจะใช้จำนวนบรรทัดเยอะกว่า E

[02:27:32] แบบลดรูปนะครับ E แบบลดรูปจะเขียนแค่

[02:27:34] บรรทัดเดียวก็สามารถทำงานได้เลยนะฮะอ่ะ

[02:27:37] เดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างเป็นการเขียน E แบบ

[02:27:40] ปกติก่อนเนาะแล้วก็ทำการลดรูปให้อยู่ใน

[02:27:44] ลักษณะของ ternary Operator นะครับก็คือ

[02:27:48] เขียนโค้ดแค่บรรทัดเดียวก็สามารถทำงาน

[02:27:50] เงื่อนไข 2 เงื่อนไขได้ซึ่งผมจะยกตัว

[02:27:54] อย่างเป็นการเขียนโปรแกรมคำนวณเลขคู่กับ

[02:27:57] เลขคี่แล้วกันนะครับก็คือจะให้ผู้ใช้

[02:28:00] โปรแกรมเนี่ยส่งตัวเลขเข้ามาทำงานนะครับ

[02:28:03] แล้วก็ให้โปรแกรมเนี่ยบอกว่าตัวเลขที่ส่ง

[02:28:05] เข้ามานั้นมันเป็นเลขคู่หรือว่าเลขคี่

[02:28:08] นั่นเองผมก็จะสร้างตัวแปรที่ชื่อว่า

[02:28:10] Number ขึ้นมาครับมีค่าเท่ากับ input

[02:28:13] เนาะอันนี้ก็บอกว่าป้อนตัวเลขนะครับป้อน

[02:28:18] ตัวเลขของคุณนะครับ

[02:28:22] โอเคอ่าโดยข้อมูลที่ป้อนนะครับแล้วก็แปลง

[02:28:28] ให้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขจำนวนเต็มครับก็

[02:28:30] คือ int นะเอามาเขียนครอบ input นะฮะอัน

[02:28:35] นี้ก็จะบอกว่ากรุณาป้อนตัวเลขเนาะกรุณา

[02:28:38] ป้อนตัวเลขของคุณนะครับหลังจากที่ป้อน

[02:28:41] เสร็จเรียบร้อยนะครับอ่าผมก็จะ

[02:28:44] ปริ้นนะครับอ่าตัวเลขของ

[02:28:51] คุณคือเลขอะไรนะครับก็เลขที่อยู่ในตัวแปร

[02:28:55] Number ครับ

[02:28:57] โอเคอันนี้ก็คือการรับ input เข้ามาทำงาน

[02:29:00] นะกดลกรุณาป้อนตัวเลขของคุณนะครับมาเลข 10

[02:29:04] นะตัวเลขของคุณก็คือ 10 สิ่งที่ผมต้องการ

[02:29:08] ก็คืออยากจะให้โปรแกรมเนี่ยบอกว่าเลข 10

[02:29:10] หรือว่าเลขที่ป้อนเข้ามาเนี่ยเป็นเลขคู่

[02:29:12] หรือว่าเลขคี่นะครับถ้าเป็นเลขคู่แสดงว่า

[02:29:15] หาร 2 ลงตัวครับก็คือได้เศษ 0 แต่ถ้าเป็น

[02:29:18] เลขคี่ก็คือหาร 2 ลงตัวนั่นเองผมก็จะมา

[02:29:21] กำหนดเงื่อนไขครับก็คืออฟถ้า number ของ

[02:29:24] ผมเนี่ยนะครับทำการหาร 2 นะครับแล้วได้

[02:29:28] เศษ 0 ครับอ่าเหลือเศษ 0 หาร 2 เศษ 0 นะ

[02:29:33] ครับอเท่ากับเท่ากับนะฮะทำการเปรียบเทียบ

[02:29:35] เนาะอันนี้เป็นการใช้ตัวดำเนินการทาง

[02:29:40] คณิตศาสตร์นะครับส่วนเท่ากับเท่ากับเนี่ย

[02:29:43] เป็นการใช้ตัวดำเนินการเปรียบเทียบก็คือ

[02:29:46] เมื่อทำการคำนวณหาผลหารนะครับครับของตัว

[02:29:50] เลขนะครับก็คือหารเอาเศษเนาะอ่าเอาตัวเลข

[02:29:55] นะครับมาหาร 2 แล้วได้เศษ 0 ก็คือเท่ากับ

[02:29:58] เท่ากับ 0 นะครับให้ทำอะไรอ่าก็คือถ้าหาร

[02:30:02] 2 ลงตัวให้ทำอะไรนะครับแล้วถ้าหารไม่ลง

[02:30:05] ตัวล่ะให้ทำอะไรนะครับก็จะใส่พทเอาไว้

[02:30:08] ก่อนถ้าหาร 2 ลงตัวนะครับก็คือหาร 2 แล้ว

[02:30:12] ได้เศษ 0 นะครับก็จะถือว่าตัวเลขที่ส่ง

[02:30:15] เข้ามานั้นมันเป็นเลขคู่นะครับผมก็จะ

[02:30:17] ปริ้นบอกว่าเป็นเลขคู่

[02:30:20] นะครับอเลขคู่แล้ว

[02:30:23] กันแต่ถ้าหาร 2 ไม่ลงตัวนะครับก็คือไม่

[02:30:26] ได้เศษ 0 แสดงว่าเป็นเลขคี่

[02:30:31] ครับเลขคี่ออันนี้ก็คือการทำงานนะครับ If

[02:30:37] Number นะครับหาร 2 อันนี้หารเอาเศษนะ

[02:30:40] ครับถ้าได้เศษ 0 หรือว่ามีค่าเท่ากับเท่า

[02:30:44] ก 0 นะครับก็คือผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบ

[02:30:46] เศษนั่นเองผลเศษนะครับเป็นเศษส 0 แสดงว่า

[02:30:50] หาร 2 ลงตัวก็บอกว่าเลขคู่แต่ถ้าเป็นเอก็

[02:30:54] คือเลขคี่อ่ะมาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะ

[02:30:56] ครับอกดรันเนาะกรุณาป้อนตัวเลขของคุณนะ

[02:31:01] ครับอ่า 10 ก็เป็นเลขคู่เห็นมอ่าแต่ถ้า

[02:31:05] เป็นเลขอื่นล่ะเลข 3 อะไรพวกนี้ก็เป็นเลข

[02:31:09] คี่นะ

[02:31:11] ครับหรือถ้าเป็นเลขอะไรดี 70 อ่ะเป็นเลข

[02:31:18] คู่อันนี้ก็คือคือ EB แบบปกตินะ

[02:31:23] ครับจำนวนบรรทัดเนี่ยทั้งหมด 4 บรรทัดที

[02:31:28] นี้ถ้าเป็น ternary Operator ครับหรือ

[02:31:30] ว่า eil แบบรดรูปเนี่ยก็จะมีโครงสร้าง

[02:31:32] คล้ายกับ eil แบบปกติเลยก็คือมีคำสั่งอี

[02:31:36] มีคำสั่งเอแต่ว่าจะเขียนแค่บรรทัดเดียวนะ

[02:31:39] ครับโดยคำสั่งที่อยู่ด้านหน้าเนี่ยนะครับ

[02:31:42] อ่าก็จะเป็นผลลัพธ์นะครับผลลัพธ์ถ้า

[02:31:46] เงื่อนไขเป็นจริงโดยในที่นี้นะครับผลลัพ

[02:31:50] ถ้าเงื่อนไขเป็นจริก็คือปริ้นเลขคู่ใช่

[02:31:52] ไหมผมก็จะเอาปริ้นเลขคู่มาต่อมาก็จะเป็น

[02:31:55] เงื่อนไขครับก็คือ If Number

[02:31:59] อ่า modulus 2 นะครับหรือว่า Mod 2

[02:32:03] เนาะแล้วได้สจ 0 หรือ

[02:32:06] เปล่านะครับเอาเงื่อนไขมาตามด้วย log เอ

[02:32:12] ครับแล้วก็คำสั่งที่อยู่ในบล็อกเอแบบนี้

[02:32:18] อันนี้ก็คือ ternary

[02:32:21] Operator เงื่อนไขอ่าคำสั่งเมื่อเงื่อน

[02:32:25] ไขใน E เป็นจริงนะครับก็คือปิ้นเลขคู่ตาม

[02:32:28] ด้วยอีฟแล้วก็เงื่อนไขนะครับก็คือทำการ

[02:32:31] หารเอาเศษใช่ไหมมครับก็คือหาร 2 แล้วได้

[02:32:34] เศษ 0 หรือไม่ตามด้วยเอแล้วก็ปิ้เลขคี่นะ

[02:32:38] ครับเราเขียนแค่บรรทัดเดียวเห็นมะอันนี้

[02:32:40] ผมก็จะลบทิ้งแล้วไม่ใช้แล้วนะครับอประมาณ

[02:32:44] นี้เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับผลลัพธ์ก็

[02:32:48] เหมือนเดิมครับอันนี้นี้ทันกันมเนี่ยอ่า

[02:32:50] ปริ้นเลขคู่อีฟ Number นะครับ Mod 2

[02:32:55] เท่ากับเท่ากับ 0 แล้วก็เอปริ้นเลขคี่นะ

[02:32:58] ครับอ่า Mod ก็คือเปอร์เซ็นต์นะฮะก็คือ

[02:33:00] Mod modulo หรือ modulus นะฮะอ่าหารเอา

[02:33:04] เศษอ่ะลองกดรันดูนะครับผมป้อนเลข 10 ครับ

[02:33:07] อ่ะป้อนเลข 10 ก็บอกว่าเลขคู่เห็นมอ่า

[02:33:13] แล้วถ้าเป็นเลขคี่

[02:33:14] ล่ะ 3 นะครับเลขคี่เอ๊ะทำไมไม่เอกผมไม่มี

[02:33:19] นะครับผมผมได้ใส่ไม่เอกแล้วเลข

[02:33:22] คี่นะครับอ่ะผมใส่ไปแล้วนะเลขคี่ผมใส่ไม่

[02:33:25] เอกไปแล้วนะฮะแต่ถ้าเป็น id python สลา

[02:33:29] มันจะลอยนะครับไม่ได้ไม่ต้องตกใจ

[02:33:31] นะแต่ผมนตกใจแล้วนะครับทำไมมันทำงานไม่

[02:33:35] ได้อ่ะเลขคี่นะครับมา

[02:33:37] 3 หรือถ้าเป็น 7 7 ก็หาร 2 ไม่ลงตัว

[02:33:41] เนาะอก็เป็นเลข

[02:33:43] คี่นะครับแต่ถ้าเป็น 15 15 าร 2 ลงตัว

[02:33:47] มั้ย 15 นะครับอเป็นเลขคี่แต่ถ้าเป็น 16

[02:33:50] จะเป็นเลขคู่

[02:33:52] นะโอเคก็คืออ่าเนี่ยหาร 2 ลงตัวนะครับเลข

[02:33:57] คู่อันนี้สละไม่ลอยเนาะเดี๋ยวผมเทสใหม่

[02:34:02] ก่อน 7 อันนี้สละลอยอ่ะเห็นไมเอกมีอยู่

[02:34:06] นะโอเคครับผมอันนี้ก็คือ ternary

[02:34:09] Operator นะครับหรือว่า EB แบบลดรูปใน

[02:34:11] ภาษา python อ่าก็จะได้ผลรับตามที่แสดง

[02:34:14] ข้างต้นเลย

[02:34:24] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[02:34:28] นี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการดาวน์โหลด

[02:34:31] และก็ติดตั้งเครื่องมือนะครับที่จะช่วย

[02:34:34] อำนวยความสะดวกในการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา

[02:34:37] python นะครับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่ง

[02:34:40] ขึ้นนะครับโดยเครื่องมือดังกล่าวเนี่ยจะ

[02:34:42] มีชื่อว่า Visual Studio Code หรือว่า

[02:34:44] Wi Code นั่นเองนะครับจากหัวข้อที่่าน

[02:34:46] ผๆมาครับเราก็ได้ลุยในส่วนของการเขียน

[02:34:48] โปรแกรมภาษา python ครับพื้นฐานกันไปแล้ว

[02:34:50] นะครับไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสร้างตัว

[02:34:52] แปรการใช้โครงสร้างควบคุมพื้นฐานนะครับ

[02:34:55] ทั้งในส่วนของแบบลำดับแลก็แบบมีเงื่อนไข

[02:34:58] เนาะแล้วก็เริ่มต้นเขียนโปรแกรมตัด Gate

[02:35:00] นะครับโดยอาศัยความรู้ในเรื่องของคำสั่ง

[02:35:03] เงื่อนไขใช่ไหมมครับนั่นก็คือในส่วนของ

[02:35:05] ตัวออรวมไปถึงการเขียน ifl แบบรดรูปหรือ

[02:35:09] ว่า ternary Operator นะครับซึ่งการ

[02:35:11] เขียนโปรแกรมที่มันผ่านมาเนี่ยนะครับเรา

[02:35:13] ก็จะอาศัยเครื่องมือมาตรฐานนะครับของตัว

[02:35:16] ภาษา python นั่นก็คือ idle python นะ

[02:35:19] ครับแต่ว่า ID I python เนี่ยมันก็จะมี

[02:35:22] ข้อจำกัดหลายๆอย่างนะครับที่ไม่สามารถทำ

[02:35:25] ให้เราเเขียนโปรแกรมได้อย่างมี

[02:35:27] ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นหรือว่าไม่สามารถ

[02:35:29] ทำให้เราเขียนโปรแกรมง่ายมากกว่าเดิมนะฮะ

[02:35:31] ก็เลยเปลี่ยนจากการใช้ ID python นะครับ

[02:35:35] มาใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า vs Code หรือ

[02:35:37] ว่า Visual Studio Code แทนนั่นเองนะ

[02:35:39] ครับโดย vs Code นะครับเป็นเครื่องมือ

[02:35:42] หรือว่า ide หรือ text editor นะครับที่

[02:35:44] ใช้สำหรับเขียนโปรแกรมนะครับที่ได้รับ

[02:35:47] ความนิยมในปัจจุบันนะครับเนื่องจากว่าตัว

[02:35:50] Wi Code เนี่ยมันรองรับการเขียนโปรแกรม

[02:35:52] ได้หลายภาษานะครับอย่างเช่นเราสามารถ

[02:35:54] เขียนโปรแกรมภาษา python ภาษา Java ภาษา C

[02:35:58] นะครับใน vs Code ได้เนื่องจากว่า vs

[02:36:00] Code เนี่ยอ่าเป็นโปรแกรมที่ให้เรา

[02:36:03] สามารถดาวน์โหลดไปใช้งานได้ฟรีนะครับอีก

[02:36:06] ทั้งมีขนาดเล็กและก็ทำงานได้อย่างรวดเร็ว

[02:36:08] นะครับโดย V Code นะครับจะมีส่วนที่

[02:36:11] เรียกว่าส่วนเสริมหรือว่า Extension นะ

[02:36:13] ครับที่อำนวยความสะดวกในการเขียนโปรแกรม

[02:36:15] นะครับอย่างเช่นมีระบบ Auto Complete

[02:36:17] หรือทำการ generate ตัวคำสั่งสำเร็จรูปไป

[02:36:21] ให้เราใช้งานได้เลยนะครับโดยที่เราไม่

[02:36:22] จำเป็นต้องเขียนคำสั่งเองทั้งหมดนะฮะนี้

[02:36:25] ก็คือส่วนของตัว Extension หรือว่าส่วน

[02:36:29] เสริมที่อยู่ในตัว W Code นะครับซึ่งก็

[02:36:31] ต้องไปดาวน์โหลดตามภาษาที่เราเขียนนะครับ

[02:36:33] อย่างเช่นถ้าเราใช้ภาษา python ก็จะต้อง

[02:36:36] ติดตั้ง Extension นะครับที่ชื่อว่า

[02:36:38] python ลงไปใน V Code นั่นเองนะฮะโดย

[02:36:42] การใช้งาน V Code ร่วมกับ python นะครับ

[02:36:44] อันดับแรกเราต้องติดตั้ง vs Code ลงไป

[02:36:46] ที่เครื่องของเราก่อนนะครับจากนั้นก็ทำ

[02:36:48] การเลือก P interpreter นะครับตาม

[02:36:51] เวอร์ชั่นที่ติดตั้งในเครื่องนะฮะก็คือ

[02:36:54] เลือกตัวแปลภาษานะครับมาใช้งานใน West

[02:36:57] Code นะครับจากนั้นก็ทำการติดตั้งส่วน

[02:36:59] เสริมหรือว่า python Extension นะครับ

[02:37:02] สำหรับอำนวยความสะดวกในการเขียนโปรแกรม

[02:37:04] ด้วยภาษา python นะครับอย่างเช่นการรัน

[02:37:06] การจัดระเบียบโค้ดนะครับพร้อมระบบอ่า

[02:37:09] สร้างคำสั่งสำเร็จรูปให้อัตโนมัตินะครับ

[02:37:12] โดยที่ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดเองทั้งหมด

[02:37:15] นะฮะเราพิมพ์ตัวอักษรแค่ตัวเดียวก็จะได้

[02:37:17] คำสั่งสำเร็จรูปมาใช้งานเลยอะไรประมาณนี้

[02:37:19] นะฮะเรียกว่าระบบ Auto Complete เนาะอ่า

[02:37:22] เดี๋ยวมาดูตัวอย่างการดาวน์โหลดและก็ติด

[02:37:24] ตั้ง vs Code ลงไปที่เครื่องของเรากันนะ

[02:37:27] ครับรวมไปถึงการตั้งค่า B Code นะครับ

[02:37:29] ให้สามารถใช้งานร่วมกับ python ได้นั่น

[02:37:32] เองนะครับมีขั้นตอนอย่างไรบ้างนะครับ

[02:37:34] เดี๋ยวเรามาเริ่มต้นกันเลยขั้นตอนแรกนะ

[02:37:37] ครับให้ทุกคนเข้าไปที่เว็บไซต์ Code

[02:37:39] Visual studio.com นะครับอ่าก็จะได้

[02:37:41] หน้าเว็บอันนี้มาจากนั้นนะครับให้ทุกคนกด

[02:37:45] ที่ปุ่มดาวน์โหลดอ่าไฟล์ติดตั้ง Wi Code

[02:37:47] นะครับไปไว้ที่เครื่องของตัวเองนะครับก็

[02:37:50] คือปุ่มสีน้ำเงินตัวนี้นะครับอ่า Download

[02:37:52] for Windows ของผมใช้ Windows นะครับก็

[02:37:54] จะขึ้นมาว่า Download for Windows เนาะ

[02:37:56] ก็คลิกที่ปุ่มโหดตัวนี้นะครับอ่าก็จะทำ

[02:38:00] การดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้ง vs Code นะครับ

[02:38:02] มาไว้ที่เครื่องของเรานั่นเองนะครับอ่ะ

[02:38:04] หลังจากที่ดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อยนะครับ

[02:38:06] ก็จะมาเริ่มต้นติดตั้ง V Code กันนะครับ

[02:38:09] ก็เปิดไฟล์ติดตั้งขึ้นมา

[02:38:11] ครับแล้วก็อ่าติ๊กตรงส่วนของ except นะ

[02:38:16] ครับยอมรับการใช้งานเนาะแล้วก็กด next

[02:38:18] ั้นั้นก็มาเลือกว่าจะติดตั้ง vs Code นะ

[02:38:22] ครับลงไปที่ตำแหน่งใดภายในเครื่องของเรา

[02:38:24] นะครับอันนี้ผมเซตตามค่า default เลยนะ

[02:38:26] ครับอ่าจะไม่มีการเปลี่ยนผ่านนะฮะจากนั้น

[02:38:29] ก็กด next ครับอกด next นะครับในส่วนของ

[02:38:33] อ่าตัว Option อะไรพวกนี้นะครับผมจะให้

[02:38:36] สร้างตัวอ่า Desktop ไอคอนนะครับหรือว่า

[02:38:41] สร้าง Shortcut อ่าของตัวเ Code นะครับ

[02:38:44] อยู่ที่ Desktop นะฮะก็ติ๊กถูกตรง create

[02:38:47] Desktop ไอคอนนะฮะอ่าอ่าแล้วก็กด next

[02:38:50] นะครับแล้วก็กด Install ได้เลยนะครับอัน

[02:38:53] นี้ก็คือขั้นตอนการดาวน์โหลดแล้วก็ติด

[02:38:55] ตั้งเ Code นะครับลงไปที่เครื่องของเรา

[02:38:57] นั่นเองนะฮะก็จะรอให้ติดตั้งจนเสร็จนะ

[02:39:02] ครับโอเคหลังจากที่ติดตั้งเสร็จเรียบร้อย

[02:39:05] นะครับผมก็จะให้ Run vest Code ขึ้นมา

[02:39:07] นะฮะก็ติ๊กถูกตัวนี้นะครับแล้วก็กด finish

[02:39:11] ไปนะครับอันนี้ก็คือหน้าตาของอ่าโปรแกรมเ

[02:39:17] Code นะครับ

[02:39:20] ซึ่งหน้าต่างเริ่มต้นเนี่ยนะฮะก็จะมีราย

[02:39:23] ละเอียดนะครับตรงส่วนของเมนูต่างๆไม่ว่า

[02:39:25] จะเป็นการสร้างไฟล์การเปิดไฟล์การเปิด

[02:39:27] โฟลเดอร์นู่นนี่นั่นนะฮะอ่านี้ก็

[02:39:31] คือหน้าตาโปรแกรม PS Code นะครับอ่ะที

[02:39:35] นี้ยังไงต่อนะฮะสิ่งที่เราต้องทำนะครับก็

[02:39:38] จะเป็นเรื่องของการติดตั้งส่วนที่เรียก

[02:39:42] ว่า Extension ครับหรือว่าส่วนเสริมที่จะ

[02:39:45] นำมาใช้งานใน West Code นะครับนั่นก็คือ

[02:39:48] เราต้องการอยากจะเขียนโปรแกรมภาษา python

[02:39:51] นะครับใน vs Code เพราะว่า vs Code มัน

[02:39:53] เป็นโปรแกรมสำหรับเขียน Code ใช่มั้ยครับ

[02:39:56] ก็จะต้องมีการลง Extension หรือว่าส่วน

[02:39:58] เสริมนะครับที่จะช่วยให้เราสามารถเขียน

[02:40:00] โปรแกรมได้ง่ายมากยิ่งขึ้นซึ่ง Extension

[02:40:03] ที่เราจะติดตั้งนะครับจะมีชื่อว่า python

[02:40:06] นะครับ Extension นะครับจะอยู่ในเมนูที่

[02:40:09] ชื่อว่า Extension นะครับก็คือไอไอตัว

[02:40:11] ไอคอนตัวนี้นะครับอ่า Extension นะครับ

[02:40:14] คลิกเข้า

[02:40:15] ไปเมื่อคลิกที่เมนู Extension แล้วนะครับ

[02:40:18] ขั้นตอนต่อมาเนี่ยก็จะเป็นเรื่องของการ

[02:40:21] ค้นหา Extension นะครับที่เราจะติดตั้ง

[02:40:25] ให้สามารถใช้งานกับ vh Code ได้นะครับ

[02:40:29] นั่นก็คือ Extension ที่ชื่อว่า python

[02:40:32] นะฮะหรือถ้ามันไม่ขึ้นตรงนี้นะครับให้ทุก

[02:40:35] คนค้นคำว่า python นะครับในช่องค้นหาได้

[02:40:38] เลยนะฮะอ่าจากนั้นก็เลือก Extension

[02:40:42] python นะครับอ่าของ Microsoft นะฮมันจะ

[02:40:45] มี python หลายตัวมากๆนะครับแต่ว่าให้ทุก

[02:40:47] คนเลือกในส่วนของอ่อ Extension ที่ชื่อ

[02:40:50] ว่า python ของ Microsoft นะครับอันนี้จะ

[02:40:53] เป็นจำนวนการดาวน์โหลดอ่าหรือว่าการใช้

[02:40:56] งานตัว Extension ดังกล่าวนะ

[02:40:59] ฮะโดยในส่วนของการติดตั้ง Extension

[02:41:02] python นะครับก็กดที่อ่าเมนู Install

[02:41:05] ตัวนี้ได้เลยนะครับ

[02:41:08] โอเคอันนี้ก็คือขั้นตอนแรกนะครับหลังจาก

[02:41:12] ที่ทุกคนอ่าเปิด vs Code ขึ้นมาจะต้อง

[02:41:14] ติดตั้ง Extension ที่ชื่อว่า python ลง

[02:41:17] ไปนะครับเวลาที่เราเขียนโปรแกรมด้วยภาษา

[02:41:20] python เนี่ยอ่าตัว Extension ตัวนี้นะ

[02:41:22] ครับก็จะช่วยในเรื่องของการ generate อ่า

[02:41:25] คำสั่งสำเร็จรูปรวมไปถึงการจัดโค้ดที่เรา

[02:41:27] อัตโนมัตินะครับทุกครั้งที่มีการเซฟหรือ

[02:41:29] ว่ารันอ่าตัว python ไลนะครับถ้าติดตั้ง

[02:41:34] เสร็จเรียบร้อยนะครับอ่ามันจะขึ้นให้ถอน

[02:41:37] การติดตั้งเนาะอ่าอันนี้ไม่ต้องถอนนะครับ

[02:41:39] ติดตั้งไปแล้วจากนั้นนะครับให้ทุกคนมาดู

[02:41:42] ในส่วนของตัว Extension นะครับรายชื่อ

[02:41:46] Extension นะครับที่ถูกติดตั้งตอนนี้นะ

[02:41:48] ครับภายใน W Code ของเราเนี่ยก็จะมี 3

[02:41:51] ตัวนะครับก็คือ python python debugger

[02:41:54] แล้วก็ pilan นะครับจะเป็น Extension ที่

[02:41:56] เกี่ยวข้องกับ

[02:41:57] อ่าเครื่องมือที่จะช่วยอำนวยความสะดวกใน

[02:42:00] การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา python นะครับ

[02:42:02] มันจะมี 3 ตัวนะครับตัวนึงจะเป็นส่วนของ

[02:42:05] การจัดตัวโค้ดนะครับตัวนึงจะเป็นการเอ่อ

[02:42:09] สร้างคำสั่งสำเร็จรูปของภาษา python ขึ้น

[02:42:11] มาให้เราใช้งานนะครับอันนี้ก็คือขั้นตอน

[02:42:14] แรกนะฮะขั้นตอนที่ 2 ครับผมจะให้ทุกคน

[02:42:18] เปิดเิด Folder ect python นะครับที่

[02:42:21] อยู่ในเครื่องของตัวเองนะครับให้นำเข้ามา

[02:42:24] ทำงานใน vs Code ครับโดยให้ทุกคนมาที่

[02:42:28] ส่วนของ explorer ตัวนี้นะครับแล้วก็กด

[02:42:31] ที่อ่าปุ่ม Open Folder หรือจะไปที่เมนู

[02:42:36] ไฟล์แล้วก็ Open Folder ก็ได้นะครับอผม

[02:42:40] จะไปที่เมนูไฟลแล้วก็ Open Folder เนาะ

[02:42:43] จากนั้นนะครับให้ทุกคนไปนำเอาฟลอร์นะครับ

[02:42:46] Project หรือว่าโฟลเดอร์ที่ชื่อว่า

[02:42:49] Learning python นะครับเข้ามาทำงานใน BS

[02:42:51] Code นะครับของผมเก็บโฟลเดอร์งานหรือว่า

[02:42:55] Folder ect นะครับไว้ที่ Desktop ใช่

[02:42:59] ไหมมครับแล้วก็โฟลเดอร์ที่ชื่อว่า

[02:43:00] learning python นะผมก็จะเลือกโฟลเดอร์

[02:43:02] ตัวนี้นะครับนำเข้ามาทำงานใน Bas Code

[02:43:05] นะครับก็กดที่ Folder Learning python

[02:43:09] แล้วก็กดที่ปุ่ม select Folder ครับปั๊บ

[02:43:12] โอเคอันนี้ก็กด tas ไปนะฮะอ่าทีนี้ยังไง

[02:43:17] ต่อนะครับให้ทุกคนสังเกตตรงส่วนของ

[02:43:20] explorer ครับมันจะมีชื่อโฟลเดอร์ครับ

[02:43:22] ที่ชื่อว่า learning python นะครับถูกนำ

[02:43:24] เข้ามาทำงานและในฟลอร์ Learning python

[02:43:27] นะครับก็จะมีไฟล์ที่ชื่อว่า Program py

[02:43:30] ก็คือไฟล์งานที่เราได้สร้างจากหัวข้อที่

[02:43:32] ผ่านมาครับถูกนำมาใช้งานด้วยนะครับให้ทุก

[02:43:36] คนนะครับเปิดไฟล์ Program py ขึ้นมานะ

[02:43:39] ครับอันนี้ก็คือส่วนของ font หรือว่าขนาด

[02:43:44] ข้อความเริ่มต้นนะครับที่อยู่ในตัวไฟล์

[02:43:46] ดังกล่าวจากหัวข้อที่ผ่านมาเนี่ยนะครับ

[02:43:48] เราเราลุยในส่วนของการใช้ตัว ternary

[02:43:51] Operator เนาะในการรับข้อมูลตัวเลขนะ

[02:43:54] ครับแล้วก็ให้บอกว่าเป็นเลขคู่หรือว่าเลข

[02:43:56] คี่อันนี้ก็คือโค้ดเดิมที่เราลุยกันมาแต่

[02:43:59] ว่าตอนนี้นะครับอ่าข้อความมันดูเล็กเกิน

[02:44:02] ไปใช่มอ่ะผมจะทำการขยายขนาดข้อความนะครับ

[02:44:06] ให้มันใหญ่ขึ้นมาก็ไปที่เมนูไฟลนะครับ

[02:44:09] preference แล้วก็ settings ครับมันจะ

[02:44:13] เลือก Tab User นะครับแล้วก็ให้ทุกคนมา

[02:44:15] ที่ส่วนของ editor font Size นะครับทำ

[02:44:19] การปรับขนาด font นั่นเองหรือว่าปรับขนาด

[02:44:21] ข้อความให้ใหญ่ขึ้นมานะครับผมปรับเอาซัก

[02:44:25] 22 แล้วกันนะครับแล้วก็กด Enter นะครับ

[02:44:29] หรือไม่กดก็ได้นะครับระบวแค่ 22 ไปเมันจะ

[02:44:32] เปลี่ยนขนาดข้อความให้เราเลยข้อความก็จะ

[02:44:34] ดูใหญ่ขึ้นมาแล้วนะครับหรือถ้าข้อความนะ

[02:44:38] ครับมันยังเล็กอยู่อ่ะก็สามารถไปปรับ

[02:44:41] ใหม่คได้นะครับมาที่ไฟล preference

[02:44:44] settings นะครับผมปรับเป็นซัก 25 แล้ว

[02:44:46] กันโอเค

[02:44:49] นะฮะอ่าทุกคนก็น่าจะเห็นโค้ดชัดแล้วนะ

[02:44:52] ครับแต่สังเกตว่าตัวเ Code เนี่ยจะมีการ

[02:44:54] แบ่งสีเอ่อส่วนของตัวโค้ดที่เราเขียนนะ

[02:44:58] ครับอย่างเช่นส่วนที่เป็นคอมเมนก็จะเป็น

[02:45:00] สีเขียวใช่มั้ครับอันนี้ก็จะเป็นตัวคำ

[02:45:03] สั่งที่เราลุยกันมานะครับอันนี้ก็จะเป็น

[02:45:05] สีของตัวแปรเนาะขั้นตอนต่อมานะครับสิ่ง

[02:45:09] ที่ทุกคนจะต้องทำก็จะเป็นเรื่องของการ

[02:45:12] ตั้งค่า python interpreter ครับก็คือนำ

[02:45:15] เอาส่วนของตัวแปรภาษาเนี่ยอ่าที่เป็นเป็น

[02:45:19] ของภาษา python นะครับมาใช้งานใน vs Code

[02:45:22] ด้วยให้ทุกคนนะครับกดที่เมนูมุมล่างขวา

[02:45:26] ครับอมันจะมี python แล้วก็เป็นเวอร์ชั่น

[02:45:30] นะครับไอ้ตัวเวอร์ชั่นตัวนี้เนี่ยจะเป็น

[02:45:31] การเลือก python interpreter นะครับ

[02:45:33] เวอร์ชั่นที่เราต้องการแต่จะนำมาใช้ใน USS

[02:45:36] Code นะครับว่าต้องการแจะได้ตัวแปลภาษา

[02:45:39] หรือ python เวอร์ชั่นใดนะครับมาใช้งาน

[02:45:41] นั่นเองโดยในตอนนี้นะครับ vs Code เนี่ย

[02:45:44] ทำการเลือก python เวอร์ชั่น 3.12.7 ให้

[02:45:48] ผมนะครับแต่ตนใดที่ไม่ขึ้นนะครับเมนูตัว

[02:45:51] นี้ขึ้นมานะครับหรืออาจจะขึ้นเป็นกล่องสี

[02:45:55] เหลืองบอกว่าให้เลือก python interpreter

[02:45:57] นะครับก็ทำการคลิกนะครับแล้วก็มาเลือก

[02:46:00] ตำแหน่งของ python interpreter นะครับ

[02:46:02] ที่เราติดตั้งภายในเครื่องของเรานะครับ

[02:46:05] นี้ผมทำการติดตั้ง python

[02:46:08] 3.12.7 นะครับไว้ที่แอป Data อ่ามันก็จะ

[02:46:11] ทำการกำหนดผาหรือว่าตำแหน่งของ python

[02:46:15] เวอร์ชั่นดังกล่าวนะครับก็ให้ทำการเลือก

[02:46:17] ตัว interpreter นะครับของตัว python ที่

[02:46:20] เราติดตั้งลงไปในเครื่องนะครับอ่าเลือกมา

[02:46:23] มันก็จะขึ้นเป็นอ่าตัว python

[02:46:28] 3.12.7 นะครับโอเคเนาะหลังจากที่เราทำ

[02:46:34] การเลือก python interpreter เสร็จเรียบ

[02:46:36] ร้อยนะครับตอนนี้เนี่ยอ่า vs Code ก็จะ

[02:46:40] สามารถอ่าใช้สำหรับเขียนโปรแกรมภาษา

[02:46:44] python ได้แล้วนะครับตอนนี้โค้ดที่เรา

[02:46:48] เขียนนะครับจะเป็นเป็นโค้ดเดิมก็คือ

[02:46:49] ternary Operator ในการบอกเลขนะครับว่า

[02:46:53] เป็นเลขคู่หรือว่าเลขคี่เนาะโดยวิธีการนะ

[02:46:56] ครับให้ทุกคนกด Run ครับอยู่ที่มุมบนขวา

[02:47:00] มือนะครับนี่ที่เป็นไอคอนตัวนี้นะครับ Run

[02:47:03] python file นะครับเป็นการรันคำสั่งอ่า

[02:47:07] ที่อยู่ในไฟล์ Program py ครับอ่าก็ลอง

[02:47:09] กดรันดูเมื่อทำการกดรันนะครับอ่าในส่วน

[02:47:13] ของตัว W Code เนี่ยก็จะมีการอ่าแสดงข้อ

[02:47:17] มูลหรือว่ารายละเอียดนะครับครับอยู่ที่

[02:47:19] Terminal ครับมันจะทำการเปิด Terminal

[02:47:21] ขึ้นมานะครับโดยใน Terminal เนี่ยนะครับ

[02:47:24] อ่าก็คือจะทำการรันไฟล์ Program py ของ

[02:47:29] เรานะครับว่ามันมีกระบวนการทำงานเป็นยัง

[02:47:30] ไงนะครับซึ่งในตัวไฟล์ดังกล่าวเนี่ยจะให้

[02:47:34] ป้อนตัวเลขใช่มั้ครับแล้วก็บอกว่าตัวเลข

[02:47:39] ที่ป้อนเนี่ยเป็นเลขคู่หรือว่าเลขคี่นะ

[02:47:41] ครับอผมป้อนเลข 10 ไปเนาะนะก็จะขึ้นมาว่า

[02:47:44] ตัวเลขของคุณคือ 10 นะครับเป็นเลข

[02:47:47] คู่แต่ทุกคนสังเกตนะครับว่า Terminal นี่

[02:47:50] นะครับอ่ามันจะมี PS นะครับอยู่ด้านหน้า

[02:47:54] ถ้าไม่ได้มีการปรับแต่งใหม่นะมันจะขึ้น

[02:47:56] เป็นตัว PS นะครับ PS ในที่นี้จะเป็นส่วน

[02:48:00] ของตัว Power Shell นะครับถ้าท่านใดที่

[02:48:02] ใช้ Windows นะครับมันจะรันผ่าน Power

[02:48:04] Shell อัตโนมัตนะครับให้ทุกคนเปลี่ยนจาก

[02:48:06] Power Shell ไปเป็น Command พ้อนะครับน

[02:48:08] ว่าตัว Power Shell เนี่ยอ่าในบางครั้ง

[02:48:11] ถ้าเรามีการเก็บตัวไฟล์ของเรานะครับที่

[02:48:14] เป็นผภาษาไทยหรือว่ามีอัขระพิเศษนะครับ

[02:48:19] ที่เอ่อปนอยู่กับชื่อไฟล์ของเรานะครับบาง

[02:48:23] ครั้งมันจะทำงานไม่ได้นะครับถ้าเป็นตัว

[02:48:25] Power Shell เนาะอ่าวิธีการให้ทุกคนค

[02:48:28] Terminal ไปก่อนแล้วก็ไปที่เมนู Terminal

[02:48:31] นะครับแล้วก็ New Terminal นะครับมันจะ

[02:48:33] ขึ้นเป็น Power Shell ให้ทุกคนสลับจาก

[02:48:35] Power Shell นะครับอ่ากดที่ Power

[02:48:39] Shell ตัวนี้นะครับหรือกดตรงส่วนของ

[02:48:42] เครื่องหมายลูกศรนะครับชี้ลงด้านล่างข้าง

[02:48:45] ๆเครื่องหมายบวกนะครับแล้วก็เลือกเมนู

[02:48:48] Select default Profile นะครับและ

[02:48:51] เลือกเป็น Command prom ครับอ่าเป็นการ

[02:48:54] สลับจาก Power Shell ไปเป็น Command

[02:48:56] prom แล้วก็กดรูปถังขยายหรือว่า Q

[02:48:59] Terminal ตัวนี้แล้วก็ New Terminal

[02:49:01] ขึ้นมาใหม่นะครับมันก็จะกำหนดเป็น cmd

[02:49:04] หรือว่าตัว Command พ้อนั่นเองนะครับอ่า

[02:49:07] ทีนี้ยังไงต่อครับตอนที่เราทำการกดรัน

[02:49:10] เนาะเราก็จะทำการันตัว Command พ้อนะครับ

[02:49:13] ก็คือรันคำสั่ง python เนี่ยในพื้นที่

[02:49:15] Command พ้อแทน Power Shield นั่นเองนะ

[02:49:18] ครับก็ทำการปป้อนตัวเลขเหมือนเดิมนะฮะอ่า

[02:49:20] เลข 10 อะไรก็ว่าไปแต่ว่าข้อความนะครับ

[02:49:23] ที่แสดงผลใน Terminal เนี่ยขนาดมันดูเล็ก

[02:49:26] ใช่มยอ่าบางคนมองไม่เห็นนะครับว่าไอ้ข้อ

[02:49:30] ความที่ผมพิมพ์เนี่ยมันคืออะไรนะผมจะทำ

[02:49:32] การขยายข้อความใน Terminal นะครับให้ทุก

[02:49:35] คนมาที่ไฟล์ครับแล้วก็ preference

[02:49:39] setting นะครับจากนั้นก็ทำการค้น

[02:49:42] settings ครับอ่าที่ชื่อว่า

[02:49:45] เ

[02:49:47] Terminal นะครับอ

[02:49:49] Terminal แล้วก็เว้นวรคนะครับ font siz

[02:49:54] ครับอ Terminal font size นี่มอ่า

[02:49:57] Terminal นะ Terminal อ่า font นะครับ

[02:50:02] Terminal font นะะอันนี้จะเป็นเมนูนะ

[02:50:07] ครับก็คือ Terminal integrated font

[02:50:10] size นะครับขนาดเริ่มต้นจะเป็น 14 นะ

[02:50:15] ครับผมจะเปลี่ยนเป็น 20 แล้วกันก็คือขนาด

[02:50:19] ข้อความที่จะถูกแสดงผลใน Terminal นั่น

[02:50:21] เองนะฮะก่อนหน้านี้เราทำการปรับขนาดข้อ

[02:50:24] ความในตัว editor นะครับ editor ก็คือ

[02:50:27] หน้าต่างตัวนี้นะครับที่เราใช้ในการเขียน

[02:50:30] โค้ดแต่ Terminal ก็คือส่วนของขนานข้อ

[02:50:34] ความที่อยู่ใน Terminal ครับให้ทุกคนมา

[02:50:35] ที่ Terminal แล้วก็ New Terminal อมัน

[02:50:38] ก็จะมีการปรับขนาดข้อความใหม่นะครับใหญ่

[02:50:41] ขึ้นมานะครับตามขณะที่เรากำหนดก่อนหน้า

[02:50:44] นี้เนาะอ่าจากนั้นก็ลองกดรันอีกรอบนึง

[02:50:48] ครับ

[02:50:51] โอเคนะครับกรุณาป้อนตัวเลขของคุณนะครับมา

[02:50:53] เป็น 15 แล้วกันอ่าตัวเลขของคุณคือ 15 นะ

[02:50:57] ครับเป็นเลข

[02:50:58] คียโอเคนะครับทีนี้ในส่วนของการเขียน

[02:51:02] โปรแกรมภาษา python ใน B Code เนี่ยกรณี

[02:51:05] ที่เรามีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งนะครับใน

[02:51:09] python ไลอย่างเช่นอ่าป้อนตัวเลขของคุณ

[02:51:11] นะครับผมลบคำว่ากรุณาออกนะฮะทีนี้เมื่อลบ

[02:51:16] แล้วนะครับให้ทุกคนสังเกตตรงส่วนของชื่อ

[02:51:18] ไฟล์ Program py ครับมันจะมีสัญลักษณ์

[02:51:22] กลมๆสีขาวตัวนี้อยู่นะครับเป็นการบอกว่า

[02:51:24] ตัวไฟล์ดังกล่าวเนี่ยนะครับมีการถูกแก้ไข

[02:51:27] แต่ยังไม่ถูกบันทึกนะครับก็เลยขึ้นเป็น

[02:51:31] จุดสีขาแบบนี้นะครับเพื่อที่จะบอกว่าตอน

[02:51:34] นี้มีการแก้ไขโค้ดนะแต่ว่าโค้ดที่คุณ

[02:51:36] เขียนล่าสุดเนี่ยยังไม่ถูกบันทึกเลยนะ

[02:51:38] ครับวิธีการบันทึกนะก็ไปที่ไฟล์แล้วก็เซฟ

[02:51:42] ครับจุดกลมๆก็จะหายไปแล้วแสดงว่าคำสั่ง

[02:51:46] ที่เราเขียนล่าสุดครับถูกบันทึกเรียบร้อย

[02:51:49] โอเคนะครับอ่ะก็ลองกดรันใหม่นะครับก็จะ

[02:51:51] ไม่มีคำว่ากรุณาป้อนตัวเลขของคุณนะครับก็

[02:51:54] จะมีแค่คำว่าป้อนตัวเลขของคุณเนาะอ่าผม

[02:51:56] ป้อนเป็น 100 แล้วกันอ่าตัวเลขของคุณคือ

[02:51:59] 100 นะครับเป็นเลขคู่นั่นเองโอเคครับผม

[02:52:02] นี่ก็จะเป็นตัวอย่างการดาวน์โหลดแล้วก็

[02:52:05] ติดตั้งเ Code นะครับรวมไปถึงการตั้งค่า

[02:52:07] อ่าตัว python นะครับให้สามารถใช้งานในเ

[02:52:12] Code ได้ทีนี้ใน B Code เนี่ยนะครับ

[02:52:14] หลังจากที่เราติดตั้ง Extension python

[02:52:16] ไปผมบอกว่ามันจะมีระบบ generate อ่าคำ

[02:52:19] สั่งสำเรจรูปขึ้นมาให้เราเลยนะครับอย่าง

[02:52:21] เช่นคำสั่งปริ้นเนาะผมพิมพ์แค่ตัว P นะ

[02:52:23] ครับแล้วก็สามารถที่จะเลือกคำสั่งที่

[02:52:26] เกี่ยวข้องได้เลยนะครับอย่างเช่นคำสั่ง

[02:52:28] ปริ้อะไรพวกนี้ผมก็สามารถอ่าเลือกได้นะ

[02:52:31] ครับก็คือพิมพ์ตัวอักษรแค่ตัวเดียวนะครับ

[02:52:33] แล้วก็มาเลือกคำสั่งได้เลยอันนี้ก็คือข้อ

[02:52:35] ดีของตัว vis Code นะครับรวมไปถึงการจัด

[02:52:39] โค้ดอัตโนมัติด้วยนะครับเวลาที่เราทำการ

[02:52:42] เขียนอ่าก็จะมีการจัด indent หรือว่าการ

[02:52:44] ย่อหน้าหรือว่าการ BB ให้อัตโนมัตินะฮะ

[02:52:48] โอเคครับผมก็ประมาณนี้ครับในเรื่องของการ

[02:52:51] ใช้ vs Code เดี๋ยวในหัวข้อต่อไปครับเรา

[02:52:53] ก็จะมาลุยในส่วนของการเขียนโปรแกรมด้วย

[02:52:56] ภาษา python กันต่อนะ

[02:53:07] ฮะครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[02:53:10] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับตัว

[02:53:13] ดำเนินการทางตรรกศาสตร์กันนะครับโดยตัว

[02:53:16] ดำเนินการทางตรรกศาสตร์

[02:53:18] จะมีอยู่ 3 ตัวนะครับที่ทุกคนจะต้องทราบ

[02:53:21] ก็คือ and or not นะครับ and ถ้าแปล

[02:53:24] เป็นภาษาไทยแปลว่าและนะครับอแปลว่าหรือ

[02:53:27] not แปลว่าไม่นะครับโดยตัวดำเนินการทาง

[02:53:31] ตรรกศาสตร์เนี่ยก็จะเป็นการนำมาความรู้ใน

[02:53:34] เรื่องของวิชาตรรกศาสตร์นะครับมาใช้ในการ

[02:53:36] เขียนโปรแกรมนั่นเองซึ่งก็จะต้องอาศัย

[02:53:38] ส่วนที่เรียกว่าตารางความจริงนะครับซึ่ง

[02:53:41] ตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์เนี่ยจะเป็น

[02:53:43] เรื่องของการทำงานกับค่าทางตรรกศาสตร์

[02:53:45] หรือว่าบูีนะครับโดยส่วนใหญ่จะเป็นการ

[02:53:49] เชื่อมอ่าเงื่อนไขการทำงานเข้าด้วยกันนะ

[02:53:52] ครับผ่าน Operator แกับ or นะครับส่วน not

[02:53:55] เนี่ยจะเป็นการกำหนดให้ค่าทางตรสาตรเี่

[02:53:58] เป็นค่าตรงกันข้ามนะฮะอ่าผมจะขอเริ่มต้น

[02:54:01] ที่ส่วนของการนิยามค่าทางตศาสตร์ก่อนนะ

[02:54:05] ครับสมมุติว่าผมมีตัวแปร a กับตัวแปร B

[02:54:09] นะครับเป็นค่าทางตรรกศาสตร์ผมต้องการดจะ

[02:54:12] นำเอา 2 ค่านี้นะครับมาดำเนินการกันอะไร

[02:54:14] สักอย่างนึงหรือว่ามาเชื่อมการทำงานเข้า

[02:54:16] ด้วยกันนะครับโดยจะเริ่มต้นที่ตารางแรก

[02:54:20] ก่อนนะครับก็คือการใช้ตัวดำเนินการทาง

[02:54:23] ตรรกศาสตร์ที่ชื่อว่า not นะครับถ้าตัว

[02:54:26] แปร a ของผมนะครับมีเก็บมีการเก็บค่า

[02:54:29] เริ่มต้นเป็น True นะครับแล้วเรากำหนด

[02:54:31] เป็น not a มันก็จะกลายเป็น fal หรือถ้า

[02:54:33] a ของผมนะครับมีค่าเริ่มต้นเป็น fault

[02:54:36] ถ้ากำหนดอ่า Operator not นะครับก็จะ

[02:54:39] กลายเป็น True ก็คือค่าตรงกันข้ามนะฮะต่อ

[02:54:43] มาครับถ้าผมมีตัวแปร a กับตัวแปร B นะ

[02:54:45] ครับเก็บค่าทางตรรกศาสตร์เอาไว้นะครับก็

[02:54:48] คือค่า True หรือว่าค่า f นะครับต้องการ

[02:54:50] อยจะนำมาเชื่อมการทำงานเข้าด้วยกันผ่าน

[02:54:53] Operator 2 ตัวนะครับก็คือ and กับ or

[02:54:55] เนาะกรณีที่เป็นแนนะครับหรือว่าวะนะฮะถ้า

[02:55:01] a กับ B นะครับเป็น for ทั้งคู่และมา

[02:55:03] เชื่อมด้วยแนะครับก็จะกลายเป็น f ถ้า a

[02:55:06] เป็น f b เป็น True นะครับเชื่อมด้วยแก็

[02:55:08] จะกลายเป็น f ถ้า a กับ B นะครับ a เป็น

[02:55:11] True B เป็น f นะครับเชื่อมกันก็จะกลาย

[02:55:14] เป็น f ถ้า a เป็น ue b เป็น True นะ

[02:55:18] ครับเชื่อมด้วย and ก็จะกลายเป็น to อัน

[02:55:20] นี้ก็คือ Case and เนาะต่อมาก็จะเป็น

[02:55:22] Case or ครับกรณีที่เชื่อมด้วย Operator

[02:55:25] All นะฮะ a กับ B นะครับเป็น fal ทั้ง

[02:55:28] คู่เชื่อมด้วย or ก็จะกลายเป็น fal นะ

[02:55:31] ครับ a เป็น fal b เป็น True นะครับ

[02:55:34] เชื่อมกันก็จะกลายเป็น True เนาะถ้า

[02:55:36] เชื่อมด้วย All นะฮะ a เป็น True B เป็น

[02:55:39] fal นะครับเชื่อมด้วย All ก็จะกลายเป็น

[02:55:41] True a เป็น True B เป็น True นะครับ

[02:55:44] เชื่อมด้วยอผลลัพธ์ก็จะกลายเป็น True ถ้า

[02:55:47] ดูจากตารางเนี่ยนะครับให้ทุกคนสังเกตค่า

[02:55:50] True กับค่า f นะครับของแนกับอแอนเนี่ย

[02:55:54] นะครับจะมีแค่เคสเดียวนะครับก็คือเป็น

[02:55:56] จริงทั้งคู่ใช่มยอ่าเป็นจริงทั้งคู่ก็จะ

[02:55:58] กลายเป็นจริงแต่อเนี่ยนะครับถ้าฝั่งใด

[02:56:01] ฝั่งนึงเป็นจริงหรือว่าเป็นจริงทั้งคู่นะ

[02:56:04] ครับผลลัพธ์ก็จะเป็นจริงนะฮะหรือถ้ามอง

[02:56:08] ตารางยากนะครับมาดูเป็นแผนภาพดีกว่านะ

[02:56:10] ครับแผนภาพตัวแรกจะเป็นการเชื่อมด้วยแอน

[02:56:12] ครับผมจะให้สีส้มนะครับเป็น

[02:56:15] คชสีขาวเป็นค่าปนะครับ a กับ B เป็นตัว

[02:56:20] แปรทางตรรกศาสตร์หรือว่าคค่าทาง

[02:56:22] ตรรกศาสตร์นะครับถ้า a เป็นจริงนะครับ

[02:56:25] หรือว่า a เป็น True B เป็น True เชื่อม

[02:56:28] ด้วยแนะครับก็จะเป็น True นะครับ a เป็น

[02:56:30] True B เป็น f นะครับเชื่อมด้วยแก็จะ

[02:56:33] กลายเป็น f a เป็น f b เป็น True นะ

[02:56:36] ครับเชื่อมด้วยแก็จะเป็น f นะครับ a เป็น

[02:56:38] f b เป็น f เชื่อมด้วยแก็เป็น f นะฮะ

[02:56:42] อ่าต่อมาก็จะเป็นอครับเป็นอเนาะอเนี่ยดู

[02:56:46] ง่ายเลยนะครับถ้าทั้ง 2 2 ฝั่งเป็นจริง

[02:56:49] นะครับก็คือ a กับ B เป็นจริงหรือว่าเป็น

[02:56:51] True นะครับเชื่อมด้วยอผลลับก็จะเป็น

[02:56:54] True นะครับถ้า a เป็น True นะครับ B

[02:56:58] เป็น f เชื่อมด้วย All ก็เป็น True a

[02:57:01] เป็น f b เป็น True นะครับเชื่อมด้วย All

[02:57:04] ก็จะเป็น True a เป็น fal b เป็น f

[02:57:07] เชื่อมด้วย All ก็เป็น f นะครับเพราะ

[02:57:09] ฉะนั้นเป็นจริง 3 กรณีนะครับก็คือฝั่ง

[02:57:13] ซ้ายฝั่งขวานะครับฝั่งซ้ายก็คือ a เนาะ

[02:57:15] ฝั่งขวาก็คือ B นะครับเป็นจริงทั้งคู่อก็

[02:57:18] จะเป็นจริงเป็นจริงฝั่งใดฝั่งนึงนะครับก็

[02:57:21] จะได้ผลลัพธ์เป็นจริงโอเคนะครับแต่ถ้า

[02:57:24] เป็น f ทั้งคู่ผลลัพธ์ก็จะเป็น f อันนี้

[02:57:27] ก็คือในส่วนของ and นะครับและก็ or ต่อมา

[02:57:31] ก็คือ not ครับ not ก็ตรงข้ามถ้า a เป็น

[02:57:34] True นะครับเราใส่ not ไปก็จะเป็น f ถ้า

[02:57:36] a เป็น f นะครับใส่ not ไปก็จะเป็น True

[02:57:39] อ B ก็เหมือนกันนะครับถ้า B เป็น True

[02:57:41] ใส่ not B ไปก็จะเป็น fault นะครับแต่

[02:57:44] ถ้า B เป็น fault นะครับเราใส่เป็น not B

[02:57:46] ก็จะเป็น True อะไรประมาณนี้

[02:57:49] นะครับอันนี้ก็คือตัวอย่างค่าทาง

[02:57:51] ตรรกศาสตร์นะครับถามว่ามันมีประโยชน์ยัง

[02:57:54] ไงนะครับมันมีประโยชน์ในกรณีที่เรากำหนด

[02:57:57] ทางเลือกหรือว่าเงื่อนไขภายในโปรแกรมที่

[02:57:59] เราเขียนครับแล้วต้องการอยากจะตรวจสอบว่า

[02:58:02] เงื่อนไขของเราเนี่ยมันมีข้อกำหนดเป็นยัง

[02:58:06] ไงนะครับในกรณีที่เรามีเงื่อนไขมากกว่า 1

[02:58:09] เงื่อนไขเนาะโดยเงื่อนไขในนี้นะครับผมจะ

[02:58:11] ยกตัวอย่างเป็นส่วนของค่า a กับ B นะครับ

[02:58:15] a เป็นเงื่อนไขที่ 1 B เป็นเงื่อนไขที่

[02:58:17] 2 นะฮะจากนั้นก็นำมาเชื่อมหรือว่านำมาทำ

[02:58:20] งานร่วมกับตัว Operator นะครับไม่จะเป็น

[02:58:22] and or not นะฮะอ่าผมจะยกตัวอย่างนะ

[02:58:25] ครับอ่าการใช้ตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์

[02:58:29] นะครับให้ a เป็นเงื่อนไขที่ 1 อย่างเช่น

[02:58:31] เป็นชื่อผู้ใช้นะครับให้ B เป็นเงื่อนไข

[02:58:35] ที่ 2 นะครับเป็นรหัสผ่านอเราต้องการอยจะ

[02:58:38] ตรวจสอบชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่านนะครับอย่าง

[02:58:40] เช่นต้องการอยจะลอกอินเข้าสู่ระบบนะครับ

[02:58:43] อ่าล็อกอินใช้งานแอปอะไรพวกนี้ก็ต้องมี

[02:58:45] การกรอก username password ใช่มั้ยครับ

[02:58:48] หรือว่ากรอกชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่านทีนี้

[02:58:51] การกรอกข้อมูลเนี่ยก็ต้องมีการตรวจสอบนะ

[02:58:54] ครับว่าชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่านเนี่ถูกต้อง

[02:58:57] หรือไม่ถ้าถูกต้องก็เข้าสู่ระบบได้นะครับ

[02:59:00] แต่ถ้าไม่ถูกต้องก็ไม่สามารถล็อกอินเข้า

[02:59:02] สู่ระบบได้นะครับนี่ก็จะเป็นโจทย์ปัญหา

[02:59:04] การล็อกอินเข้าสู่ระบบเนาะซึ่งก็จะอาศัย

[02:59:07] ตัว Operator 3 ตัวก็คือ and or not

[02:59:10] นะครับเป็นค่าทางอเป็นตัวดำเนินการทาง

[02:59:12] ตรรกศาสตร์นะครับมาดูในเคสของแอนก่อนก็

[02:59:15] คือและนะครับชื่อผู้ใช้เป็นแอดมและรหัส

[02:59:20] ผ่านเท่ากับ 1 2 3 4 จะสามารถเข้าสู่

[02:59:22] ระบบได้นะครับโดยชื่อผู้ใช้เนี่ยจะเป็น

[02:59:26] เงื่อนไข a นะครับส่วนรหัสผ่านจะเป็น

[02:59:29] เงื่อนไข B เราเชื่อม a กับ B ด้วยและนะ

[02:59:33] ครับหรือว่าแความหมายก็คือชื่อผู้ใช้

[02:59:36] เนี่ยต้องเป็นแอดมินและรหัสผ่านต้องเท่า

[02:59:39] กับ 1 2 3 4 นะครับถ้าถูกต้องทั้งคู่

[02:59:44] จะสามารถเข้าสู่ระบบได้อันนี้ก็คือความส

[02:59:48] สามารถของแ Operator นะครับต่อมาก็จะเป็น

[02:59:51] อครับหรือว่าหรืออ่ามามาดูประโยคนะครับ

[02:59:55] ชื่อผู้ใช้เป็นแอดมินหรือรหัสผ่านเท่ากับ

[02:59:58] 1 2 3 4 จะสามารถเข้าสู่ระบบได้นะ

[03:00:01] ครับความหมายก็คือถ้าชื่อผู้ใช้เป็น

[03:00:04] แอดมินนะครับหรือรหัสผ่านเท่ากับ 1 2 3

[03:00:07] 4 ก็คือเรากรอกแอดมินนะครับอ่ะกรอกชื่อ

[03:00:10] ผู้ใช้เป็นแอดมินและรหัสผ่านก็เป็น 1 2

[03:00:12] 3 4 ด้วยจะสามารถเข้าสู่ระบบได้หรืออีก

[03:00:15] กรณีนึงก็คือชื่อผู้ใช้เนี่ยเป็นแอดมิน

[03:00:18] แต่ว่าเราป้อนรหัสผ่านผิดก็สามารถเข้าสู่

[03:00:20] ระบบได้หรือเราป้อนชื่อผู้ใช้เป็นชื่อ

[03:00:23] อื่นแต่ว่าเราป้อนรหัสผ่านถูกนะครับเป็น 1

[03:00:25] 2 3 4 ก็คือสามารถเข้าสู่ระบบได้อัน

[03:00:27] นี้ก็คือความสามารถของอนะครับก็คืออ่า

[03:00:30] เป็นจริงทั้งฝั่งซ้ายและก็ฝั่งขวานะครับ

[03:00:34] หรือว่าฝั่งเงื่อนไข a กับเงื่อนไข B นะ

[03:00:36] ครับเป็นจริงทั้งคู่เข้าสู่ระบบได้เป็น

[03:00:38] จริงแค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็คือไม่ฝั่งซ้าย

[03:00:41] ก็ฝั่งขวาเป็นจริงก็จะสามารถเข้าสู่ระบบ

[03:00:43] ได้แต่จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ก็ต่อ

[03:00:46] เมื่อป้อนชื่อผู้ใช้ผิดนะครับแลก็รหัส

[03:00:49] ผ่านผิดก็คือไม่ถูกสักักอย่างนะครับจะไม่

[03:00:52] สามารถเข้าสู่รปได้เลยตัวสุดท้ายก็คือ not

[03:00:56] นะครับก็คือไม่ชื่อผู้ใช้ไม่ใช่แอดมนะ

[03:01:00] ครับอ่าเอาชื่ออื่นมาล็อกอินเข้าสู่ระบบ

[03:01:02] นะครับก็จะไม่สามารถล็อกอินได้นั่นเองอ่ะ

[03:01:05] เดี๋ยวมาดูตัวอย่าง Part ของการเขียน

[03:01:08] โปรแกรมกันบ้างนะครับในเรื่องของการทำ

[03:01:10] ระบบล็อกอินอ่าเข้าสู่ระบบหรือว่าเข้าใช้

[03:01:14] งานแอปเนาะว่ามีขั้นตอนการเขียนอย่างไรนะ

[03:01:16] ครับโดยใช้ตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์ and

[03:01:20] or not นะฮะกลับมาที่ W Code นะครับใน

[03:01:23] ส่วนของการประยุกต์ใช้งานตัวดำเนินการทาง

[03:01:25] ตรรกศาสตร์เนี่ยนะครับจะเป็นเรื่องของการ

[03:01:28] เขียนโปรแกรมตรวจสอบอ่าชื่อผู้ใช้แล้วก็

[03:01:31] รหัสผ่านเนาะเพราะฉะนั้น input เนี่ยนะ

[03:01:33] ครับจะมีอยู่ 2 ตัวก็คือชื่อผู้ใช้และก็

[03:01:37] รหัสผ่านใช่มั้ครับผมจะทำการสร้างตัวแปร

[03:01:40] ขึ้นมา 2 ตัวแปรนะครับตัวแปรแรกตัวแปรแรก

[03:01:43] จะมีชื่อว่า username นะครับซึ่งจะเก็บ

[03:01:45] ข้อมูลชื่อผู้ใช้นะครับก็มีค่าเท่ากับ

[03:01:48] ฟังก์ชัน input นะครับด้านในก็จะเป็นข้อ

[03:01:51] ความครับบอกว่าป้อนชื่ออ่าป้อนชื่อผู้

[03:01:59] ใช้นะครับหรือว่าป้อน username นั่นเอง

[03:02:02] อันนี้ก็คือ input ตัวแรกนะครับ input

[03:02:05] ตัวที่ 2 ครับก็คือ Password หรือว่ารหัส

[03:02:07] ผ่านนะครับอมีค่าเท่ากับ

[03:02:10] input อันนี้เจะบอกว่า

[03:02:14] ป้อนรหัสผ่าน

[03:02:17] นะครับ

[03:02:19] โอเคตอนนี้นะครับเราได้ input มาแล้วนะ

[03:02:22] ครับมี 2 ตัวก็คืออ่า username กับพวรนะ

[03:02:27] ครับทีนี้ยังไงต่อเราก็จะมากำหนดเงื่อนไข

[03:02:30] นะครับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่

[03:02:34] ส่งเข้ามาทำงานนะครับทั้งในส่วนของชื่อ

[03:02:37] ผู้ใช้และก็รหัสผ่านนะครับว่าตรงตามที่

[03:02:40] กำหนดหรือไม่โดยในที่นี้นะครับ username

[03:02:43] ต้องเป็น Admin หรือผู้ดูแลระบบส่วน

[03:02:45] พาสเวิร์ดก็คือหมายเลข 1 2 3 34 นะ

[03:02:48] ครับโดยข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร username

[03:02:51] กับ Password จะเป็น String นะครับเพราะ

[03:02:53] ฉะนั้นการตรวจสอบ String เนี่ยอ่าข้อมูล

[03:02:56] ที่เป็นตัวเลขจะต้องเขียนครอบด้วยเครื่อง

[03:02:57] หมาย Double Code นะครับอ่ะผมจะตรวจสอบ

[03:03:00] เคสแรกก่อนก็คือในกรณีที่ Username ของ

[03:03:05] เรานะครับเป็น Admin นะก็คือ If username

[03:03:08] นะครับมีค่าเท่ากับ Admin เท่ากับ่ากับ 2

[03:03:11] ตัวนะครับอันนี้ก็คืออ่าเงื่อนไขแรกหรือ

[03:03:14] ว่าเงื่อนไข a ตามสไลด์นะครับอ่าตามที่ผม

[03:03:19] ยกตัวอย่างเาก็คือเงื่อนไข a อ่าจะเป็น

[03:03:23] ข้อมูลชื่อผู้ใช้นะครับต่อมาครับผมจะทำ

[03:03:28] การเชื่อม

[03:03:30] เอ่อในส่วนของตัวเงื่อนไขนะครับที่เขียน

[03:03:33] อยู่ในบล็อก EV นะครับด้วย and Operator

[03:03:36] ครับนะก็จะเป็นแตามด้วยเงื่อนไข B หรือ

[03:03:41] ว่าเงื่อนไขฝั่งขวามือครับก็คือลาดผ่านนะ

[03:03:43] ครับรอบนี้ก็จะเป็นพาสเวิร์ดครับอ่า

[03:03:46] พาสเวิร์ดมีค่าเท่ากับ 1 2 3 4 หรือ

[03:03:50] ไม่ออะไรประมาณนี้นะครับผมก็จะให้พทก่อน

[03:03:54] ก็คือสามารถรันได้ก่อนอ่ามาดูในส่วนของ

[03:03:58] ตัวโค้ดครับโค้ดของเรานะครับที่เขียนใน

[03:04:00] บรรทัดที่ 5 กับบรรทัดที่ 6 นะครับอ่า

[03:04:04] บรรทัดที่ 5 เนี่ยจะเป็นการกำหนดเงื่อนไข

[03:04:07] นะครับผมจะขอเรียกเงื่อนไขว่าเป็นเงื่อน

[03:04:10] ไขฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาแล้วกันนะครับโดย

[03:04:12] เชื่อมด้วยแน Operator เงื่อนไขฝั่งซ้าย

[03:04:15] ก็คือ username ครับเป็น Admin ฝั่งขวาก็

[03:04:18] คือ Password = ก 1 2 3 4 นะครับส่วน

[03:04:21] แอนจะเป็นตัวเชื่อมเงื่อนไข 2 ฝั่งนี้

[03:04:23] เข้าด้วยกันนะครับถ้าเราเชื่อมด้วยแอนนะ

[03:04:26] ครับเงื่อนไขจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่ออ่า

[03:04:30] ค่าที่ป้อนเข้ามานะครับฝั่งซ้ายเป็น

[03:04:32] แอดมินฝั่งขวาเป็น 1 2 3 4 ใช่มั้ย

[03:04:35] ครับถ้าเป็นจริงทั้งคู่นะครับผลลัพธ์ใน

[03:04:37] บล็อกตัวนี้นะครับก็จะกลายเป็น True ถ้า

[03:04:40] เงื่อนไขเป็นจริงให้ทำอะไรนะครับอ่าก็จะ

[03:04:42] อยู่ในบล็อกการทำงานของอีฟก็คือเขียนต่อ

[03:04:45] ท้ายเครื่องหมายโคลัตัวนี้นะครับผมก็จะ

[03:04:47] ให้ปิด

[03:04:48] บอกว่าเข้าสู่ระบบสำเร็จนะครับเข้าสู่

[03:04:54] ระบบสำเร็จนะครับโอเคอ่าประมาณนี้นะครับ

[03:05:00] แต่ถ้าป้อนข้อมูลไม่ถูกต้องเลยนะครับก็

[03:05:03] คือไม่ได้เป็นแอดมินรหัสผ่านก็ไม่ถูกนะ

[03:05:06] ครับก็จะวิ่งมาที่็อกเอเนาะเพราะว่าบอกเอ

[03:05:09] มันเป็นเงื่อนไขเป็นเท็จใช่ไมมครับผมก็จะ

[03:05:12] ปรินบอก

[03:05:14] ว่าข้อมูลไม่ถูกต้องแล้วกันนะครับข้อข้อ

[03:05:18] มูล

[03:05:20] ไม่

[03:05:23] ถูกต้องนะครับ

[03:05:25] โอเคประมาณนี้นะครับประมาณนี้อ่ะทีนี้ยัง

[03:05:30] ไงต่อครับหลังจากที่เราเขียนคำสั่งเสร็จ

[03:05:32] เรบร้อยนะครับเงื่อนไขที่เรากำหนดก็คือ

[03:05:36] username ที่ป้อนเข้ามาต้องเป็น Admin

[03:05:38] ราดผ่านหรือว่า Pin เนี่ยก็คือ 1 2 3 4

[03:05:42] นะครับถ้าป้อนถูกนะครับทั้ง 2 ตัวนี้นะ

[03:05:45] ครับก็เข้าสู่ระบบสำเร็จแต่ถ้าป้อนผิดก็

[03:05:48] บอกว่าข้อมูลไม่ถูกต้องนะครับมาลองกดรัน

[03:05:51] ดู

[03:05:53] ซิอ่ะป้อนชื่อผู้ใช้นะครับผมป้อนเป็น

[03:05:57] แอดมินเนาะราดพ่าน 12 2 3 4 นะครับก็

[03:06:00] บอกว่าเข้าสู่ระบบสำเร็จอ่าทีนี้ผมจะลอง

[03:06:03] รันอีกรอบนึงนะครับโดยจะทำการป้อนชื่อผู้

[03:06:06] ใช้ผิดครับอาจจะลองป้อนชื่อผู้ใช้ผิดเป็น

[03:06:09] กล้องแล้วกันาผ่านถูกนะครับเป็น 1 2 3

[03:06:12] 4 ก็บอกว่าข้อมูลไม่ถูกต้องนะครับหรือ

[03:06:17] ถ้าผมผมป้อนชื่อผู้ใช้ถูกครับอกรณีที่ 3

[03:06:21] นะครับก็คือเป็นแอดมินเนาะแต่ว่ารหัสผ่าน

[03:06:24] ผิดครับเป็น 7890 อ่ากด Enter ครับก็บอก

[03:06:28] ว่าข้อมูลไม่ถูกต้องเพราะฉะนั้นการที่เรา

[03:06:31] จะสามารถเข้าสู่ระบบได้นะครับชื่อผู้ใช้

[03:06:34] ต้องเป็นแอดมเท่านั้นพาสเวิร์ดต้องเป็น 1

[03:06:37] 2 3 4 เท่านั้นนะครับถ้าป้อนชื่อผิด

[03:06:41] ป้อนรหัสผ่านผิดหรือป้อนผิดทั้งคู่นะครับ

[03:06:46] ก็จะบอกว่าข้อมูลไม่ถกต้องไม่ถูกต้องนั่น

[03:06:49] เองเพราะว่าในส่วนของตัว and Operator

[03:06:52] เนี่ยเงื่อนไขฝั่งซ้ายกับฝั่งขวานะครับ

[03:06:56] ต้องเป็นจริงทั้งคู่นะครับเมื่อเชื่อมกัน

[03:06:58] แล้วจึงจะได้ผลลัพธ์เป็นจริงเนาะตามแผน

[03:07:00] ภาพหรือว่าตามตารางความจริงที่ผมได้แสดง

[03:07:03] ในสไลด์นะครับอ่าถ้าฝั่งใดฝั่งนึงเป็นเท

[03:07:08] นะครับหรือว่าเป็นเทสทั้งคู่หรือเป็น f

[03:07:10] ทั้งคู่นะครับก็จะทำงานไม่ได้นั่นเองก็จะ

[03:07:13] วิ่งมาที่บล็อกเออัตโนมัติทีนี้ผมจะ

[03:07:15] เปลี่ยนจากแครับเป็น all ครับ

[03:07:18] ก็คือหรือรือในส่วนของหรือเนี่ยเงื่อนไข

[03:07:22] ฝั่งซ้ายกับฝั่งขวาเป็นจริงผลลัพธ์ก็จะ

[03:07:25] กลายเป็นจริงหรือฝั่งใดฝั่งนึงเป็นจริงนะ

[03:07:28] ครับผลลัพธ์ก็จะเป็นจริงเหมือนเดิมนะครับ

[03:07:31] จะเป็นเท็จก็ต่อเมื่อฝั่งซ้ายกับฝั่งขวา

[03:07:34] เป็นเทปใช่ไหมมครับอ่ะผมจะลองรันให้ทุกคน

[03:07:37] ดูครับรอบนี้มาดูซิว่าถ้าเชื่อมด้วยอ

[03:07:40] เนี่ยจะได้ผลลัพธ์เป็นยังไงผมป้อนอ่า

[03:07:44] username นะครับหรือว่าชื่อผู้ใช้เนี่ย

[03:07:45] เป็นแอดมินเนาะอัผ่าน 1 2 3 4 ก็บอก

[03:07:49] ว่าเข้าสู่ระบบสำเร็จนะครับก็คือป้อนชื่อ

[03:07:51] ผู้ใช้ถูกป้อนรหัสผ่านถูกนะครับตามเงื่อน

[03:07:54] ไขที่กำหนดอ่ะทีนี้ผมจะลองรันอีกรอบนึง

[03:07:57] ครับผมจะลองเปลี่ยนชื่อผู้ใช้ใหม่นะครับ

[03:08:01] เป็นคนอื่นครับที่ไม่ใช่แอดมินอย่างเช่น

[03:08:03] เป็นกล้องครับแต่ว่ารหัสผ่านถูกนะครับ

[03:08:05] เป็น 1 2 3 4 ก็เข้าสู่ระบบสำเร็จเห็น

[03:08:09] มั้ยครับเพราะว่าเงื่อนไขฝั่งขวาเป็นจริง

[03:08:11] นะครับก็คือรหัสผ่านถูกต้องนะครับผลลัพธ์

[03:08:15] ก็เป็นจริงเหมือนเดิมอาทีนี้ถ้าผมป้อน

[03:08:18] ชื่อผู้ใช้ถูกครับแต่ว่ารหัสผ่านผิดเนาะ

[03:08:22] อ่ะเป็นแอดมินครับรหัสผ่าน 7 8 90 อ่า

[03:08:26] เขบอกว่าเข้าสู่ระบบสำเร็จเพราะว่าเงื่อน

[03:08:28] ไขฝั่งซ้ายมือนะครับเป็นแอดมินใช่มยถูก

[03:08:33] ต้องถึงแม้จะเพาะรหัสผ่านผิดก็สามารถเข้า

[03:08:35] สู่ระบบได้อยู่ดีความหมายของอก็คือถ้า

[03:08:39] ทั้ง 2 ฝั่งนะครับเป็นจริงทั้งคู่หรือ

[03:08:42] ฝั่งใดฝั่งหนึงเป็นจริงทั้งคู่นะครับไม่

[03:08:45] ว่าจะเป็นอ่าป้อนจ username ถูกต้องป้อ

[03:08:49] รหัผ่านถูกต้องก็สามารถเข้าสู่ระบบได้ก็

[03:08:51] คือเป็นทางเลือกนะครับเผื่อบางคนจำชื่อ

[03:08:55] username ได้แต่จำรหัสผ่านไม่ได้ก็

[03:08:57] สามารถเข้าสู่ระบบได้อยู่ดีหรือบางคนจำ

[03:08:59] username ก็ได้แต่ว่าจำรหัสผ่านได้ก็

[03:09:01] สามารถเข้าสู่ระบบได้นั่นเองนะฮะอันนี้ก็

[03:09:05] คือในส่วนของตัวอเนาะตัวสุดท้ายนะครับก็

[03:09:09] คือ not ครับ not Operator อ่าผมยกตัว

[03:09:12] อย่างเป็นแค่ username แล้วะกันเพราะว่า

[03:09:14] not มันไม่ใช่ตัวเชื่อมนะครับมันจะเป็น

[03:09:16] การทำให้ค่าทางตรรกศาสตร์เนี่ยเป็นค่าตรง

[03:09:20] กันข้ามนะครับอย่างเช่นตอนนี้ผมตรวจสอบ

[03:09:22] แค่ชื่อผู้ใช้นะครับถ้าเป็นแอดมินเนี่ยก็

[03:09:26] บอกว่าเข้าสู่ระบบสำเร็จใช่มั้ยครับอผมก็

[03:09:29] จะลองป้อนข้อมูลนะฮะชื่อผู้ใช้เป็นแอดมิน

[03:09:32] ครับอ่าก็บอกว่าเข้าสู่ระบบสำเร็จแต่ถ้า

[03:09:36] ป้อนเป็นชื่ออื่นนะครับอ่าอย่างเช่นเป็น

[03:09:40] กล้องก็จะบอกว่าข้อมูลไม่ถูกต้องนะครับ

[03:09:43] หรือถ้าป้อนเป็นโจโจ้บ้างนะครับชื่อผู้

[03:09:47] ใช้เป็นโจโจ้ก็บอกว่าข้อมูลไม่ถูกต้องนะ

[03:09:51] ครับทีนี้ผมจะเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ครับก็

[03:09:53] คือถ้า username นะครับที่ป้อนเข้ามา

[03:09:56] เนี่ยไม่ใช่

[03:09:57] แอดมินนะครับจะสามารถเข้าสู่ระบบได้นะ

[03:10:01] ครับแต่ถ้าป้อนแอดมินมาเนี่ยจะบอกว่าข้อ

[03:10:03] มูลไม่ถูกต้องนะครับผมก็จะเติม not ครับ

[03:10:05] ด้าน

[03:10:06] หน้า username เท่ากับได้กับ Admin นะ

[03:10:09] ครับความหมายก็คือถ้า Username ของเรานะ

[03:10:12] ครับไม่ใช่แอดมินหรือไม่ได้เป็นแอดมินจะ

[03:10:15] สามารถเข้าสู่ระบบได้นั่นเองนะนะครับก็

[03:10:17] คือทำเงื่อนไขให้เป็นค่าตรงกันข้ามอ่ะผม

[03:10:20] จะลองกดรันดู

[03:10:22] ครับกดรันดูเนาะโอเคชื่อผู้ใช้นะครับถ้า

[03:10:27] ผมป้อนเป็นแอดมินครับแอดมก็จะบอกว่าข้อ

[03:10:31] มูลไม่ถูกต้องเห็นมั้ยครับเพราะว่าเรา

[03:10:33] เปลี่ยนเงื่อนไขใหม่นะครับก็คือถ้า

[03:10:37] ต้องการเกจะเข้าสู่ระบบเนี่ยจะต้องป้อน

[03:10:39] ชื่ออื่นนะครับที่ไม่ใช่แอดมครับนะผมจะ

[03:10:43] ลองรันใหม่ใส่เป็นกล้องไปครับก็บอกว่า

[03:10:45] เข้าสู่ระบบสำเร็จ

[03:10:48] นะฮะหรืออ่าอ่ะอันนี้ผมกดรันเดี๋ยวผมขอค

[03:10:53] Terminal ไปก่อนแล้วก็รัน

[03:10:55] ใหม่หรือผมป้อนเป็นโจโจ้ครับอ่าโจโจ้ก็

[03:11:00] สามารถเข้าสู่ระบบได้เพราะว่าเงื่อนไขที่

[03:11:02] เรากำหนดก็คือ username ต้องไม่ใช่ Admin

[03:11:05] นะครับเราเติมนตข้างหน้าก่อนหน้านี้เรา

[03:11:08] ใส่เป็น username เท่ากับ Admin ใช่มั้ย

[03:11:09] ทีนี้เปี่ใหม่เป็นไม่ใช่ Admin

[03:11:11] แล้วโอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการ

[03:11:15] ใช้ตัวดำเนินการทางต

[03:11:17] นะครับในภาษา python ในส่วนของ and or

[03:11:20] not นะฮะก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้าง

[03:11:23] ต้น

[03:11:33] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[03:11:36] ข้อนี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการเขียน

[03:11:39] โปรแกรมตัด Gate อย่างง่ายกันนะครับซึ่ง

[03:11:42] จะเป็นเรื่องของการประยุกต์ใช้งานตัว

[03:11:45] ดำเนินการทางตรรกศาสตร์นะครับนะครับหรือ

[03:11:47] ว่า logical Operator เนาะโดยโปรแกรมตัด

[03:11:50] เดของเรานะครับจะทำการคำนวณ Gate จาก

[03:11:52] คะแดนสอบของนักเรียนนะครับโดยมีคะแนนเต็ม

[03:11:55] ก็คือ 100 คะแนนนะครับซึ่งจะมีเกณฑ์วัดผล

[03:11:59] ดังนี้นะครับก็คือคะแนนอยู่ในช่วง 80 ถึง

[03:12:03] 100 เนี่ยจะได้เกด A คะแนนในช่วง

[03:12:07] 70-79 ได้เกด B คะแนนในช่วง0ถ 69 ได้เกด

[03:12:12] f นะครับแต่ถ้าป้อนค่าอื่นนะครับจะได้

[03:12:14] เกด n บ invalid นะนะครับก็คืออ่าข้อมูล

[03:12:19] ที่ป้อนเข้ามาไม่ถูกต้องนะครับหรือว่าไม่

[03:12:20] สามารถออกเดได้นั่นเองก็เลยขึ้นเป็นเด n

[03:12:23] เอาไว้ก่อนนะฮะอ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการ

[03:12:26] เขียนโปรแกรมตัด Gate กันนะครับว่ามีขั้น

[03:12:29] ตอนการเขียนอย่างไรบ้างนะครับตามช่วง

[03:12:31] คะแนนที่กำหนดเนาะกลับมาที่ vs Code นะ

[03:12:35] ครับในส่วนของการเขียนโปรแกรมตัด Gate

[03:12:37] ตามช่วงคะแนนที่กำหนดนะครับ input ที่จะ

[03:12:40] รับเข้ามานะครับจะเป็นอ่าคะแนนสอบของนัก

[03:12:43] เรียนของเรานะครับซึ่งผมจะกำหนดให้เป็น

[03:12:47] ตัวเลขจำนวนเต็มะกันนะครับจะได้ตรวจสอบ

[03:12:50] ได้ง่ายเนาะอ่าผมจะทำการสร้างตัวแปรที่

[03:12:52] ชื่อว่า score ขึ้นมาครับสำหรับเก็บอ่า

[03:12:56] ข้อมูลหรือว่า input นะครับที่เป็นคะแนน

[03:12:59] สอบของนักเรียนนะครับนะก็จะกำหนดเป็น

[03:13:02] input ด้านในก็จะเป็นข้อความนะครับที่จะ

[03:13:05] ถูกแสดงผลตอนที่ทำการรับข้อมูลนะครับก็

[03:13:08] บอกว่าป้อนคะแนนสอบอ่าป้อนคะแนนสอบของคุณ

[03:13:14] นะครับแล้วก็เครื่องหมายโคลอนแบบนี้ทีนี้

[03:13:17] คะแนนที่ส่งเข้ามานะครับจะต้องแปลงให้

[03:13:20] อยู่ในรูปแบบของตัวเลขจำนวนเต็มนะครับก็

[03:13:24] จะเอาคำสั่ง in นะครับมาเขียนครอบคำสั่ง

[03:13:28] input นะครับอตัวแปรสกอรของเราก็จะมี

[03:13:31] ชนิดข้อมูลเป็น in แล้วทีนี้ยังไงต่อนะ

[03:13:34] ครับเราก็จะมากำหนดเงื่อนไขสำหรับออก

[03:13:38] เกียตให้กับนักเรียนของเรานะครับก่อนที่

[03:13:41] จะออกเกียรติเดี๋ยวผมขอแสดงข้อมูลก่อนว่า

[03:13:44] คะแนนที่ส่งเขมานะครับมีคะแนนเท่าไร่นะ

[03:13:47] ครับอ่ะคะแนนของคุณเนาะคะแนนของคุณคือแล

[03:13:52] ก็ข้อมูลที่เจ็บอยู่ในตัวแปรสกอรนะครับ

[03:13:56] จากนั้นนะครับผมก็จะทำการสร้างตัวแปรเกด

[03:13:58] ขึ้นมาครับอ่ามีค่าเริ่มต้นเป็น non ก็

[03:14:01] คือเป็นค่าว่างนะครับยังไม่ได้มีการกำหนด

[03:14:04] เกดในตอนเริ่มต้นนะครับจะกำหนดข้อตอเมื่อ

[03:14:09] มีการกำหนดช่วงคะแนนออกมานะครับว่าถ้า

[03:14:13] คะแนนในช่วงนี้จะได้เกดอะไรนะครับอย่าง

[03:14:15] เช่นคะแนนตั้งแต่ 80 ถ 100 คะแนนเนี่ยก็

[03:14:19] จะได้เกด a นะครับ 70-79 ได้เกด B นู่น

[03:14:23] นี่นั่นนะครับก็จะมากับหนุนเงื่อนไขเลยนะ

[03:14:25] ครับเป็นช่วงคะแนนเนาะก็จะเป็นอีฟนะครับ

[03:14:28] ถ้าสกอร์ที่ส่งเข้ามานะครับมีค่ามากกว่า

[03:14:32] หรือเท่ากับ 80 ก็คือตั้งแต่ 80 คะแนน

[03:14:35] ขึ้นไปนะครับไปจนถึงก็คือแอนครับแอนสกอ

[03:14:39] น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 นะครับก็คือ

[03:14:43] คะแนนอยู่ในช่วง 80-100 ครับครับ 80-100

[03:14:48] ให้ตามอะไรอ่าผมก็จะกำหนดให้ตัวแปร Gate

[03:14:52] นะครับเป็นเด a นั่น

[03:14:54] เองอ่าอันนี้ก็คือการกำหนดช่วงคะแนนอ่า

[03:14:58] สำหรับคนที่จะได้เกด a เนาะก็คือ 80 -

[03:15:02] 100 นะครับต่อมาครับถ้าคะแนนสอบของเรานะ

[03:15:06] ครับอยู่ในช่วง

[03:15:09] 70-79 นะฮะก็คือเอ EV ใช่มยสกอนะครับมาก

[03:15:15] กว่าหรือเท่ากับ 70 ครับก็คือคือตั้งแต่

[03:15:17] 70 ขึ้นไปนะครับไปจนถึงสกอน้อยกว่าหรือ

[03:15:23] เท่ากับ 79 คะแนนนะครับนะอนี้ก็จะ

[03:15:28] เป็นอ่า 70 ถึง 79 นะฮะเราก็จะทำการออก

[03:15:36] Gate นะครับนี่ต้อง indent นะกด Tab นะ

[03:15:39] ครับออก Gate Gate มีค่าเท่ากับ B

[03:15:42] ครับอ่านี้ก็

[03:15:45] คือเงื่อนไขนะครับกรณีที่นักเรียนของเรา

[03:15:50] เนี่ยนะครับจะได้เกต B นะต้องมีคะแนนใน

[03:15:53] ช่วง

[03:15:55] 70-79 นะครับออกเดแค่นี้พอนะครับที่

[03:15:59] เหลือครับที่เหลืออย่างเช่นเดอ่า f เนี่ย

[03:16:04] ก็คือคะแนน 0 -69 ครับอตัดเกียรตแบบทำ

[03:16:09] ร้ายนักเรียนมากเลยนะฮะอ่าสกอของเรานะ

[03:16:12] ครับมากกว่าหรือเท่ากับ 0 ก็คือตั้งแต่ 0

[03:16:15] คะแนนขึ้นไปใช่มั้ยครับไปจนถึงสกอร์น้อย

[03:16:19] กว่าหรือสกับ 69 คะแนนครับก็จะได้เด f

[03:16:22] นั่นเองกินปลาอร่อยนะฮะแประมาณนี้นะครับ

[03:16:28] อันนี้ผมก็จะเขียนช่วงคะแนนเนาะก็คือ 0

[03:16:31] ถึง 69 คะแนนนะครับแลถ้าไม่ตรงกับเงื่อน

[03:16:35] ไขใดเลยนะครับไม่ตรงกับเด a b แล้วก็ f

[03:16:38] นะฮะก็คือคะแนนไม่ได้อยู่ในช่วง 0 ถึง 100

[03:16:41] นะฮะก็จะเป็นเอครับเพราะว่าคะแนนเต็มเต็ม

[03:16:46] 100 ใช่มยนะครับถ้ามีการป้อนเกินนะครับ

[03:16:48] อย่างเช่นเป็น 101 102 นะครับคะแนนเป็น

[03:16:51] 1000 หรือว่าคะแนนติดลบอก็จะออกเกียดนะ

[03:16:55] ครับเป็น Gate n ครับแบว่า invalid เนาะ

[03:16:59] invalid นะครับอ่าก็คือข้อมูลไม่ถูกต้อง

[03:17:04] นั่นเองหรือบางคนอาจจะแจ้งเป็น Error

[03:17:07] Message ก็ได้นะครับแจ้งข้อผิดพลาดไปว่า

[03:17:09] ไม่สามารถอเกตได้เพราะว่าคะแนนมันได้อยู่

[03:17:11] ในช่วงที่กำหนดนะครับป้อนคะแนนสอบติดลบมา

[03:17:14] อะไรประมาณนี้นะครับอ่านี้ก็คือเดี๋ยวผม

[03:17:18] จะคอมเมนไว้ก่อนอันนี้เป็น input นะครับ

[03:17:21] ส่วนอันนี้เป็น process

[03:17:23] เนาะอ่าตัวสุดท้ายก็จะเป็น output นะครับ

[03:17:27] ผล

[03:17:28] ลัพธ์ output โดย output ก็คือ Gate ใช่

[03:17:32] ไหมครับสิ่งที่ต้องการเพราะฉะนั้นผมก็จะ

[03:17:34] ทำการปริ้นนะครับ Gate ของคุณนะครับคือ

[03:17:39] Gate อะไรล่ะก็อยู่ที่ตัวแปร Gate ครับ

[03:17:45] โอเคตัวในส่วนของตัว process นะครับเรานำ

[03:17:48] เอาส่วนของแ Operator นะครับมาเชื่อม

[03:17:51] เงื่อนไขฝั่งซ้ายกับฝั่งขวานะครับฝั่ง

[03:17:55] ซ้ายก็จะเป็นช่วงเริ่มต้นใช่มั้ยครับของ

[03:17:57] คะแนนเนาะว่าเริ่มต้นที่คะแนนที่เท่าไหร่

[03:18:00] นะครับส่วนด้านขวามือเนี่ยจะเป็น

[03:18:03] อ่าส่วนท้ายนะครับหรือว่าคะแนนในช่วงท้าย

[03:18:07] ๆนะครับหรือว่าจุดสิ้นสุดของคะแนนนะครับ

[03:18:11] ก่อนที่จะออกเกียรตอ่าฝั่งซ้ายมือเป็นจุด

[03:18:14] เริ่มต้นนะครับก็คือเริ่มต้นที่ 80 จบที่

[03:18:16] 100 นะครับนี้ก็คือเกด a เนาะเริ่มต้น

[03:18:19] ที่ 70 นะครับจบที่ 79 ก็เป็น b นะครับ

[03:18:22] เริ่มต้นที่ 0 จบที่ 69 ก็เป็นเกด f แต่

[03:18:25] ถ้าไม่ตรงกับเงื่อนไขได้เลยนะครับก็คือใน

[03:18:27] ส่วนของเอนะฮะอ่ะลองกดรันดูซิผมจะทำการ

[03:18:34] ป้อนคะแนนนะครับอ่าคะแนนสอบของคุณอย่าง

[03:18:36] เช่นผมได้ 99 คะแนนครับอก็บอกว่าคะแนนของ

[03:18:39] คุณคือ 99 นะครับเกดของคุณคือ a อ่าแต่

[03:18:44] ถ้าผมป้อนนะครับเป็น

[03:18:47] เท่าไหร่ดี 79 คะแนนนะครับก็คือเด B อ่ะ

[03:18:51] อยู่ในช่วงนี้นะครับอยู่ในช่วงเกด B เนาะ

[03:18:54] แต่ถ้าเป็นเด f ล่ะเด f นะครับออย่างเช่น

[03:18:57] ผมสอบ

[03:18:58] ได้ 69 คะแนนนะครับอ่าเกือบเกือบผ่านและ

[03:19:03] เอาเด f ไปนะครับหรือถ้าได้คะแนนนะครับมา

[03:19:07] 45

[03:19:09] คะแนน 45 คะแนนมันก็เป็นเด f ใช่มั้ยครับ

[03:19:13] โอเคตอนนี้เราออกเด a เกด B เกดได้แล้วนะ

[03:19:17] ครับทีนี้ถ้าผมป้อนคะแนนครับที่ไม่ได้

[03:19:19] อยู่ในช่วง 0 - 100 100 นะครับอ่า

[03:19:22] อย่างเช่นเป็น 101 อคะแนนสอบได้ 101 นะก็

[03:19:25] จะบอกว่าเดของคุณคือ N นะครับ invalid อ

[03:19:28] ไม่ถูกต้องใช่มั้ยครับหรือผมสอบได้ 1,000

[03:19:32] คแนนนะฮะคะแนนสอบเต็มร้อยแต่ได้ 1,000 นะ

[03:19:36] ฮะนะก็บอกว่า n เป็น invalid นะ

[03:19:39] ฮะอ่าหรือถ้าป้อนคะแนนสอบติดลบนะครับอมี

[03:19:44] คนสอบได้คะแนนติดลบด้วย -1 นะก็บอกว่าเด

[03:19:47] ของคุณคือ n

[03:19:49] invalid โอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัว

[03:19:52] อย่างการเขียนโปรแกรมตัด Gate อย่างง่าย

[03:19:55] นะครับด้วยภาษา python ในการประยุกต์ใช้

[03:19:57] อ่าตัวดำเนินการทางตรรกศาสตร์นะครับเรา

[03:20:01] ใช้แค่ตัวเดียวก็คือส่วนของแ Operator นะ

[03:20:05] ครับในการเชื่อมอ่าการทำงานนะครับฝั่ง

[03:20:08] ซ้ายฝั่งขวาที่อยู่ในตัว If statement

[03:20:11] เนาะอก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลย

[03:20:23] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[03:20:26] นี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับ NED EV

[03:20:29] กันนะครับหรือว่าการเขียนเงื่อนไขซ้อนกัน

[03:20:33] นั่นเองนะครับโดยการเขียนเงื่อนไขซ้อนกัน

[03:20:36] นะครับจะแบ่งออกเป็นเงื่อนไขหลักกับ

[03:20:38] เงื่อนไขย่อยนะครับโดยเงื่อนไขหลักเนี่ย

[03:20:42] จะอยู่ด้านบนหรือว่าครอบเงื่อนไขย่อยอีก

[03:20:45] ทีนึงนะครับออย่างเช่นจากภาพเนี่ยผมมีอีฟ

[03:20:50] 2 บล็อกใช่ไหมมครับโดยบล็อกแรกนะครับเรา

[03:20:54] จะเรียกว่าเงื่อนไขหลักหรือว่าอีฟนอกเนาะ

[03:20:57] อ่าเป็นเงื่อนไขหลักนะครับส่วนอีฟที่ซ้อน

[03:21:00] อยู่ด้านในเงื่อนไขหลักนะครับเราจะเรียก

[03:21:02] ว่าเป็นเงื่อนไขย่อยนะครับโดยเงื่อนไข

[03:21:05] ย่อยก็จะมีอยู่หลายเงื่อนไขนะครับผมก็เลย

[03:21:08] กำหนดเป็นเงื่อนไขย่อยที่ N นะครับเพราะ

[03:21:10] ว่าไม่รู้ลำดับเเป็นเงื่อนไขที่ 1 2 3

[03:21:12] 4 นะครับไปจนถึงลำดับที่ N นะฮะโดย

[03:21:15] เงื่อนไขย่อยก็จะมีคำสั่งนะครับเมื่อ

[03:21:17] เงื่อนไขยอดที่เอ็นเป็นจริงนะฮะอ่าเจะมี

[03:21:20] การกำหนดการทำงานเนาะทีนี้ในส่วนของตัว

[03:21:23] NED EV หรือว่าการเขียนเงื่อนไขซ้อนกัน

[03:21:26] เนี่ยมันมีประโยชน์ยังไงนะครับมันมี

[03:21:28] ประโยชน์ในเรื่องของการกำหนดลำดับการทำ

[03:21:31] งานของโปรแกรมของเรานะครับอผมจะยกตัว

[03:21:33] อย่างอย่างเช่นอ่าเป็นบริการธนาคารและกัน

[03:21:37] นะครับโดยบริการธนาคารเนี่ยนะครับจะให้ทำ

[03:21:41] การป้อนข้อมูลนะครับสำหรับเข้าสู่ระบบ

[03:21:43] เนาะก็คือผู้ใช้บริการเนี่ยต้องล็อกอิน

[03:21:45] เข้าสู่ระบบครับ

[03:21:47] โดยป้อนข้อมูลผู้ใช้ดังนี้นะครับก็คือ

[03:21:49] username เป็นเมอเป็นสมาชิกใช่มยแล้วก็

[03:21:52] พาสเวิร์ดก็คือ 1 2 3 4 นะครับในกรณี

[03:21:56] ที่ข้อมูลผู้ใช้นะครับที่ทำการป้อนเนี่ย

[03:21:59] ถูกต้องจะสามารถใช้บริการธนาคารได้อย่าง

[03:22:02] เช่นบริการถอนเงินบริการฝากเงินนะครับ

[03:22:06] ซึ่งถ้าต้องการถอนเงินเนี่ยก็ป้อนหมายเลข

[03:22:08] 1 นะครับถ้าต้องการฝากเงินก็ป้อนหมายเลข

[03:22:10] 2 แต่ถ้าป้อนหมายเลขอื่นๆนะครับระบบก็จะ

[03:22:12] แจ้งกลับมาว่าหมายเลขบริการไม่ถูกต้อง

[03:22:15] นั่นเองนะครับนะครับเพราะฉะนั้นการที่เรา

[03:22:17] จะใช้บริการธนาคารได้เนี่ยอ่าจะต้องมี

[03:22:20] เงื่อนไขที่ต้องตรวจสอบก็คือ username

[03:22:23] กับ Password ถูกต้องนะครับถ้าป้อนไม่ถูก

[03:22:26] คุณก็จะไม่สามารถไปถอนเงินไปฝากเงินได้นะ

[03:22:29] ครับกรณีที่ป้อนข้อมูลผู้ใช้ไม่ถูกต้อง

[03:22:31] เนี่ยระบบก็จะแจ้งบอกว่าเ่อไม่พบบัญชีนะ

[03:22:34] ครับเพราะว่าคุณป้อนข้อมูลผิดใช่มั้ยฮะ

[03:22:37] อ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการเขียนโปรแกรมอ่า

[03:22:41] บริการธนาคารกันนะครับซึ่งจะเป็นการ

[03:22:44] ประยุกต์ใช้ตัว NED EV หรือว่าการเขียน

[03:22:47] เงื่อนไขซ้อนกันนั่นเองอ่ามีขั้นตอนอย่าง

[03:22:50] อะไรบ้างเดี๋ยวเรามาเริ่มต้นกันเลยกลับมา

[03:22:52] ที่ vs Code นะครับในส่วนของการใช้ตัว

[03:22:55] NED EV นะครับในเรื่องของการเขียน

[03:22:58] โปรแกรมใช้บริการธนาคารนะครับสิ่งที่จะ

[03:23:01] ต้องรับเข้ามานะครับหรือว่า input ที่จะ

[03:23:03] ถูกส่งเข้ามาในโปรแกรมเนี่ยจะมี 2 ตัวก็

[03:23:05] คือตัวแรกจะเป็นชื่อผู้ใช้หรือว่า

[03:23:08] username นะครับตัวที่ 2 ก็คือรหัสผ่าน

[03:23:10] หรือว่า password นั่นเองนะฮะอ่าก็จะมา

[03:23:13] รับ input ก่อนเนาะก็คือ username นะครับ

[03:23:15] มีค่ากับ input อันนี้ก็จะบอกว่าป้อนชื่อ

[03:23:20] ผู้ใช้นะครับอป้อนชื่อผู้

[03:23:25] ใช้ต่อมาก็จะเป็นพาสเวิร์ดครับอ่าเสร้าง

[03:23:28] ตัวแปรพาสเวิร์ดขึ้นมามีค่าเท่ากับ input

[03:23:32] อันนี้เบอกว่าป้อนรหัสผ่านเนาะอ่าป้อน

[03:23:34] รหัส

[03:23:36] ผ่านนะครับโอเคทีนี้ยังไงต่อนะครับตอนนี้

[03:23:41] เราสามารถรับข้อมูล username กับ Password

[03:23:44] ได้แล้วสิ่งที่ต้องทำนะครับครับก็คือทำ

[03:23:46] การตรวจสอบว่า username กับ Password

[03:23:48] เนี่ยตรงตามที่ธนาคารกำหนดหรือเปล่านะ

[03:23:52] ครับก็คือ username ต้องเป็น me นะครับ

[03:23:54] แล้วก็รหัสผ่านต้องเป็น 1 2 3 4 อ่า

[03:23:57] เราก็จะมากำหนดเงื่อนไขนะครับก็คือ If

[03:24:00] username นะครับมีค่าเท่ากับ me ก็คือ

[03:24:04] สมาชิกใช่ไหมมครับแล้วก็เชื่อมด้วยแอน

[03:24:06] ครับเพราะว่าเราจะทำการตรวจสอบทั้ง

[03:24:08] username แล้วก็ Password นะครับตรงกัน

[03:24:10] ทั้งเงื่อนไขฝั่งซ้ายและก็ฝั่งขวานะครับ

[03:24:14] ถ้ามีอ่า 34 เงื่อนไครก็สามารถเชื่อมด้วย

[03:24:17] แหรือ All นะครับหรือว่า not ได้นะครับ

[03:24:19] อันนี้ผมยกตัวอย่างแค่ 2 ฝั่งเนาะจริงๆ

[03:24:22] เราสามารถเพิ่มเป็นเงื่อนไที่ 3 เงื่อน

[03:24:24] ที่ 4 นะครับในอีฟก็ได้แต่ทุกคนจะงงนะถ้า

[03:24:28] เงื่อนไขมันเยอะเอาเป็นว่าผมมีเงื่อนไข

[03:24:30] แค่ 2 ส่วนก็คือตรวจสอบ username กับ

[03:24:34] Password นะครับอ่าพาสเวิร์ดมีค่าเท่า

[03:24:37] กับ 1 2 3 4 หรือเปล่านะฮะสาเหตุที่

[03:24:41] ต้องเอาเครื่องหมาย Double ดมาครอบ 1 2

[03:24:43] 3 4 เพราะว่าตัวพาสเวิร์ดมันเป็น String

[03:24:46] มยครับถ้าต้องการอยากจะเอามาตรวจสอบแล้ว

[03:24:50] ก็คำนวณทางคณิตศาสตร์ได้ก็ต้องแปลงให้

[03:24:52] อยู่ในรูปแบบของตัวเลขนะฮะอันนี้เป็น

[03:24:54] String ก็เลยครอบด้วยเืองหมาย dou โดนะ

[03:24:57] ครับโอเคถ้าหากว่าป username นะครับกับ

[03:25:00] พาสเวิร์ดถูกต้องให้ทำอะไรผมก็จะบอกว่า

[03:25:04] อ่าเข้าสู่ระบบสำเร็จเนาะเข้าสู่ระบบ

[03:25:10] สำเร็จนะครับโอเคแต่ถ้าเป็นเอน่ะเป็นเอนะ

[03:25:15] ครับอันนี้ต้องเว้นวักให้ถูกนะครับอเอถ้า

[03:25:20] เป็นเอนะครับก็คือป้อนข้อมูลไม่ถูก

[03:25:24] ธานาคารก็จะแจ้งว่าไม่พบบัญชีเนาะไม่พบ

[03:25:28] บัญชีผู้

[03:25:30] ใช้นะครับโอเคอันนี้ก็คือเงื่อนไขหลักนะ

[03:25:35] ครับจะต้องป้อนชื่อผู้ใช้กับรหัสผ่านนะ

[03:25:38] ครับตรงตามที่ธนาคารกำหนดนะครับก็คือ me

[03:25:42] 1 2 3 4 นะครับอผมจะลองกดรันดูเนาะ

[03:25:47] โอเคชื่อผู้ใช้นะครับเป็นเมครับเป็น

[03:25:50] สมาชิกนะฮะลาดผ่าน 1 2 3 4 นะครับก็

[03:25:54] บอกว่าเข้าสู่ระบบสำเร็จนะครับอ่าแล้วถ้า

[03:25:57] ป้อนผิดล่ะป้อนผิดก็บอกว่าไม่พบบัญชีผู้

[03:26:02] ใช้เนาอย่างเช่นผมปบเป็นแอดมินอะไรพวกนี้

[03:26:05] 1 2 3 4 เบอกว่าไม่พบบัญชีผู้

[03:26:08] ใช้นะครับอ่ะทีนี้ยังไงต่อนะครับในกรณี

[03:26:13] ที่เข้าสู่ระบบสำเร็จครับแล้วก็จะสามารถ

[03:26:17] ใช้บริการธนาคารได้นะครับอย่างเช่นบริการ

[03:26:20] ถอนเงินบริการฝากเงินนะครับดูยอดเงินคง

[03:26:24] เหลือนู่นนี่นั่นนะครับซึ่งหลังจากที่

[03:26:26] เข้าสู่ระบบสำเร็จเนี่ยอ่าตัวระบบก็จะให้

[03:26:31] ผู้ใช้เนี่ยป้อนหมายเลขบริการครับอย่าง

[03:26:34] เช่นถ้าป้อนเป็นหมายเลข 1 ก็คือถอนเงิน

[03:26:37] ป้อนหมายเลข 2 เป็นปากเงินนะครับมันเป็น

[03:26:39] การปากเงินถอนเงินเนาะผมก็จะมาเขียน

[03:26:43] เงื่อนไขนะครับซ้อนอยู่ด้านในใน If

[03:26:47] username ครับโดย If username พวรตัว

[03:26:50] นี้นะครับเราจะเรียกว่าเป็นอนอกนะครับ

[03:26:53] หรือว่าอหลักหรือว่าเงื่อนไขหลักส่วนด้าน

[03:26:56] ในนะครับก็จะเป็นการตรวจสอบหมายเลขบริการ

[03:26:59] ครับอ่าตรวจสอบหมายเลขบริการซึ่งการตรวจ

[03:27:02] สอบหมายเลขบริการเนี่ยจะสามารถตรวจสอบได้

[03:27:05] ก็ต่อเมื่อเข้าสู่ระบบสำเร็จเท่านั้นนะ

[03:27:08] ครับก็คืออีฟหลักถูกทำงานเท่านั้นนะครับ

[03:27:10] ถึงจะเข้ามาทำงานที่อีฟย่อยนะครับหรือว่า

[03:27:13] อีฟองเนาะโดยอีลองตัวนี้นะครับจะทำการ

[03:27:15] ตรวจสอบต่อบหมายเลขบริการนะครับที่อ่าผู้

[03:27:19] ใช้ต้องการเจะใช้บริการนะครับผมจะทำการ

[03:27:22] สร้างตัวแปรที่ชื่อว่า service ขึ้นมา

[03:27:24] เนาะเมีค่าเท่ากับ input ครับก็คือให้

[03:27:27] ป้อนหมายเลขบริการครับอ่าป้อนหมาย

[03:27:31] เลขบริการนะครับซึ่งจะมีอยู่ 2 หมายเลขนะ

[03:27:34] ครับอ่า 1-2 เนกำหนดช่วงเอาไว้

[03:27:37] ด้วยจากนั้นนะครับผมก็จะทำการตรวจสอบอ่า

[03:27:41] ข้อมูลนะครับที่อยู่ในตัวแปรเซอร์สครับ

[03:27:43] อ่ะแต่ก่อนที่จะตรวจสอบเดี๋ยวผมจะรันให้

[03:27:45] ทุกคนดูก่อนนะ

[03:27:48] ฮะให้ทำการป้อนชื่อผู้ใช้นะครับมาเป็น me

[03:27:53] นะครับราผ่าน 1 2 3 4 นะครับก็บอกว่า

[03:27:56] เข้าสู่ระบบสำเร็จครับแล้วก็รอรับหมายเลข

[03:27:58] บริการครับอ่าป้อนหมายเลขบริการ 1 หรือ

[03:28:01] ว่า 2 ใช่มั้ยอ่าผมป้อนหมายเลข 1 ไปปั๊บ

[03:28:04] ถ้าป้อนหมายเลข 1 ให้ทำอะไรนะครับแล้วก็

[03:28:06] จะมากำหนดกระบวนการทำงานนะครับทีนี้ทุกคน

[03:28:10] สังเกตว่าการที่ข้อความนะครับป้อนหมายเลข

[03:28:13] บริการนะครับจะสามารถใช้ใช้งานได้นั้นนะ

[03:28:16] ครับจะต้องเข้าสู่ระบบสำเร็จนั่นแสดงว่า

[03:28:19] ตัวอีฟหลักนะครับจะต้องทำงานนะครับจึงจะ

[03:28:24] เข้ามาที่อ่าตัวแปรเซอร์สตัวนี้ได้นะครับ

[03:28:27] แต่ถ้าผมป้อนข้อมูลไม่ถูกตัวแปรเซอร์สก็

[03:28:29] จะไม่ถูกอ่ารอรับข้อมูลหมายเลขนะฮะอย่าง

[03:28:34] เช่นผมใส่เป็นแอดมินเนาะอผ่าน 1 2 3 4

[03:28:37] นะครับก็บอกว่าไม่พบบัญชีผู้ใช้ก็คือวิ่ง

[03:28:40] มาที่เอตัวนี้เลยนะครับเพราะฉะนั้นสิ่ง

[03:28:42] ที่เราต้องทำต่อครับก็คือตรวจสอบว่าเอ๊ะ

[03:28:44] ข้อมูลในตัวแปลเซอร์สตัวนี้นี้นะครับมัน

[03:28:47] เก็บข้อมูลอะไรเอาไว้นั่นก็คือข้อมูลหมาย

[03:28:50] เลขบริการใช่มั้ครับผมก็ทำการตรวจสอบเลย

[03:28:53] ก็คืออ service นะครับถ้าเป็นหมายเลข 1

[03:28:56] ให้ทำอะไรถ้าเป็นหมายเลข 1 นะครับผมก็จะ

[03:29:00] บอกว่าอ่าเป็นการถอนเงินเนาะอ่าถอนเงิน

[03:29:06] แต่ถ้าเป็นหมายเลข 2 นะครับอ่า

[03:29:08] เอ service นะครับเป็น 2 อันนี้จะเป็นการ

[03:29:14] ฝากเงิน

[03:29:17] นะครับแล้วถ้าป้อนตัวเลขนะครับนอกเหนือ

[03:29:20] จาก 1 กับ 2 หรือว่าป้อนค่าอื่นมาครับก็

[03:29:22] จะเป็น L ครับอันนี้ก็จะบอกว่าหมายเลขไม่

[03:29:26] ถูกต้องนะครับหมาย

[03:29:28] เลขบริการไม่ถูกต้องนะฮะโอเคเราจะเรียก

[03:29:35] ส่วนของอีฟเออีเอตัวนี้นะครับว่าเป็นอีฟ

[03:29:39] ย่อยครับอีบย่อยหรือว่าเงื่อนไขย่อย

[03:29:44] เงื่อนไขย่อยจะสามารถทำงานงานได้ก็ต่อ

[03:29:46] เมื่อเงื่อนไขหลักถูกทำงานนะครับนก็คือมี

[03:29:51] การป้อน username Password ถูกก็จะ

[03:29:53] สามารถใช้บริการธนาคารได้นะครับไม่ว่าจะ

[03:29:55] เป็นการถอนเงินการฝากเงินนู่นนี่นั่นอ่ะ

[03:29:58] มาดูซิว่าจะสามารถทำงานได้หรือเปล่านะ

[03:30:01] ครับอันนี้ก่อนรันให้ทุกคนเซฟไฟล์เรียบ

[03:30:05] ร้อยนะครับมาที่ไฟล์แล้วก็เซฟแล้วกด ctrl

[03:30:07] S นะครับอ่ากดรัน

[03:30:10] เนาะผมจะยกตัวอย่างอ่ะป้อนข้อมูลผิดก่อน

[03:30:14] นะครับแอดม

[03:30:16] 7890 นะครับอไม่พบบัญชีผู้ใช้แสดงว่าเรา

[03:30:19] ไม่สามารถใช้บริการธนาคารได้ใช่ไหมมครับ

[03:30:22] ทีนี้ถ้าผมป้อนข้อมูลถูกครับป้อนข้อมูล

[03:30:26] ถูกเป็น

[03:30:28] เมราดผ่าน 1 2

[03:30:32] 34 เมื่อป้อนข้อมูลถูกนะครับเราก็จะ

[03:30:36] สามารถใช้บริการธนาคารได้นะครับระบบก็จะ

[03:30:40] แจ้งว่าเข้าสู่ระบบสำเร็จแลก็บอกว่าป้อน

[03:30:43] หมายเลขบริการก็คือ 1 กับ 2 อ่ะถ้าผมป้อน

[03:30:46] เป็น 1 ครับก็บอกว่าถอนเงินแล้วก็จบการทำ

[03:30:49] งาน

[03:30:51] อ่าตอนนี้ผมสามารถถอนเงินได้แล้วนะครับ

[03:30:55] จากนั้นผมก็ล็อกอินใหม่ครับเเหมือน

[03:30:59] เดิม 1 2 3 4 นะครับผมจะเลือกหมายเลข

[03:31:02] บริการ 2 ครับก็เป็นการฝาก

[03:31:04] เงินนะครับเพราะฉะนั้นการที่เราจะใช้

[03:31:07] บริการได้นะครับจะต้องเข้าสู่ระบบสำเร็จ

[03:31:10] แน่นอนครับว่าเงื่อนไขหลักต้องทำงานก่อน

[03:31:14] โอเคนะครับอ่ะแล้วถ้าเป็น

[03:31:16] เลขอื่นล่ะที่ไม่ใช่ 1 กับ 2 ครับทีนี้

[03:31:19] เราจะได้บริการอะไรอ่า me 1 2 3 4 นะ

[03:31:25] ครับผมป้อนหมายเลขบริการนะครับเป็นเลข 5

[03:31:29] ซึ่งมันไม่มีใช่ไหมมครับก็จะบอกว่าหมาย

[03:31:31] เลขบริการไม่ถูกต้องก็คือในบล็อกเอตัวนี้

[03:31:35] นั่นเองนะครับของตัวแปรเซอร์สเนาะทำการ

[03:31:39] ตรวจสอบค่าในตัวแป serv ถ้าเป็นค่าอื่น

[03:31:42] นอกเหนือจาก 1 กับ 2 นะครับเขบอกว่าหมาย

[03:31:44] เลขหมายเลขบริการไม่ถูกต้อง

[03:31:47] โอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่าง NED EV

[03:31:51] นะครับหรือว่าการเขียนเงื่อนไขซ้อนกันก็

[03:31:53] จะได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้น

[03:32:05] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[03:32:08] ข้อนี้นะครับก็จะมาลุยการใช้คำสั่งเงื่อน

[03:32:11] ไขตัวที่ 2 กันนะครับนั่นก็คือ Match

[03:32:14] statement นั่นเองนะครับ

[03:32:16] โดย Match statement นะครับหรือใน

[03:32:19] Document หรือตำราบางเล่มจะเขียนว่าเป็น

[03:32:22] Match Case นะครับอ่าความหมายเดียวกัน

[03:32:24] นะครับก็คือจะเป็นการใช้คำสั่ง Match

[03:32:27] ร่วมกับคำสั่งเคสนะครับโดย Match เนี่ยจะ

[03:32:30] เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดเงื่อนไขคล้ายกับ

[03:32:32] อีฟเลยนะครับแต่สามารถกำหนดเงื่อนไขหรือ

[03:32:34] ว่าทางเลือกในการทำงานได้หลากหลายกว่าอีฟ

[03:32:37] นะครับโดยในส่วนของอ่าการกำหนดทางเลือก

[03:32:42] ที่มันหลากหลายเนี่ยเราจะเรียกว่าเป็น

[03:32:43] Pattern matching นะครับเดี๋ยเราจะได้

[03:32:45] เรียนในหัวข้อหลังๆเนาะเพราะว่าตัว patter

[03:32:47] matching มันมีรายละเอียดปีกย่อยเยอะนะ

[03:32:49] ฮะอันนี้ก็คือคำจำกัดความของ Mat นะครับ

[03:32:53] ก็คือเป็นการกำหนดเงื่อนไขคล้ายกับ e

[03:32:56] statement เลยนะครับโดยการทำงานเนี่ยจะ

[03:32:59] นำค่าในตัวแปรนะครับมากำหนดเป็นทางเลือก

[03:33:02] ผ่านคำสั่งเคสนะครับพร้อมระบุค่าที่

[03:33:04] ต้องการตรวจสอบนะครับในตัวแปรดังกล่าวนะ

[03:33:07] ฮะโดยโครงสร้างคำสั่งของ mch statement

[03:33:10] นะครับก็จะมีส่วนของคำสั่ง Match แลก็ตัว

[03:33:14] แปรนะครับแล้วก็เครื่องหมายโคลอนต่อท้าย

[03:33:18] ตัว Match ก็จะเป็นเคสนะครับหรือว่าค่า

[03:33:20] ต่างๆที่ต้องการากจะนำมาตรวจสอบนะครับเ

[03:33:23] ค่าที่ 1 ก็จะเป็นเคสค่าที่ 1 เครื่อง

[03:33:25] หมายคลอนแล้วก็คำสั่งต่างๆไปจนถึงค่าที่ N

[03:33:29] นะครับโดยค่าดังกล่าวเนี่ยก็จะอั้งยิงตาม

[03:33:31] รูปแบบของข้อมูลที่อยู่ในตัวแปรนะครับ

[03:33:34] ซึ่งเราเขียนกำกับในส่วนของตัวคำสั่ง Map

[03:33:37] นั่นเองนะฮะอันนี้ก็คือโครงสร้างคำสั่งนะ

[03:33:41] ครับทีนี้การประยุกต์ใช้งานตัว Match

[03:33:44] statement นะครับผมจะยกตัวอย่างเป็น

[03:33:46] บริการธนาคารเหมือนเดิมเลยนะครับก็คือให้

[03:33:49] ป้อนหมายเลขบริการนะครับถ้าป้อนหมายเลข 1

[03:33:52] เป็นการถอนเงินป้อนหมายเลข 2 เป็นการฝาก

[03:33:54] เงินป้อนหมายเลข 3 เป็นการดูยอดเงินคง

[03:33:58] เหลือแต่ถ้าป้อนค่าว่างนะครับก็จะแจ้งว่า

[03:34:00] หมายเลขบริการไม่ถูกต้องนั่นเองอ่าเดี๋ยว

[03:34:04] มาดูตัวอย่างการใช้ตัว Match statement

[03:34:07] กันหรือว่า Match Case นะครับในภาษา

[03:34:09] python เนาะว่ามีรูปแบบการเขียนอย่างไร

[03:34:11] นะครับในการทำโปรแกรมบริการธนาคารนะครับ

[03:34:15] ผ่านการกดหมายเลขนั่นเองกลับมาที่ vs

[03:34:19] Code นะครับในเรื่องของ Match statement

[03:34:21] หรือว่า Match Case จะเป็นเรื่องของการ

[03:34:24] เขียนโปรแกรมใช้บริการธนาคารเนาะผ่านการ

[03:34:26] ป้อนหมายเลขบริการนะครับถ้าเป็นเลข 1 ก็

[03:34:29] คือถอนเงินเลข 2 ฝากเงินเลข 3 ยอดเงินคง

[03:34:33] เหลือนะครับและถ้าเป็นค่าว่างอ่าส่งค่า

[03:34:36] ว่างมาก็คือไม่ได้ป้อนหมายเลขอะไรเลยก็จะ

[03:34:38] แจ้งว่าหมายเลขไม่ถูกต้องนะครับตัววิธี

[03:34:41] การนะครับเราก็ต้องมาดูในส่วนของตัว input

[03:34:44] ที่ส่งเข้ามานะครับ input ที่ส่งเข้ามาจะ

[03:34:46] เป็นตัวเลขจำนวนเต็มใช่มั้ครับเป็นหมาย

[03:34:48] เลขบริการผมก็จะให้รับหมายเลขบริการผ่าน

[03:34:52] การรับค่าจากคีย์บอร์ดนะครับก็คือรับ

[03:34:55] input จากผู้ใช้โปรแกรมนั่นเองโดยผมจะทำ

[03:34:58] การสร้างตัวแปรที่ชื่อว่า service ขึ้นมา

[03:35:00] ครับสำหรับเก็บหมายเลขบริการอ่ามีค่าเท่า

[03:35:03] กับ input นะครับแล้วก็ข้อความที่จะแสดง

[03:35:06] ผลเก็จะเป็นป้อนหมาย

[03:35:08] เลข

[03:35:11] บริการนะครับโดยข้อมูลหมายเลขบริการเนี่ย

[03:35:14] จะอยู่ในช่วงช่วง 1-3 นะครับอ่าอันนี้ก็

[03:35:19] คือ input ที่จะถูกส่งเข้ามาทำงานครับอ่า

[03:35:24] ป้อนหมายเลขบริการ 1-3 นะฮะทีนี้ยไงต่อ

[03:35:28] ครับปกติเวลาที่เราทำการตรวจสอบหรือว่า

[03:35:30] กำหนดเงื่อนไขเนี่ยเราก็จะใช้ If ใช่ไหมม

[03:35:33] ครับก็จะเป็น If service เท่ากับ 1 = ก

[03:35:37] 2 3 หรือไม่อะไรก็ว่าไปใช่มั้ยครับที

[03:35:40] นี้เปลี่ยนใหม่เราจะไม่ได้ใช้อีแล้วเราจะ

[03:35:44] ใช้ส่วนของตัว Match statement หรือว่า

[03:35:46] Match Case นะครับโดยวิธีการครับก็ระบุ

[03:35:49] คีย์เวิร์ด Match เว้นมาตามด้วยข้อมูลที่

[03:35:53] อยู่ในตัวแปรนะครับที่เราต้องการอยจะนำมา

[03:35:56] จำแนกค่าข้อมูลด้านในนะครับหรือแยกเป็น

[03:35:58] กรณีหรือว่าเป็นเคสนั่นเองโดยข้อมูลตัว

[03:36:01] แปรของเรานะครับก็คือตัวแปรเซอร์สอ่าเอา

[03:36:05] ข้อมูลที่เก็บอยู่ในตัวแปรเซอร์สมาแจกแจง

[03:36:08] ครับหรือว่ามาแยกเป็นกรณีหรือว่าเป็นเคส

[03:36:10] นะฮะอ่าตามด้วยเครื่องหมายโคลอนะครับเคส

[03:36:15] แรกนะครับก็คือเราต้องการจะตรวจสอบว่า

[03:36:18] เอ๊ะตัวแปรเซอร์สของเราตอนนี้นะครับเก็บ

[03:36:20] เลข 1 หรือเปล่านะครับแล้วก็จะใส่เป็นเคส

[03:36:24] ะก็ข้อมูลตัวเลขนะครับก็คือเป็นเลข 1

[03:36:26] เนาะเป็น String นะครับเพราะว่าอ่าข้อมูล

[03:36:28] ที่อยู่ในตัวแปร service เป็น String นะ

[03:36:33] ครับก็เลยนำเอาเครื่องหมาย Double Code

[03:36:35] มาเขียนครอบเลข 1 เอาไว้ก็คือเคสแล้วก็

[03:36:39] เว้นมาแล้วก็ 1 นะครับถ้าข้อมูลที่อยู่ใน

[03:36:43] ตัวแปรเซอร์สเป็นเลข 1 ให้ทำอะไร

[03:36:46] โดยกระบวนการทำงานเราก็จะเขียนในพื้นที่

[03:36:48] เครื่องหมายคลอนนะครับต่อท้ายเคสนะผมก็จะ

[03:36:50] ปริ้นนะครับบอกว่าถอนเงินอ่านี้ก็คือกรณี

[03:36:56] ที่เราส่งเลข 1 นะครับเข้ามาทำงานนะครับ

[03:36:59] ต่อมาครับถ้าเป็นเลข 2 ล่ะเลข 2 ก็เป็น

[03:37:01] เคส 2 ครับให้ทำอะไรครับเลข 2 เนี่ยเลข 2

[03:37:05] ก็เป็นการฝากเงินใช่ไมมครับฝากเงินอ่ะ

[03:37:10] แล้วถ้าเป็นเลข 3 ล่ะก็เคส

[03:37:12] 3 นะครับแต่สังเกตว่ามันดูดูมีความ

[03:37:16] กระชับกว่าการเขียน EV L EV ใช่มครับ

[03:37:19] เพราะว่าตัว Match Case เนี่ยเพิ่งจะ

[03:37:22] เพิ่มมาเป็นฟีเจอร์ใหม่นะครับในอ่าเป็น

[03:37:25] มันเป็นฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามาใน

[03:37:26] python เวอร์ชั่นหลังๆนะถ้าเป็น

[03:37:28] เวอร์ชั่น 3.7 3.8 จะจะยังไม่มีตัวนี้นะ

[03:37:31] ฮะอ่าอันนี้ถ้าเป็นเคส 3 นะครับหรือว่า

[03:37:35] ข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร service เนี่ยมี

[03:37:37] ค่าเท่ากับ 3

[03:37:39] เนาะอันนี้ก็จะบอกว่าอ่ายอดเงินคงเหลือใน

[03:37:44] บัญชีนะครับ

[03:37:47] ครับโอเคในบัญชี

[03:37:50] อ่ะอ่ะอันนี้ก็คือหมายเลขบริการของเรานะ

[03:37:55] ครับถ้าป้อนหมายเลข 1 นะครับหรือว่า

[03:37:58] service มีค่าเท่ากับ 1 ก็คือถอนเงินถ้า

[03:38:01] เป็นเลข 2 ก็ฝากเงินเป็นเลข 3 ก็ดูยอด

[03:38:04] เงินคงเหลือในบัญชีนะครับอ่า

[03:38:07] ดูหรือสอบถามก็ได้นะครับอ่าสอบ

[03:38:11] ถามยอดเงินคงเหลือในบัญชีและแล้วถ้าหาก

[03:38:16] ว่าผมป้อนเป็นค่าว่างมาครับอ่าป้อนเป็น

[03:38:19] String ว่างเนาะก็คือเป็นเครื่องหมายบิ

[03:38:22] cde นะครับแล้วก็มีอ่าช่องว่างนะครับ

[03:38:26] อยู่ตรงอ่ะตอนี้ใส่เป็นเครื่องหมายบิด

[03:38:29] อย่างเดียวนะฮะแล้วก็เครื่องหมายโคลอนนะ

[03:38:33] ครับเป็นการกำหนดการทำงานนะครับถ้าไม่ได้

[03:38:35] มีการป้อนข้อมูลมาเลยนะฮะอันนี้ผมก็จะบอก

[03:38:38] ว่าหมายเลข

[03:38:41] บริการไม่ถูกต้อง

[03:38:45] นะครับอันนี้เป็น String ว่างเนาะสิงว่าง

[03:38:48] เนี่ย

[03:38:48] อ่าจำไม่ได้จำไม่ได้ว่ามันต้องใส่ต้องใส่

[03:38:52] เป็นข้าวว่างนะครับก็คือกด Space Bar 1

[03:38:54] ครั้งนะครับตรงนี้ก็คือไม่ได้ป้อนเลขอะไร

[03:38:58] เลยนะครับคือถามหมายเลขบริการแต่ไม่ได้

[03:39:02] ป้อนหมายเลข 1 2 3 หรือถ้าเป็นเลขอื่น

[03:39:06] นะครับถ้าเป็นเลขอื่นนก็จะจบการทำงานแต่

[03:39:08] ถ้าป้อนเป็นค่าว่างมาก็จะบอกว่าหมายเลข

[03:39:10] บริการไม่ถูกต้องนะครับอ่ะลองกดรันดูซิ

[03:39:15] นะ

[03:39:17] ฮะป้อนหมายเลขบริการนะครับ 1-3 ผมไม่ได้

[03:39:20] ป้อนอะไรเลยนะครับผมกด Enter เลยนะก็จะจบ

[03:39:23] การทำงานอืแสดงว่าตัวนี้มันมันไม่เข้าเคส

[03:39:26] ตัวนี้นะตัวนี้ไม่ต้องใส่ช่องว่างนะครับ

[03:39:30] หรือ Space Bar เราใส่เป็นเครื่องหมาย

[03:39:31] Double cde อย่างเดียวนะ

[03:39:34] ฮะโอเคลองเช็คใหม่นะครับถ้าไม่ได้มีการ

[03:39:39] ป้อนข้อมูลอะไรเลยนะครับปึ๊บก็บอกว่าหมาย

[03:39:41] เลขบริการไม่ถูก

[03:39:42] ต้องนะครับแต่ถ้ามีการป้อนข้อมูลอ่ะอย่าง

[03:39:46] เช่นอ่าใส่เป็นเลข 1 เนาะก็บอกว่าถอนเงิน

[03:39:52] นะครับก็เข้าเคสที่ 1 นะครับเคสหมายเลข 1

[03:39:56] ต่อมาถ้าเป็นเคสหมายเลข 2 ครับอ่ะข้อเลข 2

[03:40:00] ก็บอกว่าฝากเงินอ่าแล้วถ้าเป็นหมายเลข

[03:40:04] 3 นะ

[03:40:07] ฮะก็สอบถามยอดเงินคงเหลือในบัญชีใช่มั้ย

[03:40:11] ครับถ้าเป็นค่าว่างก็คือไม่ใส่อะไรเลย

[03:40:15] นะครับกด Enter เลยเขบอกว่าหมายเลขบริการ

[03:40:18] ไม่ถูกต้องหรือใส่เป็นเลขอื่น

[03:40:22] ครับถ้าใส่เป็นเลขอื่นอย่างเช่นเลข 100

[03:40:26] นะครับมันไม่ตรงกับเคส 1 2 3 ใช่มั้ย

[03:40:28] ครับก็จะจบการทำงานนะครับไม่มีอะไรเกิด

[03:40:33] ขึ้นโอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการ

[03:40:37] ใช้ตัว Match statement นะครับในภาษา

[03:40:41] python ถ้าเป็นภาษาอื่นก็คือคำสั่ง

[03:40:44] Switch Case นะครับแต่ว่าใน python จะ

[03:40:46] เรียกว่าเป็น Match Case เนาะอ่าก็จะได้

[03:40:48] ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้น

[03:40:59] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[03:41:02] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับคำสั่ง

[03:41:05] ทำซ้ำในภาษา python กันนะครับโดยคำสั่งทำ

[03:41:09] ซ้ำก็คือกลุ่มคำสั่งที่ใช้ในการวนรอบนะ

[03:41:12] ครับหรือว่า Loop เนาะภายในโปรแกรมของเรา

[03:41:14] นะครับโดยโปรแกรมเนี่ยจะทำงานไปเรื่อยๆนะ

[03:41:17] ครับตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้นะฮะหรือว่า

[03:41:20] ตามช่วงข้อมูลที่ต้องการจะให้ทำซ้ำนะครับ

[03:41:23] ซึ่งในภาษา python จะแบ่งออกเป็นอ่า 2

[03:41:26] รูปแบบนะครับก็คือ W Loop กับ for Loop

[03:41:29] นะครับโดยความแตกต่างระหว่าง W Loop กับ

[03:41:31] for Loop นะครับตัว for Loop เนี่ยจะ

[03:41:34] ใช้ในกรณีที่เรารู้จำนวนรอบการทำซ้ำที่

[03:41:37] ชัดเจนนะครับก็คืออยากให้ทำซ้ำกี่รอบก็

[03:41:40] ใช้ for Loop แต่ถ้าเป็น Y นะครับจะใช้

[03:41:43] ในกรณีที่ไม่รู้จำนวนรอบกันทำซ้ำนะครับ

[03:41:47] อ่าในหัวข้อนี้นะครับก็จะมายกตัวอย่างการ

[03:41:50] ใช้ W Loop ก่อนนะครับโดยในส่วนของตัว W

[03:41:54] Loop เนี่ยจะมีโครงสร้างคำสั่งดังนี้นะ

[03:41:58] ครับก็คือกำหนดคีย์เวิร์ด Y ครับหรือว่า

[03:42:00] คำสั่ง Y แล้วก็เงื่อนไขตามด้วยเครื่อง

[03:42:03] หมายโคลอนนะครับด้านด้านหลังเครื่องหมาย

[03:42:05] โคลอนหรือว่าต่อท้ายโคลอนก็จะเป็นคำสั่ง

[03:42:07] ที่เราต้องการอยจะให้ทำซ้ำนะครับเมื่อ

[03:42:10] เงื่อนไขที่กำหนดใน Y เป็นจริงนั่นเองนะ

[03:42:13] ฮะผมจะยกตัวอย่างนะครับหลักการทำงานของ

[03:42:16] ตัว W Loop เนาะอ่าอย่างเช่นผมต้องการ

[03:42:19] อยากจะให้แสดงตัวเลขออกมานะครับอ่า output

[03:42:23] เนี่ยให้แสดงตัวเลข 1-3 นะครับฝั่งด้าน

[03:42:28] ซ้ายมือนะครับจะเป็นโค้ดหรือว่าคำสั่งที่

[03:42:32] ต้องการอยากจะให้เกิดการทำซ้ำเพื่อแสดง

[03:42:34] ตัวเลข 1-3 นะครับส่วน output เนี่ยจะ

[03:42:37] เป็นอ่าลำดับการทำงานนะครับเดี๋ยวผมจะยก

[03:42:39] ตัวอย่างทีกรณีเลยนะฮะโดยจากโค้ดเนี่ยนะ

[03:42:42] ครับผมทำการประกาศอ่าตัวแปรเคาน์เตอร์นะ

[03:42:46] ครับมีค่าเริ่มต้นเป็น 0 นะฮะจากนั้นนะ

[03:42:49] ครับอ่าผมก็นำเอาค่าตัวแปรเคาน์เตอร์

[03:42:53] เนี่ยไปทำงานในตัว wl Loop ครับเพื่อทำ

[03:42:55] การตรวจสอบเงื่อนไขว่าตอนนี้เงื่อนไขหรือ

[03:42:59] ว่าข้อมูลที่อยู่ในตัวแปรเคานเตอร์เนี่ย

[03:43:01] น้อยกว่า 3 หรือเปล่านะครับโดยตัวแปร

[03:43:03] เคาน์เตอร์เนี่ยผมจะขอเรียกว่าเป็นตัวนับ

[03:43:05] รอบการทำงานเนาะอ่าตัวนับรอบการทำงานนะ

[03:43:08] ครับโดยจะนับเริ่มต้นที่รอบที่ 0 นะครับ

[03:43:12] ซึ่งค่าเริ่มต้นก็เลยประกาศเป็น

[03:43:13] เคาน์เตอร์เท่ากับ 0

[03:43:15] นะครับจากนั้นก็ไปทำงานที่ส่วนของตัว W

[03:43:18] Loop ครับทำการตรวจสอบว่าตอนนี้ข้อมูลใน

[03:43:20] ตัวแปรเคาน์เตอร์น้อยกว่า 3 หรือไม่ถ้า

[03:43:23] เงื่อนไขเป็นจริงนะครับก็จะทำการเพิ่มค่า

[03:43:26] ตัวแปรเคาน์เตอร์ขึ้น 1 ค่านะครับก็จะ

[03:43:29] เป็นเคานเตอร์บวกเท 1 จากนั้นก็นำเอาค่า

[03:43:32] ล่าสุดนะครับที่อยู่ในตัวแปรเคาน์เตอร์

[03:43:34] เนี่ยไปแสดงผลนะครับก็คือปิเคาน์เตอร์เรา

[03:43:37] ก็จะได้เลข 1 นะครับมาใช้

[03:43:39] งานนะครับเมื่อแสดงผลเรียบร้อยนะครับก็จะ

[03:43:43] กลับไปที่ไอยู่เหมือนเดิมนะครับทำการตรวจ

[03:43:46] สอบว่าค่าปัจจุบันตอนนี้ของเคาน์เตอร์

[03:43:48] น้อยกว่า 3 หรือเปล่าค่าปัจจุบันเป็นเท่า

[03:43:50] ไหร่ครับเป็น 1 น้อยกว่า 3 หรือไม่นะครับ

[03:43:53] เงื่อนไขเป็นจริงก็เพิ่มตัวแปรเคาน์เตอร์

[03:43:56] ขึ้น 1 ค่านะครับแล้วก็ทำการแสดงผลตัวแปร

[03:43:59] เคาน์เตอร์ค่าล่าสุดในตัวแปรเคาน์เตอร์

[03:44:01] ตอนนี้นะครับที่ถูกแสดงผลออกมาก็จะเป็น 2

[03:44:04] จากนั้นนะครับก็ทำการตรวจสอบเงื่อนไขอีก

[03:44:06] นะครับตรวจสอบว่าตอนนี้ค่าล่าสุดหรือว่า

[03:44:08] ค่าปัจจุบันเคาน์เตอร์เป็นเท่าไหร่นะครับ

[03:44:10] เป็น 2 น้อยกว่า 3 หรือไม่นะครับ 2 น้อย

[03:44:14] กว่า 3 หรือไม่เงื่อนไขเป็นจริงใช่ไหมม

[03:44:16] ครับก็ทำการเพิ่มตัวแปรเคาน์เตอร์ขึ้น 1

[03:44:19] ค่านะครับแล้วก็ปริ้นตัวแปรเคาน์เตอร์ออก

[03:44:22] มาก็จะได้เป็นเลข 3 นะครับแล้วก็ทำการ

[03:44:26] ตรวจสอบเงื่อนไขอีกครั้งนึงนะครับว่าตอน

[03:44:28] นี้ค่าปัจจุบันในตัวแปรเคาน์เตอร์มีค่า

[03:44:31] น้อยกว่า 3 หรือเปล่านะครับก็คือ 3 น้อย

[03:44:34] กว่า 3 หรือไม่ผลปรากฏว่าเงื่อนไขเป็น

[03:44:36] เท็จครับเพราะว่า 3 มันไม่ได้น้อยกว่า 3

[03:44:38] ใช่มมก็จบการทำงานนะครับก็จะได้หมายเลข 1

[03:44:42] 2 3 มาแสดงผลนั่นเองอันนี้ก็จะเป็นขั้น

[03:44:46] ตอนการทำงานของตัว y zoop ครับอ่าเดี๋ยว

[03:44:49] มาดูวิธีการเขียนโปรแกรมกันนะครับว่ามี

[03:44:52] วิธีการเขียนอย่างไรกลับมาที่ vs Code

[03:44:55] นะครับในส่วนของการใช้งานตัว wl Loop อ

[03:44:58] ผมจะยกตัวอย่างเป็นการเขียนโปรแกรมแสดง

[03:45:02] ตัวเลข 1 2 3 นะครับออกทางจอภาพแล้วกัน

[03:45:06] โดยวิธีการนะครับผมก็จะสร้างตัวแปรนะครับ

[03:45:09] ที่ใช้สำหรับเก็บอ่าตัวเลขนะครับที่จะนำ

[03:45:15] ไปใช้แสดงผลนะครับผมจะสร้างตัวแปรที่ชื่อ

[03:45:19] ว่าเคาน์เตอร์ขึ้นมาเนาะอ่ามีค่าเริ่มต้น

[03:45:21] เป็น 0 นะครับจากนั้นนะครับผมก็ใช้คำสั่ง

[03:45:26] Y ครับแล้วก็ทำการตรวจสอบเงื่อนไขก็คือ

[03:45:28] ค่าตัวแปรเคาน์เตอร์นะครับน้อยกว่า 3

[03:45:31] หรือไม่นะครับถ้าเงื่อนไขเป็นจริงให้ทำ

[03:45:34] อะไรนะครับก็นำเอาค่าตัวแปรเคาน์เตอร์นะ

[03:45:37] ครับมาบวกเพิ่มขึ้นทีละ 1 ค่านะครับก็คือ

[03:45:39] เคาน์เตอร์บวก = 1 นะครับก็คือใช้ตัวอ่า

[03:45:45] assignment Operator นะครับหรือว่าตัว

[03:45:47] ดำเนินการกำหนดค่าเนาะหลังจากที่เพิ่มค่า

[03:45:49] เรียบร้อยนะครับก็ปริ้นตัวแปรเคานเตอร์

[03:45:51] ออก

[03:45:52] มานะครับ print

[03:45:55] Counter ผลลัพธที่เกิดขึ้นนะครับก็ตาม

[03:45:58] แสดงผลในสไลด์เลยนะครับก็จะเป็น 1 2 3

[03:46:03] ใช่มั้ยครับอ่ะแล้วถ้าต้องการอยากจะแสดง

[03:46:06] ตัวเลข 1-10 ล่ะก็มาเปลี่ยนตัวนี้นะครับ

[03:46:09] เป็นน้อยกว่า 10 ใช่มั้ยครับอ่ะลองกดรัน

[03:46:13] ดู

[03:46:15] ก็จะเป็น 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

[03:46:19] โอเคนะครับถ้าเป็นค่า 11 ก็จะกระโดดออก

[03:46:22] จาก Loop ไเลยนะครับอ่าผมก็อาจะปริ้นจบ

[03:46:25] การทำงานเนาะอ่าปริ้นนะครับจบการทำ

[03:46:31] งานจบการทำงานโอเคนะ

[03:46:36] ฮะก็คือแสดงตัวเลข 1-10 แล้วก็จบการทำงาน

[03:46:41] เลยโอเคนะครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการ

[03:46:44] ใช้ตัว W Loop นะครับซึ่ง W Loop เนี่ย

[03:46:48] มันจะทำงานก็ต่อเมื่อเงื่อนไขเป็นจริงนะ

[03:46:50] ครับก็คือเคาน์เตอร์น้อยกว่า 10 ใช่มครับ

[03:46:52] อแล้วทีนี้ถ้าผมไปเปลี่ยนเงื่อนไขมาเป็น

[03:46:54] เทสล่ะอย่างเช่นเป็นเคาน์เตอร์เท่ากับ

[03:46:57] 100 นะครับถามว่ามันจะเกิดกระบวนการทำ

[03:47:00] ซ้ำไครับมันไม่เกิดเพราะว่าเงื่อนไขมัน

[03:47:02] เป็นเทสใช่มยอ่าก็จะแสดงบอกว่าจบการทำงาน

[03:47:06] เลยนะครับไม่มีอ่าการทำซ้ำเกิดขึ้นภายใน

[03:47:11] ตัวโปรแกรมของเรานั่นเองจะเกิดการทำซ้ำก็

[03:47:14] ต่อเมื่อเงื่อนไขเป็นจริงนะครับอย่างเช่น

[03:47:17] อ่ะผมกำหนดเคาน์เตอร์เป็น 5 นะครับ 5

[03:47:20] น้อยกว่า 10 หรือไม่นะครับเงื่อนไขเป็น

[03:47:23] จริงก็เริ่มต้นกระบวนการทำซ้ำใช่มั้ยครับ

[03:47:27] อ่าก็จะแสดงตัวเลขนะครับเป็น 6 7 8 90

[03:47:31] นั่น

[03:47:32] เองโอเคนะครับอันนี้ก็จะเป็นขั้นตอนการทำ

[03:47:36] งานของตัว W Loop ครับก็จะได้ผลลัพธตาม

[03:47:39] ที่แสดงข้างต้นเลย

[03:47:50] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในัวข้อ

[03:47:53] นี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับคำสั่งทำ

[03:47:55] ซ้ำตัวที่ 2 กันนะครับนั่นก็คือ for Loop

[03:47:58] นั่นเองนะครับโดยโครงสร้างของ for Loop

[03:48:01] เนี่ยจะมีอยู่หลายโครงสร้างนะครับอ่าผมจะ

[03:48:04] ยกตัวอย่างโครงสร้างแบบแรกก่อนนะครับการ

[03:48:07] ใช้ตัว for Loop นะครับจะใช้คีย์เวิร์ด

[03:48:10] ก็คือ for ครับตามด้วยตัวแปรและก็คำสั่ง

[03:48:13] in แล้วก็ฟังก์ชัน bange นะครับด้านใน

[03:48:15] bange เนี่ยจะทำการระบุจำนวนรอบนะครับ

[03:48:18] เป็นตัวเลขจำนวนเต็มก็คืออยากจะให้ทำซ้ำ

[03:48:21] กี่รอบนะครับอย่างเช่น 5 รอบ 10 รอบก็จะ

[03:48:23] ระบุในจำนวนรอบตัวนี้นะครับแล้วก็เครื่อง

[03:48:26] หมายโคลอนนะครับบรทัดถัดไปก็จะเป็นคำสั่ง

[03:48:29] ที่ต้องการอยากจะทำซ้ำซึ่งจำนวนรอบนะครับ

[03:48:32] จะเริ่มต้นที่รอบที่ 0 นะครับแล้วก็เพิ่ม

[03:48:34] ค่าขึ้นทีละ 1 ค่าอันนี้ก็คือโครงสร้างคำ

[03:48:37] สั่ง for แบบแรกนะครับเริ่มต้นที่รอบที่ 0

[03:48:42] นะครับไปจนถึงจำนวนรอบที่เราต้องกอ่าที

[03:48:45] นี้ถ้าต้องการอยจะกำหนดรอบเริ่มต้นนะครับ

[03:48:48] ไม่ใช่รอบที่ 0 ล่ะเราก็สามารถกำหนดได้นะ

[03:48:51] ครับกำหนดค่าเริ่มต้นหรือว่ารอบเริ่มต้น

[03:48:53] ได้นะครับโดยเขียนหรือกำหนดค่าเริ่มต้นนะ

[03:48:57] ครับเข้าไปที่ตัวคำสั่ง Range เหมือนเดิม

[03:49:00] เลยนะครับก็จะเป็น for ตัวแปร in Range

[03:49:03] ค่าเริ่มต้นแล้วก็เครื่องหมายคอมม่าแล้ว

[03:49:05] ก็จำนวนรอบนะครับโดยจำนวนรอบนี้จะเป็นรอบ

[03:49:09] สุดท้ายนะครับที่อยากจะให้ทำนั่นเองนะฮะ

[03:49:13] เนื่องจากว่าค่าเริ่มต้นนะครับลำดับแรก

[03:49:16] เนี่ยเริ่มต้นที่ 0 แต่ถ้าต้องการอยากจะ

[03:49:18] ให้เริ่มต้นที่ลำดับอื่นก็มาประกาศเป็น

[03:49:20] ค่าเริ่มต้นตัวนี้ได้นะครับอย่างเช่นอยาก

[03:49:22] จะให้เริ่มต้นที่รอบที่ 5 รอบที่ 10 รอบ

[03:49:26] ที่ 9 นะครับก็จะมาใส่เลข 9 ตรงค่าเริ่ม

[03:49:29] ต้นอะไรก็ว่าไปนะครับแต่ว่าในส่วนของรูป

[03:49:33] แบบที่ 1 กับที่ 2 เนี่ยนะครับอ่ามีการ

[03:49:35] กำหนดค่าเริ่มต้นมีจำนวนรอบนะครับแล้วก็

[03:49:37] เพิ่มรอบการทำงานเนี่ยขึ้นทีละ 1 ค่า

[03:49:40] อัตโนมัตินะครับเราสามารถที่จะกำหนดสต็ป

[03:49:46] หรือว่าการเปลี่ยนแปลงค่านะครับทีละ 1

[03:49:48] ค่าให้เป็นค่าอื่นได้นะครับโดยกำหนดโครง

[03:49:51] สร้างแบบที่ 3 ก็คือ Range ค่าเริ่มต้น

[03:49:54] จำนวนรอบแล้วก็การเปลี่ยนแปลงค่านะครับ

[03:49:57] หรือว่าสเต็ปการอ่าเพิ่มค่าลดค่านะครับจะ

[03:50:00] มาระบุในรูปแบบที่ 3 นะฮะอ่าเดี๋ยวมาดู

[03:50:04] ตัวอย่างการใช้งาน for Loop ในแต่ละรูป

[03:50:07] แบบกันนะครับว่ามีขั้นตอนการใช้งานอย่าง

[03:50:10] ไรบ้างกลับมาที่ vs Code นะครับในส่วน

[03:50:13] ของการใช้งาน for lo เนี่ยก็คือการกำหนด

[03:50:17] กระบวนการทำซ้ำภายในโปรแกรมของเรานะครับ

[03:50:19] ที่มีการทราบจำนวนการทำซ้ำที่ชัดเจนนะ

[03:50:23] ครับว่าอยากจะให้ทำซ้ำกี่รอบนะฮะโดยโครง

[03:50:27] สร้างของตัว for Loop จะแบ่งออกเป็น 3

[03:50:29] รูปแบบใช่มั้ยครับตามที่แสดงผลในสไลด์เลย

[03:50:32] ก็คือระบุจำนวนรอบว่าอยากให้ทำซ้ำกี่รอบ

[03:50:35] รวมไปถึงระบุค่าเริ่มต้นนะครับหรือว่ารอบ

[03:50:37] เริ่มต้นว่าอยากให้เริ่มต้นรอบที่เท่า

[03:50:39] ไหร่จบที่รอบที่เท่าไหร่นะครับรวมไปถึง

[03:50:42] การเปลี่ยนแปลงอ่ารอบการทำทำงานนะครับผม

[03:50:45] จะยกตัวอย่างทีละกรณีเนาะทีละเคสนะครับขอ

[03:50:49] เริ่มต้นที่เคสแรกนะครับหรือว่าโครงสร้าง

[03:50:51] ของตัว for Loop แบบแรกก็คืออยากจะให้ทำ

[03:50:53] ซ้ำกี่รอบก็ระบุจำนวนรอบเข้าไปนะครับอยก

[03:50:57] ตัวอย่างอย่างเช่นผมอยากจะให้แสดงข้อความ

[03:50:59] Hello python นะครับออกทางจอภาพจำนวน 3

[03:51:03] ครั้งนะครับจะทำอย่างไรวิธีการนะครับผมก็

[03:51:07] ประกาศเป็น for แบบนี้นะครับตามด้วยตัว

[03:51:10] นับรอบครับก็คือผมสร้างตัวแปรที่ชื่อว่า

[03:51:13] เคานเตอร์ขึ้นมานะครับเป็นตัวนับรอบว่า

[03:51:15] ตอนนี้ทำงานอยู่ที่รอบที่เท่าไหร่นะครับ

[03:51:18] แล้วก็ in Range นะฮะผมอยากจะให้ทำซ้ำ 3

[03:51:22] รอบครับก็ระบุเลข 3 ไปแบบนี้นะครับแล้วก็

[03:51:26] เครื่องหมายโคลอนด้านในก็จะเป็นคำสั่งที่

[03:51:28] เราต้องการจะให้ทำซ้ำครับก็คือคำสั่งปริ

[03:51:31] นะครับ Hell python

[03:51:34] อ่าเรียบร้อยแล้วนะครับมาดูผลลัพธ์ที่

[03:51:38] เกิดขึ้น

[03:51:39] ครับก็จะได้ข้อความ Hell python นะครับ

[03:51:42] แสดงผล 3 ครั้งอ่ะถ้าอยากจะให้แสดง 5

[03:51:46] ครั้งล่ะก็เปลี่ยนเป็นเลข 5 นะครับมาลอง

[03:51:49] กดรัน

[03:51:51] ดูก็เป็น Hello python 5 ครั้งเห็นม

[03:51:56] ครับอันนี้ก็คือการทำงานของตัว for Loop

[03:52:00] นะครับให้ทำซ้ำกี่รอบก็ระบุจำนวนรอบเข้า

[03:52:02] ไปนะครับต่อมาครับก็จะเป็นการใช้ตัวแปร

[03:52:05] เคาน์เตอร์นะครับตัวแปรเคาน์เตอร์จะเป็น

[03:52:07] ตัวแปรที่เก็บรอบการทำงานครับอ่ะอย่าง

[03:52:11] เช่นตอนนี้เราทำงาน 5 รอบใช่มั้ยครับ

[03:52:13] ต้องการเกจะดูว่าตัวแปเคาน์เตอร์นี่มีค่า

[03:52:15] อะไรบ้างก็ทำการแจกแจงออกมานะครับก็เอา

[03:52:17] ตัวแปรเคาน์เตอร์มาแสดงผลก็จะเป็นปิ

[03:52:21] เคาน์เตอร์นะครับอ่ะลองกดรันดู

[03:52:25] ซิอก็จะเป็น 0 1 2 3

[03:52:29] 4 นะฮะก็คือทำงาน 5 ครั้งแต่ว่าจะเริ่ม

[03:52:34] ต้นนับรอบนะครับเป็นอ่าลำดับที่ 0 ก็คือ

[03:52:38] รอบที่ 1 นะครับก็จะเป็น 0 1 2 3 4

[03:52:43] เห็นมั้ยครับอ่าอันนี้ก็คือข้อมูลที่อยู่

[03:52:46] ในตัวแปร

[03:52:48] เคาน์เตอร์นะครับก็คือทำงาน 5 ครั้งเริ่ม

[03:52:52] ต้นที่รอบที่ 0 จบที่รอบที่ 4 นะครับนี้

[03:52:57] ผมก็จะเขียนคอมเมนต์ไว้เนาะก็คือ 0 ถ 4

[03:53:00] นะครับแต่ถ้าเป็นชีวิตประจำวันของเราเรา

[03:53:03] จะนับรอบที่รอบที่ 1 นะครับเป็นเป็นรอบ

[03:53:07] เริ่มต้นใช่มยแต่ว่าถ้าเป็นการเขียน

[03:53:08] โปรแกรมเนี่ยจะเริ่มต้นที่รอบที่ 0 นะ

[03:53:12] ครับทีนี้บางคนอยากจะเปลี่ยนอ่าการนับรอบ

[03:53:16] ครับก็คือก่อนหน้านี้เนี่ยนะครับเริ่มต้น

[03:53:18] ที่รอบที่ 0 จบที่ 4 ใช่มย 0 จนถึงก่อน 5

[03:53:24] นะครับก็คือ 4 ทำงานไป 5 ครั้งนะครับที

[03:53:27] นี้ถ้าผมต้องการอยากจะเปลี่ยนใหม่นะครับ

[03:53:29] ให้นับที่รอบที่ 1 ครับจบที่รอบที่ 4 ก็

[03:53:34] คือ 1 จนถึงก่อน 5 นะครับเพราะฉะนั้นตัว

[03:53:37] แปเคาน์เตอร์ของผมเนี่ยก็จะเริ่มต้นทำงาน

[03:53:40] ที่รอบที่ 1 จบที่รอบที่ 4 ก็คือ 1 2 3

[03:53:44] 3 4 นะครับจะเป็นตัวเลขที่ถูกแสดงผลออก

[03:53:47] มาโอเคนะครับอ่า 1 2 3 4 เห็นมั้ย

[03:53:51] เพราะฉะนั้นไอ้ตัวจำนวนรอบเนี่ยนะ

[03:53:53] ครับมันจะต้องเพิ่มขึ้น 1 ค่าเสมอนะครับ

[03:53:58] อย่างเช่นต้องการอยากจะได้ 1 ถึง 4 ตอน

[03:54:01] ที่ทำการระบุก็ต้องเป็น 1 กับ 5 ก็คือทำ

[03:54:04] งานที่รอบที่ 1 จบอ่าที่รอบก่อนที่ 5 ก็

[03:54:09] คือรอบที่ 4 นะครับหรือถ้าพูดอีกในนึงก็

[03:54:14] คือเริ่มต้นที่ 1 จนถึงก่อน 5 นะครับอ่า

[03:54:19] หรือถ้าต้องการอยากจะได้

[03:54:21] อ่าตัวเลขนะครับ 0-5 เนาะ 0-5 เราก็จะมา

[03:54:25] กำหนดเลนส์เป็น 6 นะครับก็คือให้เริ่มต้น

[03:54:28] ที่รอบที่ 0 จนถึงก่อนรอบที่ 6 นะครับก็

[03:54:33] คือ 5 นั่นเองนะครับก็จะเป็น 0 1 2 3

[03:54:36] 4 5 ก็คือทำซ้ำ 6 ครั้งนะครับแต่ว่า

[03:54:39] ครั้งเริ่มต้นเี่หรือว่ารอบเริ่มต้นจะ

[03:54:41] เริ่มต้นที่ 0 โอเคเนาะ

[03:54:45] อ่าประมาณนี้นะครับหรือทำการประกาศเริ่ม

[03:54:47] ค่าเริ่มต้นก็ได้นะครับว่าเป็น 1 จนถึง 5

[03:54:52] นะครับ

[03:54:54] 1-5 ตอนที่ทำการระบุข้อมูลในเลนนะครับก็

[03:54:58] จะเป็น 1 กับ 6 ก็คือ 1 จนถึงก่อน 6 นะ

[03:55:02] ครับก็คือ 5 นั่นเองเริ่มต้นที่รอบที่ 1

[03:55:04] ครับรอบนี้จบที่รอบที่ 5 เห็นมฮะทำไป 5

[03:55:09] ครั้งโอเคนะครับหรือจะให้เริ่มต้นที่ 2

[03:55:12] ก็ได้นะครับอ่ะเริ่มที่ 2 2 กดรันดูก็

[03:55:16] คือ 2 จนถึงก่อน 6 ใช่มั้ยครับก็คือ

[03:55:21] 2-5 โอเคนะครับอผมขอกลับไปที่ 1-5 ก่อน

[03:55:26] ทีนี้ทุกคนจะสังเกตว่าอ่ารอบการทำงานนะ

[03:55:30] ครับที่เก็บอยู่ในตัวแปรเคาน์เตอร์เนี่ย

[03:55:32] มันเพิ่มค่าขึ้นทีละ 1 ใช่มั้ยครับก็คือ 1

[03:55:37] 2 3 4 5 ทีนี้ถ้าผมต้องการึงให้เพิ่ม

[03:55:41] ค่าขึ้นทีละ 2 ล่ะนะอ่ะปกตินะครับถ้าเป็น

[03:55:46] ค่าเริ่มต้นเนี่ยนะครับก็คือเริ่มต้นที่

[03:55:49] รอบที่ 1 จบที่รอบที่ 5 ก็คือก่อน 6 ใช่

[03:55:54] มั้ยครับโดยจะทำการเพิ่มรอบขึ้นทีละ 1

[03:55:59] รอบนะครับไปยังรอบสุดท้ายก็คือรอบที่ 5

[03:56:04] ใช่มั้ยครับทีนี้ถ้าผมต้องการอยากจะเพิ่ม

[03:56:07] รอบครับหรือว่าเพิ่มสเต็ปครับขึ้นทีละ 2

[03:56:09] รอบก็คือ 1 2 3 4 5 ก็จะเปลี่ยนใหม่

[03:56:13] นะครับให้กระโดดข้ามนะครับทีละ 2 รอบก็จะ

[03:56:17] มาเพิ่มสเต็ปครับเป็นเลข 2 เข้าไปแบบนี้

[03:56:20] ความหมายก็คือให้ทำซ้ำนะครับ 1 จนถึง 5

[03:56:26] ก็คือแสดงผลตัวเลข 1-5 เหมือนเดิมเลยแต่

[03:56:28] ว่ารอบการทำงานเนี่ยจะเพิ่มขึ้นทีละ 2

[03:56:32] รอบเพราะฉะนั้นตัวเลขที่จะแสดงผลเนี่ยนะ

[03:56:35] ครับก็จะเป็นตัวเลขที่มีการเพิ่มสเต็ป

[03:56:39] หรือว่ากระโดดขึ้นทีละ 2 นะครับเริ่มต้น

[03:56:42] ที่รอบที่ 1 นะครับบวกไปอีก 2 ก็ก็เป็น 3

[03:56:44] 3 + อีก 2 ก็เป็น 5 เห็นมั้ยฮะอันนี้

[03:56:48] เราทำการเพิ่มสเต็ปเข้าไปก็คือให้เพิ่ม

[03:56:51] ขึ้นทีละ 2 แต่ถ้าต้องการเด็กจะให้เพิ่ม

[03:56:54] ขึ้นทีละ 1 นะฮะก็มาเปลี่ยนเป็นเลข 1 แบบ

[03:56:57] นี้นะครับก็จะเป็น 16 6 1 ใช่มยก็จะได้

[03:57:01] ตัวเลข 1 2 3 4 5 แต่ว่าเลข 1 เนี่ย

[03:57:04] นะครับเราไม่จำเป็นต้องเขียนก็ได้เพราะ

[03:57:06] ว่าตัวภาษา python เนี่ยจะมีการเพิ่มรอบ

[03:57:10] ขึ้นทีละ 1 รอบให้อัตโนมัติอยู่แล้วก็

[03:57:12] ระบุแค่ 1 แล้วก็ 6 ก็พอนะครับก็คือเริ่ม

[03:57:16] ต้นที่รอบที่ 1 จบที่ก่อนรอบที่ 6 ก็คือ

[03:57:19] รอบที่ 5 นะครับก็จะเป็น 1 2 3 4 5

[03:57:21] ก็ทำงานได้เหมือนกันนะครับเพราะฉะนั้น

[03:57:25] จำนวนรอบที่เพิ่มขึ้นนะครับทีละ 1 รอบ

[03:57:27] เนี่ยจะเขียนหรือไม่เขียนก็ได้นะครับแต่

[03:57:30] ส่วนใหญ่จะไม่เขียนเนาะส่วนใหญ่จะมาเขียน

[03:57:33] ตั้งแต่รอบที่ 3 รอบที่ 4 อะไรพวกนี้นะ

[03:57:35] ครับที่มีการเพิ่มสเต็ปนะครับว่าอยากจะ

[03:57:37] ให้เพิ่มขึ้นทีละ 2 ทีละ 3 รอบทีละ 5 รอบ

[03:57:40] ไปจนถึงค่าสุดท้ายนะครับอันนี้เป็นเรื่อง

[03:57:43] ของการเพิ่มค่าทีนี้บางคนก็อาจะมีความ

[03:57:45] สงสัยว่าเอ๊ะถ้าเป็นการลดค่าล่ะอ่ะอย่าง

[03:57:47] เช่นให้เริ่มต้นที่รอบที่ 10 ครับไปจนถึง

[03:57:51] ก่อน 0 นะครับก็

[03:57:54] คือนับตัวเลขลงนะครับตั้งแต่รอบที่ 10 ไป

[03:57:58] จนถึงเลข 1 เมั้ยครับแบบนี้โดยจะให้ลดค่า

[03:58:02] ลงทีละ 1 นะครับก็จะระบุเป็น -1 แบบนี้ไป

[03:58:06] นะฮะผลรัธที่เกิดขึ้นนะครับอ่ะก็คือ 10 0

[03:58:11] - 1 นะครับก็จะเป็นอ่ารอบเริ่มต้นเป็น

[03:58:14] รอบที่ 10 นะครับไล่ไปจนถึงก่อนเลข 0 ก็

[03:58:18] คือจบที่รอบที่ 1 ใช่มั้ยครับแล้วก็มีการ

[03:58:22] อ่าลดค่าลงทีละ 1 ค่านะครับก็จะเป็น 10

[03:58:29] ก็ - 1 ก็เหลือ 9 เหลือ 8 เหลือ 7 ไปจน

[03:58:31] ถึง 1 แล้วถ้าอยากจะลดลงทีละ 2 ล่ะก็เป็น

[03:58:35] -2 ใช่มั้ยครับอก็จะได้รอบเป็นรอบที่ 10

[03:58:40] ลดลงทีละ 2 ก็จะเป็น 8 6 4 2

[03:58:44] นะ

[03:58:45] ฮะโอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่าง for

[03:58:49] Loop ในแต่ละโครงสร้างหรือว่าแต่ละแบบนะ

[03:58:53] ครับแบบแรกก็คือระบุแค่จำนวนรอบคือใส่เลข

[03:58:57] เดียวนะครับในเลนส์นะฮะเริ่มต้นที่ 0 นะ

[03:59:02] ครับไปจนถึงก่อน 10 ก็คือ 9 ใช่มั้ครับก็

[03:59:06] จะเป็น 0 ถึง 9 อันนี้ก็คืออ่าโครงสร้าง

[03:59:10] แบบแรกโครงสร้างแบบที่ 2 นะครับเราประกาศ

[03:59:13] อ่าค่าเริ่มต้นนะครับก็คือไม่ต้องการแต่

[03:59:15] จะได้รอบที่ 0 ให้สตาร์ทที่รอบที่ 5 เลย

[03:59:17] ก็ระบุเป็นเลข 5 ไปก็คือ 5 จนถึงก่อน 10

[03:59:22] นะครับก็จะได้ผลละเป็นรอบที่ 5 จนถึง 9

[03:59:26] ใช่มครับหรือต้องการเดกจะให้เพิ่มสเต็ป

[03:59:29] ขึ้นทีละ 3 นะครับก็คือ 5-9 เนี่จะให้

[03:59:32] เพิ่มรอบขึ้นทีละ 3 รอบนะครับก็จะได้เป็น

[03:59:36] อ่าเลข 5 แล้วก็เพิ่มสเต็ปขึ้น 3 ขึ้น 3

[03:59:40] นะครับก็จะเป็น 5 แล้วก็ 8 แล้วก็จบการทำ

[03:59:43] งานเลย

[03:59:44] นะครับหรือจะเพิ่มอ่ะประกาศรอบเริ่มต้น

[03:59:47] เป็นเป็น 2 เป็น 3 แล้วกันรอบเริ่มต้น

[03:59:51] เป็น 3 นะครับไปจนถึง 9 ใช่มครับแต่ว่าจะ

[03:59:54] ให้เพิ่มสเต็ปขึ้นทีละ 3 ก็จะเป็น 369

[03:59:56] แบบ

[03:59:58] นี้โอเคครับผมอวันนี้ก็จะเป็นเรื่องของ

[04:00:01] การใช้ for Loop ครับในภาษา python ร่วม

[04:00:04] กับอ่าตัวฟังก์ชัน Brain นะครับจริงๆตัว

[04:00:08] ฟังก์ชันเนเนี่ยเป็นเหมือนกับตัว Operator

[04:00:11] ตัวนึงนะครับสำหรับกำหนดช่วงการทำงานาน

[04:00:14] เนาะอถ้าเป็นภาษาคลิมันจะเขียนเป็น

[04:00:17] สัญลักษณ์นะครับแต่เป็นภาษา python จะ

[04:00:18] เรียกว่าเป็นฟังก์ชันแล้วก็มีการกำหนดค่า

[04:00:21] 3 ค่านะครับค่าแรกก็คือสตาร์ทจุดเริ่ม

[04:00:24] ต้นค่าที่ 2 ก็คือจุดสิ้นสุดนะครับค่าที่

[04:00:27] 3 ก็คือสต็ปก็คือโครงสร้างแบบนี้สตาร์ท

[04:00:30] ที่ 3 นะครับจบที่ก่อน 10 ใช่มยอก็ต้อง

[04:00:33] เป็น n - 1 นะฮะตัวนี้ n - 1 10 -

[04:00:37] 1 ก็เหลือ 9 นะครับก็จบที่รอบที่ 9

[04:00:39] สเต็ปก็เพิ่มขึ้นทีละ 3 นะครับอันนี้ก็จะ

[04:00:42] เป็นโครงสร้างคำสั่งของตัว for Loop

[04:00:44] ครับอ่ะก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้น

[04:00:56] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[04:00:59] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับคำสั่ง

[04:01:02] เกี่ยวกับการทำซ้ำกันบ้างนะครับซึ่งจะมี

[04:01:05] อยู่ 2 คำสั่งหลักๆด้วยกันนะครับก็คือคำ

[04:01:07] สั่งเบรกกับ Continue นะครับคำสั่งเบรกนะ

[04:01:10] ครับถ้าโปรแกรมพบคำสั่งนี้นะครับจะหลุดจะ

[04:01:13] จากการทำงานใน Loop ทันทีนะครับและไปทำคำ

[04:01:16] สั่งอื่นที่อยู่นอก Loop นะครับอ่าเป็นคำ

[04:01:19] สั่งสำหรับจุดการทำซ้ำนั่นเองนะฮะต่อมาก็

[04:01:22] จะเป็น Continue นะครับคำสั่งนี้จะทำให้

[04:01:25] หยุดการทำงานแล้วย้อนกลับไปเริ่มต้นการทำ

[04:01:27] งานที่ต้น Loop ใหม่นะครับก็คือทำการ

[04:01:29] script ข้าม Loop ที่กำหนด Continue

[04:01:32] นั่นเองนะฮะอ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้

[04:01:36] คำสั่งเกี่ยวกับการทำซ้ำกันนะครับก็คือคำ

[04:01:38] สั่งเบรคกับ Continue ใน Loop ของเรากัน

[04:01:41] นะครับว่ามีขั้นตอนการใช้งานอย่างไรลวงไป

[04:01:43] ถึงความสามารถของคำสั่งทั้ง 2 ตัวนี้นะ

[04:01:47] ครับมันจะส่งผลยังไงกับตัวโปรแกรมของเรา

[04:01:49] กลับมาที่ vs Code นะครับในส่วนของการ

[04:01:52] ใช้คำสั่ง b กับ Continue ในการกำหนดการ

[04:01:56] ทำงานของ Loop เหรือว่าการทำซ้ำในโปรแกรม

[04:01:58] นะครับนะผมจะยตัวอย่างเป็นการใช้ตัว for

[04:02:02] Loop แล้วกันนะครับอ่าผมจะทำการสร้างตัว

[04:02:04] for Loop ขึ้นมานะครับแล้วก็สร้างตัว

[04:02:07] แปรเคาน์เตอร์เนาะเป็นตัวแปรสำหรับนับ

[04:02:10] จำนวนรอบการทำงานนะครับอ่า in นะฮะโดยผม

[04:02:15] จะให้อ่าทำซ้ำนะครับ

[04:02:20] เป็นเป็นรอบเริ่มต้นนะครับมารอบที่ 1

[04:02:23] เนาะจบที่รอบที่ 10 นะครับก็คือก่อนถึง 11

[04:02:28] นั่นเองนะครับเพราะฉะนั้นข้อมูลที่เราจะ

[04:02:31] ได้นะครับก็จะเริ่มต้นที่รอบที่ 1 จบที่

[04:02:34] รอบที่ 10 นะครับผมก็จะปริ้นเคาน์เตอร์

[04:02:36] ออกไปให้ทุกคนดูนะครับว่าตอนนี้รอบการทำ

[04:02:39] งานเนี่ยมีค่าอะไรบ้างนะครับโดยรอบการทำ

[04:02:44] งานก็ขึ้นอยู่กับตัวแปรเคาน์เตอร์นะครับ

[04:02:46] เป็นตัวแปรที่เก็บจำนวนรอบเอาไว้หรือว่า

[04:02:49] เก็บหมายเลขรอบเนาะอ่ะลองกดรันดูนะ

[04:02:53] ครับก็จะแสดงผลตัวเลข 1 2 3 4 5 6 7

[04:02:58] 8 9 10 นะครับอ่ะทำซ้ำ 10 ครั้งนะครับ

[04:03:02] ก็คือมีจำนวนรอบ 10 รอบนะครับเริ่มต้นที่

[04:03:06] รอบที่ 1 จบที่รอบที่ 10 นะครับแต่ตัวเลน

[04:03:09] เราระบุเป็น n -1 ก็คือ 11 - 1 ก็ทำ 10

[04:03:13] รอบนะครับ 1 จ- 10 นั่นเองทีนี้นะครับ

[04:03:16] สิ่งที่ผมต้องการเนี่ยก็คือโอเคตอนนี้

[04:03:19] โปรแกรมของเราเนี่ยมันเกิดการทำซ้ำ 10

[04:03:22] ครั้งใช่มั้ยครับผมต้องการอยากจะเปลี่ยน

[04:03:27] เงื่อนไขการทำงานใหม่ก็คืออยากจะให้ทำซ้ำ

[04:03:30] แค่ 4 ครั้งเท่านั้นนะครับตั้งแต่ครั้ง

[04:03:35] ที่ 5 ไปจนถึงรอบสุดท้ายหรือตั้งแต่รอบ

[04:03:38] ที่ 5 จนถึงรอบสุดท้ายเนี่ยผมจะไม่ทำนะ

[04:03:42] ครับจะมีวิธีการอย่างไรนะนะครับอ่าโดย

[04:03:45] ขั้นตอนการทำงานนะครับตอนนี้เนี่ยมันทำ 10

[04:03:48] ครั้งใช่มั้ยครับก็คือ 1 ถึง 10 ทีนี้ผม

[04:03:51] จะทำการกำหนดเงื่อนไขครับโดยเอาอีมาเขียน

[04:03:54] อยู่ในพื้นที่ for Loop ครับก็จะเป็นอีฟ

[04:03:56] แล้วก็เงื่อนไขนะครับก็คือถ้าหากว่า

[04:03:59] เคานเตอร์ของผมเนี่ยนะครับ

[04:04:01] อ่ารอบการทำงานเนี่ยมันทำงานอยู่ที่รอบ

[04:04:05] ที่ 5 ก็คือเคานเตอร์เท่ากับ 5 นะครับผม

[04:04:08] ก็จะสั่งเบรคเลยเพราะฉะนั้นตั้งแต่รอบที่

[04:04:11] 5 เป็นต้นไปเนี่ยนะครับจากจะไม่เกิด

[04:04:14] กระบวนการทำซ้ำโดยคำสั่งที่ทำซ้ำก็คือคำ

[04:04:18] สั่ง print Counter ใช่มั้ยครับเพราะ

[04:04:19] ฉะนั้นถ้าเกิดอ่าการทำงานนะครับตรงกับรอบ

[04:04:23] ที่ 5 นะครับก็จะไม่เกิดกระบวนการทำซ้ำ

[04:04:27] เกิดขึ้นเพราะว่าคำสั่งเบรกเนี่ยเป็นคำ

[04:04:29] สั่งหยุดการทำซ้ำหยุดการทำซ้ำตอนไหนนะ

[04:04:33] ครับตอนที่รอบการทำงานรอบนั้นนะครับเป็น

[04:04:35] รอบที่

[04:04:36] 5 นะฮะเพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะ

[04:04:39] ครับมันก็จะเกิดการทำซ้ำแค่ 4 รอบนะครับ

[04:04:43] ก็จะเป็น 1 2 3 4 พอรอบที่ 5 นะครับ

[04:04:46] มันตรงตามเงื่อนไขตัวนี้เนาะก็คือ E

[04:04:49] Counter เท่ากับ 5 ก็สั่งเบรคเลยนะครับ

[04:04:52] เมื่อเบรคก็กระโดดออกจาก for Loop ครับ

[04:04:54] ก็จบการทำงานอ่ะเดี๋ยวผมจะลองปริ้นจบการ

[04:04:56] ทำงานให้ทุกคนดูนะ

[04:04:59] ปริ้นจบการทำ

[04:05:01] งานนะครับถ้าเป็นการทำงานแบบปกติก็คือ

[04:05:06] 1-10 ใช่มั้ยครับแต่ตอนนี้เราสั่งเบรค

[04:05:09] รอบที่ 5 นะครับตั้งแต่รอบที่ 5 เป็นต้น

[04:05:12] ไปจนถึงรอบสุดท้ายเนี่ยจไม่เกิดกระบวนการ

[04:05:14] ทำงานเกิดขึ้นเพราะว่ามันกระโดกจาก for

[04:05:17] Loop ตัวนี้วิ่งมาที่บรรทัดที่ 7 เลยแ

[04:05:20] ว่าจบการทำงานเพราะฉะนั้นรอบที่ทำงานนะ

[04:05:23] ครับก็จะมีแค่ 4 รอบก็คือ 1 2 3

[04:05:26] 4 โอเคนะครับนี่ก็คือการใช้คำสั่งเบรก

[04:05:30] อ่าเป็นการหยุด Loop เนาะตามเงื่อนไขที่

[04:05:32] กำหนดต่อมาก็จะเป็น Continue ครับ

[04:05:35] Continue เป็นการกระโดดข้ามครับอ่ะเป็น

[04:05:38] การกระโดดข้ามโดยผมเปลี่ยนจากเบรกเป็น

[04:05:42] Continue นะครับก็คือถ้าตอนนี้รอบที่ทำ

[04:05:45] งานนะครับเป็นรอบที่ 5 จะกระโดดข้ามรอบ

[04:05:47] ที่ 5 ไปแล้วก็ไปทำ Loop รอบใหม่ก็คือ

[04:05:51] เป็นรอบที่ 6 7 8 9 อะไรก็ว่าไปนะครับ

[04:05:54] ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นครับก็จะแสดงตัวเลขอ่า

[04:05:57] 1 2 3 4 นะครับแล้วก็ 6 7 8 9 10

[04:06:01] เห็นมฮะรอบที่ 5 กระโดดข้ามก็คือจะไม่

[04:06:04] ปริ้นเคาน์เตอร์รอบที่ 5 ออกมานะครับก็

[04:06:08] กลับไปรอบใหม่นะครับเป็นรอบที่ 6 7 8 9

[04:06:10] 10 แล้วก็จบการทำงานโอเคโคนะครับหรืออาจ

[04:06:14] จะเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ก็ได้นะครับถ้าหาก

[04:06:16] ว่าตอนนี้การทำงานของของตัว for Loop

[04:06:19] ของเราเนี่ยอันนี้ยวผมจะคอมเมนเอาไว้เนาะ

[04:06:21] บรรทัดที่ 3 กับ 4 นะครับไฮไลท์เอาไว้กด

[04:06:24] Control แล้วก็ slash นะครับเป็นการ

[04:06:26] คอมเมนตอนนี้นะครับรอบการทำงานนะครับ

[04:06:30] เริ่มต้นที่ 1 จบที่ 10 ใช่มครับอ่าจบที่

[04:06:34] 10 ทีนี้ถ้าเราสั่งเบรกหรือว่าสั่ง

[04:06:36] Continue เนี่ยถ้าเป็นเบรกก็คือหยุดใช่ม

[04:06:39] ครับตามรอบที่กำหนดถ้าเป็น Continue ก็

[04:06:41] คือกระโดดข้ามรอบที่กำหนดก็คือรอบที่ 5

[04:06:45] นะครับแล้วทีนี้ถ้าผมต้องการอยากจะ

[04:06:47] เปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ก็คือถ้ารอบใดนะครับ

[04:06:49] มันอ่าเป็นเลขคู่จะให้กระโดดข้ามนะครับจะ

[04:06:55] ให้ทำงานเฉพาะรอบที่เป็นเลขคี่อ่ามีมี

[04:06:58] วิธีการยังไงนะครับวิธีการก็มากำหนด

[04:07:01] เงื่อนไขนะครับก็คืออีฟ Counter นะครับ

[04:07:03] ถ้าหาร 2 เนาะหาร 2 ลงตัวนะครับหาร 2

[04:07:07] แล้วได้เศษ 0 แสดงว่ารอบนั้นเนี่ยมันเป็น

[04:07:11] เลขคู่นะครับก็กระโดดข้ามรอบไปนะครับให้

[04:07:15] ทำงานเฉพาะรอบที่เป็นเลขคี่นะครับการทำ

[04:07:17] งานรอบที่เป็นเลขคี่ก็คือคำสั่งปริ้นตัว

[04:07:19] นี้นะครับเพราะฉะนั้นตัวปริ้นเคาน์เตอร์

[04:07:22] ก็จะปริ้นเฉพาะตัวเลขที่เป็นเลขคี่ออกมา

[04:07:24] เพราะว่าเลขคู่เราสั่งกระโดดข้ามนะครับก็

[04:07:26] จะเป็น 1 3 5 7 9 แล้วก็จบการทำงานนะ

[04:07:30] ครับรอดที่เป็นเลขคู่ก็จะถูกกระโดดข้ามไป

[04:07:34] โอเคนะครับเพราะว่าเงื่อนไขที่เรากำหนดก็

[04:07:37] คืออ่าหาร 2 แล้วได้เศษ 0 เนาะหาร 2 ลง

[04:07:40] ตัวนะครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการใช้

[04:07:43] เบรกกับ Continue ครับก็จะได้ผลลัพธ์ตาม

[04:07:46] ที่แสดงข้างต้น

[04:07:56] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[04:08:00] ข้อนี้นะครับก็จะมาลุ่ยในส่วนของการ

[04:08:04] ประยุกต์ใช้ความรู้ในเรื่องของการทำซ้ำ

[04:08:07] หรือว่า Loop กันนะครับซึ่งจะเป็นเรื่อง

[04:08:09] ของการเขียนโปรแกรมแสดงแม่สุดคูณนั่นเอง

[04:08:13] นะครับโดยแม่สูดคูณนะครับอ่าสิ่งที่ผม

[04:08:16] ต้องการก็คืออยากจะให้ผู้ใช้โปรแกรมเนี่ย

[04:08:19] ทำการป้อนหมายเลขแม่สูดคูณเข้ามาครับ

[04:08:22] อย่างเช่นแม่ 2 แม่ 3 แม่ 5 นะครับจาก

[04:08:25] นั้นก็จะให้ตัวระบบเทำการ generate ตาราง

[04:08:28] แม่สุดคูณออกมานะครับอย่างเช่นถ้าป้อนเลข

[04:08:31] 2 มาก็จะได้สูตรคูณแม่ 2 นจะเป็น 2 * 1

[04:08:34] จนถึง 12 นะครับถ้าป้อนเลข 3 เข้ามาก็จะ

[04:08:36] เป็น 3 * 1 จนถึง 12 อะไรพวกนี้นะฮะอ่า

[04:08:41] มีวิธีการเขียนอย่างไรไปนะครับเดี๋ยวเรา

[04:08:44] มาเริ่มต้นกันเลยลำดับแรกนะครับเราจะต้อง

[04:08:47] รับตัวเลขแม่สุดคูณเข้ามาก่อนนะครับผมจะ

[04:08:51] ทำการสร้างตัวแปรที่ชื่อว่า Number ขึ้น

[04:08:53] มาเนาะก็คือรับตัวเลขนะครับมีค่าเท่ากับ

[04:08:56] input นะครับด้านในก็จะเป็นข้อความครับ

[04:08:59] บอกว่าป้อนอ่าตัวเลขแม่สูดคูณเนาะป้อนตัว

[04:09:05] เลขแม่สูตคูณนะ

[04:09:08] ครับอ่าแม่สูตรคูณนะครับ

[04:09:13] อแล้วก็เครื่องหมายโคลอนนะฮะทีนี้ตัวเลข

[04:09:20] แม่สูดคูณของเราเนี่ยนะครับเราจะต้องนำไป

[04:09:23] คำนวณทางคณิตศาสตร์เพราะฉะนั้นจะต้องมี

[04:09:25] การแปลงชนิดข้อมูลครับเพราะว่าตัว input

[04:09:27] เนี่ยผลลัพธ์ที่ได้มันจะเป็น String ใช่

[04:09:30] ไหมมครับแล้วก็แปลงให้อยู่ในรูปแบบตัวเลข

[04:09:32] จำนวนเต็มครับโดยเอาคำสั่ง in นะครับมา

[04:09:35] ครอบ input นั่นเองนะฮะโอเคเราก็จะได้ข้อ

[04:09:40] มูลนะครับอ่าตัวเลขแม่สุดคูณนะครับมาเก็บ

[04:09:44] ลงในตัวแปรนัอแล้วทีนี้สูตรคูณของเรา

[04:09:47] เนี่ยนะครับก็คือการคูณตัวเลขนะครับ 12

[04:09:52] รอบก็คือเริ่มต้นที่รอบที่ 1 จบที่ 12

[04:09:55] ใช่มั้ยครับถ้านัมเบอร์ที่ส่งเข้ามานะ

[04:09:58] ครับเป็นสูตคูณแม่ 2 แล้วก็จะเป็น 2 * 1

[04:10:01] ไปจนถึง 2 * 12 นะครับเพราะฉะนั้นการทำ

[04:10:05] ซ้ำเนี่ยก็จะเกิดอ่าการทำซ้ำที่มีจำนวน

[04:10:10] รอบที่ตายตัวหรือว่าชัดเจนนะครับเพราะ

[04:10:13] ฉะนั้นตัว Loop ที่จะเลือกมาใช้งานก็คือ

[04:10:16] for Loop นะครับเพราะว่า for Loop

[04:10:18] เนี่ยจะเหมาะสำหรับการทำซ้ำที่เราทราบ

[04:10:21] จำนวนรอบที่ชัดเจนนะครับในนี้ก็คือทำงาน

[04:10:24] 12 รอบใช่มั้ครับก็คือแสดงอ่าแม่สุดคูณ

[04:10:27] นะครับแม่ 2 ก็คือ 2 * 1 จนถึง 12 นะ

[04:10:31] ครับหรือว่าตามตัวเลขแม่สูคูณที่ส่งเข้า

[04:10:34] มานะครับเพราะฉะนั้นการทำซ้ำเนี่ยผมก็จะ

[04:10:38] เลือกใช้ตัว for Loop ครับอ่ะมาจัดการใน

[04:10:41] เรื่องของการกำหนดรอบการทำซ้ำโดยรอบการทำ

[04:10:45] ซ้ำเนี่ยผมจะเก็บลงในตัวแปรที่ชื่อว่าตัว

[04:10:47] แปร I แล้วะกันอ่าก็คือลำดับของตัวเลขนะ

[04:10:51] ครับโดยในช่วงตัวเลขเนี่ยครับเราก็จะระบุ

[04:10:54] ผ่านคำสั่ง blend ครับก็จะเป็น for I in

[04:10:57] blend นะครับเริ่มต้นที่รอบที่ 1 จบที่

[04:11:00] 12 ใช่มั้ยครับก็คือ 13 ก็คือ 1 จนถึง

[04:11:04] ก่อน 13 นั่นเองอ่าผมก็จะลองปริ้นตัวเลข

[04:11:09] นะครับที่อยู่ในตัวแปร I ของให้ทุกคนดูนะ

[04:11:12] ฮะอ่ากดรันหรผลลัพธ์นะครับอ่าป้อมตัวเลข

[04:11:18] แม่สุดคูณนะครับเป็นแม่ 2 นะครับปั๊บอ่า

[04:11:21] ก็แสดงเลข 1 จถ 12 ใช่ไหมมครับในส่วนของ

[04:11:24] ตัว for Loop ทีนี้เราก็จะนำเอาเลข 2 นะ

[04:11:27] ครับที่ส่งเข้ามาเนี่ยเอาไปคูณกับอ่าตัว

[04:11:31] เลขในแต่ละรอบนะครับจะเป็น 2 * 1 * 2

[04:11:33] ไปจนถึง 12 นะฮะโดยวิธีการนะครับผมก็จะมา

[04:11:37] เปลี่ยนคำสั่งในตัวปริ้นตัวนี้นะครับโดย

[04:11:39] เอา Number นะครับมาใช้งานก่อนแล้วก็

[04:11:42] เครื่องหมายคอ

[04:11:43] ตามด้วยสัญลักษณ์ตัว X นะครับก็คือ

[04:11:46] เครื่องหมายคูณนั่นแหละนะครับะก็ตัวแป I

[04:11:50] ที่เป็นอ่าตัวเลขในแต่ละรอบนะครับผลรับ

[04:11:56] ที่เกิดขึ้นนะฮะก็จะปริ้นอ่าป้อนตัวเลข

[04:12:01] แม่สุดคูณเนาะอ่ะเป็นแม่ 3 แล้วกันนะครับ

[04:12:05] ก็จะเป็น 3 * 1 * 2 ไปจนถึง 3 * 12

[04:12:10] นะครับอันนี้ก็คือข้อความที่เรากำหนดให้

[04:12:12] มันแสดงผลออกมานะครับทีนี้เมื่อกำหนดข้อ

[04:12:16] ความแสดงผลแล้วนะครับเราก็จะให้แสดงผล

[04:12:19] ลัพธ์จากการคำนวณดยว่า 3 * 1 จนถึง 3 *

[04:12:23] 12 เนี่ยนะครับได้ผลลัพธ์จากการคูณเป็น

[04:12:26] เท่าไหร่นะครับผมก็จะอ่าระบุเป็นเครื่อง

[04:12:28] หมายคอมม่านะครับแล้วก็ใส่เป็นเท่ากับไป

[04:12:30] เนาะอ่าเท่ากับเครื่องหมายคอมม่าแล้วก็

[04:12:33] Number ครับคูณ I ก็คือนำเอาตัวเลขที่

[04:12:38] ส่งอ้ามานะครับไปคูณกับตัวเลขแต่ละรอบที่

[04:12:41] มีการทำซ้ำเกิดขึ้นก็คือ 1 จนถึง 12 นั่น

[04:12:44] เองก็จะเป็น Number คูณ I ก็คือ 3 * 1

[04:12:48] * 2 * 3 ไปถึง 12 นะครับถ้าส่งเป็น

[04:12:51] แม่ 3 เข้ามานะ

[04:12:54] ฮะโอเคนะครับผมส่งแม่ 3 เข้ามาเนาะก็จะ

[04:12:58] เป็น 3 * 1 เป็น 3 3 * 2 6 3 3 9

[04:13:02] นะครับจนถึง 3 * 12 = ก 36 อ่าถ้าผม

[04:13:06] ส่งสูตรคูณนะครับต้องการอยากจะทราบสูตร

[04:13:10] คูณแม่ 5 ครับก็ส่งเลข 5 เข้าไปก็จะจะ

[04:13:13] เป็น 5 * 1 เป็น 5 นะครับไล่ไปจนถึง 5

[04:13:16] * 12 เป็น 60 นั่นเองอันนี้ก็จะเป็นตัว

[04:13:19] อย่างการเขียนโปรแกรมแม่สุดคูณนะครับก็จะ

[04:13:22] ได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้น

[04:13:33] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[04:13:37] ข้อนี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการ

[04:13:40] ประยุกต์ใช้งานความรู้ในเรื่องของคำสั่ง

[04:13:42] ทำซ้ำเหมือนเดิมเลยนะครับซึ่งจะเป็น

[04:13:45] เรื่องของการเขียนโปรแกรมคำนวณหาผลรวมของ

[04:13:49] ตัวเลข 5 จำนวนนั่นเองนะครับโดยตัวเลข 5

[04:13:53] จำนวนเนี่ยจะให้ผู้ใช้โปรแกรมนะครับทำการ

[04:13:55] ป้อนข้อมูลเข้ามานั่นเองนะฮะมีขั้นตอนการ

[04:14:00] เขียนอย่างไรบ้างนะครับเดี๋ยวเรามาเริ่ม

[04:14:02] ต้นกันเลยนะครับจากโจทย์นะครับเป็นการ

[04:14:05] คำนวณหาผลรวมของตัวเลขคจำนวนแสดงว่าจะ

[04:14:08] ต้องรับ input จำนวน 5 ครั้งใช่มั้ยครับ

[04:14:12] ก็จะต้องมีการเกิดการทำซ้ำ 5 รอบในการรับ

[04:14:16] ตัวเลข 5 จำนวนนั่นเองนะครับโดยวิธีการนะ

[04:14:20] ครับเราก็จะใช้ตัว for Loop เพราะว่า for

[04:14:23] Loop เนี่ยอ่าจะเป็นคำสั่งทำซ้ำที่เรา

[04:14:27] ทราบจำนวนการทำซ้ำที่ชัดเจนนะครับว่ามี

[04:14:30] กี่รอบในนี้ก็คือ 5 รอบใช่มั้ครับผมก็จะ

[04:14:32] ประกาศเป็น for ขึ้นมานะครับแล้วก็สร้าง

[04:14:35] ตัวแปร I นะครับเป็นตัวแปรที่เก็บจำนวน

[04:14:39] รอบหรือว่าลำดับของรอบการทำงานเอาไว้นะ

[04:14:41] ครับก็จะเป็น for I in bence นะครับ

[04:14:44] เริ่มต้นที่รอบที่ 1 ไปจนถึงรอบที่ 5 นะ

[04:14:48] ครับก็คือก่อน 6 นั่นเองก็จะเป็น Range 1

[04:14:51] แล้วก็ 6 นะครับด้านในตัว for Loop ตัว

[04:14:55] นี้นะครับก็จะรอรับ input หรือว่ารอรับ

[04:14:59] ตัวเลขจากผู้ใช้โปรแกรมนะครับผมจะสร้าง

[04:15:02] ตัวแปลที่ชื่อว่าตัวแป Number ขึ้นมานะ

[04:15:04] ครับมีค่าเท่ากับ input นะครับด้านในครับ

[04:15:07] ผมก็จะให้บอกลำดับอ่าของตัวเลขเนาะก็คือ

[04:15:12] แสดงลำดับลำดับที่ออกมานะครับก็จะเป็น

[04:15:14] ลำดับที่นะครับตามด้วยหมายเลขที่ครับหมาย

[04:15:17] เลขลำดับก็คืออยู่ที่ตัวแปร i ตัวนี้นะ

[04:15:21] ครับผมก็จะเอาตัวแปร I มาเขียนร่วมกับ

[04:15:22] ลำดับที่แต่ว่าตัวแปร I ของผมนะครับมัน

[04:15:25] เป็นตัวเลขจำนวนเต็มนะครับเพราะฉะนั้นจะ

[04:15:28] ต้องแปลงให้กลายเป็น String นะครับก็จะ

[04:15:30] เป็น sdr แล้วก็เอาตัวไป I นะครับมาเขียน

[04:15:34] เอาไว้ทีนี้การนำเอา String นะครับก็คือ

[04:15:38] คำว่าลำดับที่มาต่อกับ String ก็คือข้อ

[04:15:41] มูลที่เก็บอยู่ในตัวไปอที่มีการแปลงให้

[04:15:43] อยู่ในรูปแบบของ String เรียบร้อยแล้วนะ

[04:15:45] ครับจะใช้เครื่องหมายบวกครับเป็นการนำเอา

[04:15:48] String มาต่อกันหรือว่านำเอาข้อความมา

[04:15:50] ต่อกันนะครับโดยข้อความแรกก็คือลำดับที่

[04:15:52] ข้อความที่ 2 ก็คืออ่าหมายเลขนะครับรอบ

[04:15:56] ของเรานั่นเองก็คือเลข 1 จนถึงเลข 5 นะ

[04:16:00] ครับก็จะเป็นลำดับที่บวก str นะครับแล้ว

[04:16:03] ก็ไปบวกกับข้อความตัวที่ 3 นะครับก็คือ

[04:16:05] เครื่องหมายโคลอนนันี้องตอนที่ทำการรับ

[04:16:09] input หรือว่ารับตัวเลขนะครับที่ส่งเข้า

[04:16:12] มาทำงานเนี่ยผมก็จะนำเอาตัวเลขที่ส่งเข้า

[04:16:14] มานะครับมาแสดงผลด้วยทุกครั้งนะครับว่า

[04:16:17] แต่ละรอบเป้อนข้อมูลอะไรก็คือปริ้น Number

[04:16:20] ออกมาอ่ะลองกดรันดูผลลัพธ์นะ

[04:16:25] ครับโอเคเจะเขว่าลำดับที่ 1 อ่ะมันติดกัน

[04:16:30] เกินไปเดี๋ยวผมขอเว้นวัดนิดนึงนะฮะอ่า

[04:16:33] ลำดับที่เนาะ

[04:16:36] โอเคตัวเลขลำดับที่ 1 นะครับอ่าคือเลข

[04:16:41] อะไรอย่างเช่นเป็นเลข 10 นะครับก็แสดงเลข

[04:16:44] 10 ออกมาต่อมาก็จะเป็นลำดับที่ 2 นะครับ

[04:16:46] มาเป็น 20 ลำดับที่ 3 เป็น 30 ลำดับที่ 4

[04:16:50] เป็น 40 ลำดับที่ 5 เป็น 50 นะครับแล้วก็

[04:16:53] จบการทำงานสิ่งที่เราต้องการก็คืออยากจะ

[04:16:57] นำเอาตัวเลขทั้ง 5 ตัวนี้นะครับเอามารวม

[04:17:00] กันก็คือ 10 + 20 + 30 + 40 + 50

[04:17:05] ได้ผลลัพธ์เป็นเท่าไหร่นะครับอันนี้ก็คือ

[04:17:08] สิ่งที่เราต้องการนะครับตอนนี้เราสามารถ

[04:17:11] รับ input หรือว่ารับตัวเลข 5 จำนวนได้

[04:17:15] แล้วนะฮะสิ่งที่ต้องการก็คืออ่าทำการ

[04:17:19] คำนวณหาผลรวมของตัวเลขครับตัววิธีการเรา

[04:17:22] ก็จะนำเอาข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร Number

[04:17:24] ในแต่ละรอบครับเอามารวมกันผมจะทำการสร้าง

[04:17:28] ตัวแปรขึ้นมาตัวแปรนึงนะครับตั้งชื่อว่า

[04:17:29] ตัวแปร Total แล้วกันอ่ามีค่าเริ่มต้น

[04:17:31] เป็น 0 เนาะตัวแปร Total ตัวนี้นะครับจะ

[04:17:34] รับหน้าที่ในการคำนวณหาผลรวมของตัวเลขใน

[04:17:39] แต่ละรอบนะครับที่อยู่ใน for Loop อ่าก็

[04:17:41] เลยประกาศอยู่ด้านนอก for loop นะครับ

[04:17:43] เพราะว่ามันจะทำงานแค่

[04:17:45] อ่า 5 ครั้งตอนที่ทำการรับ input เข้ามา

[04:17:48] นะครับก็คือตัว Number ตัวนี้นะครับทุก

[04:17:51] ครั้งที่มีการส่งตัวเลขเข้ามานะครับก็จะ

[04:17:53] นำเอาค่าเดิมที่อยู่ในตัวแปร Total เนี่ย

[04:17:55] ไปบวกกับอ่าข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร Number

[04:17:58] ครับก็จะเป็น Total บวกได้กับ Number

[04:18:00] เพราะฉะนั้นก็จะเกิดการคำนวณตามจำนวนรอบ

[04:18:04] ในการรับตัวเลขเข้ามาทำงานนะครับโดยตัว

[04:18:07] Total เนี่ยจะมีค่าเริ่มต้นก็คือเป็น 0

[04:18:10] ใช่มั้ยครับแล้วก็นำมาใช้งานในตัว for

[04:18:12] Loop นะครับ for Loop ก็ทำการรับตัวเลข

[04:18:14] นะครับว่าเอ๊ะเลขลำดับที่ 1 คือเลขอะไร

[04:18:17] สมมุติเป็นเลข 10 ใช่มั้ยครับก็จะเอาค่า

[04:18:19] เดิมที่อยู่ในตัวไป Total เนี่ยไปบวกกับ

[04:18:21] 10 อ่าเพราะฉะนั้นค่าล่าสุดใน Total ก็

[04:18:23] จะเป็น 10 รอบต่อมาก็จะเป็นรอบที่ 2 นะ

[04:18:26] ครับเป็น 20 ก็เอา Total ไปบวกกับ 20 นะ

[04:18:29] ครับก็จะเป็น 30 อ่ากับค่าเดิมของมันนะ

[04:18:32] ครับที่เก็บจากรอบแรกนะครับไปจนถึงรอบสุด

[04:18:35] ท้ายก็คือรอบที่ 5 นะฮะหลังจากที่คำนวณ

[04:18:38] ครบ 5 รอบแล้วนะครับผมก็จะปริ้น Total

[04:18:40] ครับซึ่งการปริ้น Total เนี่ยจะปริ้นอยู่

[04:18:43] ด้านนอกตัว for Loop นะครับเพราะว่าเรา

[04:18:45] จะให้ทำแค่ครั้งเดียวนะครับก็คือหลังจาก

[04:18:48] ที่มีการคำนวณตัวเลขนะครับครบ 5 ครั้ง

[04:18:51] แล้วแล้วก็ให้แสดงผลลัพธ์สุดท้ายออกมานะ

[04:18:54] ครับก็เลยแสดงคำสั่งปริ้นนะครับอยู่ด้าน

[04:18:56] นอกตัว for Loop นะฮะเพนำไปเขียนรวมนะ

[04:18:59] อันนี้ผมก็จะใส่เป็นผลลัพธ์เนาะผลลัพธ์นะ

[04:19:03] อ่ะผลรวมก็ได้นะครับผลรวมมีค่าเท่า

[04:19:08] กับข้อมูลที่เก็บอยู่ในตัวแปร Total นะ

[04:19:11] ครับตัวแปร Total นะครับมีค่าเป็น 0 นะ

[04:19:14] ครับแล้วก็รับตัวเลขมานะครับรอบที่ 1 2

[04:19:16] 3 4 5 ในแต่ละรอบก็จะมีการคำนวณผลรวม

[04:19:20] ของตัวเลขในแต่ละรอบด้วยนะครับว่าตั้งแต่

[04:19:23] รอบที่ 1 จนถึงรอบที่ 5 นี่มีการส่งตัว

[04:19:25] เลขอะไรเข้ามาบ้างก็นำมารวมกันอยู่ในตัว

[04:19:27] แปร Total เมื่อรวมกันครบทุกตัวแล้วนะ

[04:19:31] ครับก็แสดงผลรวมออกมาอ่ะลองกดรันดู

[04:19:36] ซิอ่ะลำดับที่ 1 นะครับผมส่งเป็นเลข 10

[04:19:40] ไปนะฮะอ่าในส่วนของ Total บวกเท่ากับ

[04:19:45] Number นะครับไม่สามารถนำมาคำนวณทาง

[04:19:47] คณิตศาสตร์ได้เพราะว่าตัว number ของเรา

[04:19:50] นะครับมันเป็น String นะมันไม่สามารถนำมา

[04:19:53] ใช้งานร่วมกับตัว assignment Operator

[04:19:56] ได้หรือว่าทำการกำหนดค่าได้เพราะฉะนั้น

[04:19:58] ต้องแปลงเนี้ข้อมูลนะฮะก็คือเอา in มา

[04:20:01] ครอบ input อีกทีนึงนั่น

[04:20:03] เองนะครับโอเคตัว number ของเราก็จะกลาย

[04:20:07] เป็นตัวเลขจำนวนเต็มแล้วนะครับที่สามารถ

[04:20:10] นำมาคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้อ่ะลองกดร้าน

[04:20:15] ใหม่รอบที่ 1 นะครับลำดับที่ 1 เนาะอเป็น

[04:20:19] 10 ลำดับที่ 2 เป็น 20 3 เป็น 30 4 40

[04:20:24] 5 50 ปั๊บกด Enter นะครับผลรวมเท่ากับ

[04:20:28] 1250 นั่นเองนะครับหรือถ้าผมอ่ะคำนวณหา

[04:20:34] ตัวเลขนะครับส่งตัวเลขเข้าไปนะครับอรอบ

[04:20:37] แรกเป็น 5 รอบที่ 2 ก็เป็น 5 รอบ 3 ก็

[04:20:40] เป็น 5 รอบ 4 ก็เป็น 5 รอบ 5 ก็เป็น 5 นะ

[04:20:42] ครับ

[04:20:43] ตัวเลข 5 บวกกัน 5 ครั้งนะครับได้ผลลัพธ์

[04:20:46] เป็นเท่าไหร่ก็เป็น 25 เห็นมฮะอ่าประมาณ

[04:20:51] นี้นะครับประมาณนี้อันนี้ก็จะเป็นการ

[04:20:53] คำนวณหาผลรวมของตัวเลขค่าจำนวนนะครับอ่า

[04:20:56] รอบที่ 1 เป็น 500 รอบที่ 2 นะครับเป็น

[04:21:00] 300 อ่ารอบที่ 4 อ่ารอบที่ 3 รอบรอบที่

[04:21:05] รอบที่ 3 นะครับเป็น 200 ตอนนี้เท่าไหร่

[04:21:08] แล้วตอนนี้เป็น 1,000 เลยเนาะอก็ 5 100

[04:21:12] นะครับเป็น 1,500 แล้วตอนนี้นะครับถ้า

[04:21:14] คำนวณด้วยสายตานะอ่า 1,500 แล้วนะครับที

[04:21:18] นี้เลขลำดับที่ 5 เนี่ยนะครับผมใส่เป็น

[04:21:20] เลขตลไปนะครับเป็น - 1,500 อ่าผลรวมก็จะ

[04:21:24] เป็น 0 เห็นมั้ยครับเพราะฉะนั้นตัวเลขที่

[04:21:27] ส่งเข้ามาคำนวณเนี่ยสามารถส่งเป็นค่าบวก

[04:21:30] ก็ได้หรือว่าค่าติดลบก็ได้นะครับแล้วมัน

[04:21:32] ก็จะเกิดกระบวนการคำนวณให้เราอ่า

[04:21:35] อัตโนมัตินะครับตามข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร

[04:21:39] Number นั่นเองก็โอเคครับผมก็จะได้ผล

[04:21:44] ลัพธ์ประมาณนี้ครับในเรื่องของการเขียน

[04:21:45] โปรแกรมคำนวณหาผลรวมของตัวเลข 5

[04:21:58] จำนวนครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยใน

[04:22:01] หัวข้อนี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการ

[04:22:04] เขียนโปรแกรมหาผลรวมของตัวเลขไม่จำกัด

[04:22:08] จำนวนกันบ้างนะครับโดยจะนำเอาความรู้ใน

[04:22:10] เรื่องของการทำซ้ำนะครับมาใช้ใช้ในการ

[04:22:13] เขียนโปรแกรมดังกล่าวจากหัวข้อที่ผ่านมา

[04:22:16] ครับเราก็ได้ลุยในส่วนของการเขียนโปรแกรม

[04:22:18] หาผลรวมของตัวเลข 5 จำนวนใช่มั้ยครับใน

[04:22:23] ข้อนี้เปลี่ยนโจทย์ใหม่หาผลรวมของตัวเลข

[04:22:26] ไม่จำกัดจำนวนแสดงว่าเราสามารถส่งตัวเลข

[04:22:30] เข้ามาคำนวณหาผลรวมเนี่ยกี่จำนวนก็ได้ใช่

[04:22:33] มั้ยครับอ่ะจะมีวิธีการเขียนอย่างไรนะ

[04:22:37] ครับลำดับแรกเลยนะครับเกิดการทำซ้ำแน่นอน

[04:22:41] เพราะว่าจะมีการคำนวณหาผลรวมของตัวเลข

[04:22:44] เกิดขึ้นแต่ว่าตัวเลขที่ส่งเข้ามานะครับ

[04:22:48] ไม่จำกัดจำนวนนะครับแสดงว่าส่งมากี่ตัวก็

[04:22:52] ได้เพราะฉะนั้นคำสั่งทำซ้ำที่จะเลือกใช้

[04:22:56] งานในหัวข้อนี้จะเป็น W Loop นะครับ

[04:22:58] เพราะว่า W Loop เนี่ยก็คือการใช้คำสั่ง

[04:23:01] ทำซ้ำที่ไม่สามารถทราบจำนวนที่จะทำซ้ำชัด

[04:23:06] เจนใช่มั้ยครับถ้าเป็น for Loop ก็คือ

[04:23:08] เราสามารถรู้จำนวนรอบชัดเจนนะครับแต่ว่า

[04:23:10] ตัว y Loop เนี่ยเราไม่รู้จำนวนรอบก็คือ

[04:23:13] ตอนนี้เราต้องการอยจะหาผลรวมของตัวเลขนะ

[04:23:15] ครับไม่จำกัดจำนวนนะส่งมากี่จำนวนก็ได้นะ

[04:23:19] ฮะตัววิธีการเขียนโปรแกรมนะครับแล้วก็จะ

[04:23:23] ใช้คำสั่ง Y ครับโดยเงื่อนไขที่จะกำหนด

[04:23:27] ขึ้นมานะครับจะให้เป็นจริงเสมอนะครับผมก็

[04:23:31] จะระบุเป็น Y True ครับอ่าก็คือเกิด

[04:23:35] Infinity Loop นะครับหรือว่าเกิดการทำ

[04:23:38] ซ้ำแบบไม่มีที่สิ้นสุดนั่นเองนะครับอัน

[04:23:42] นี้ก็คือคือโครงสร้างของตัว W Loop นะ

[04:23:44] ครับผมกหนดเงื่อนไขเป็นชก็คือเป็นจริง

[04:23:46] เสมอทีนี้ยังไงต่อนะครับในบล็อกของตัว W

[04:23:51] Loop ตัวนี้นะครับก็จะให้รับตัวเลขเข้า

[04:23:52] มาทำงานครับผมก็จะสร้างตัวแปร Number

[04:23:54] ขึ้นมานะครับมีค่าเท่ากับ input อันนี้ผม

[04:23:57] ก็จะให้ป้อนตัวเลขเนาะอ่าป้อนตัวเลขแต่จะ

[04:24:03] ไม่มีลำดับแล้วนะครับเพราะว่าไม่จำกัด

[04:24:05] จำนวนใช่่มยทีนี้เมื่อป้อนตัวเลขเข้ามาทำ

[04:24:08] งานนะครับอ่าก็จะมีการแปลงให้อยู่ในรูป

[04:24:12] แบบของของตัวเลขจำนวนเต็มนะครับก็คือเอา

[04:24:13] in มา

[04:24:15] ครอบทีนี้นะครับการใช้ตัว y Loop เนี่ย

[04:24:19] นะครับเรากำหนดเงื่อนไขเป็น True แสดงว่า

[04:24:21] มันจะเกิดการทำซ้ำแบบไม่มีที่สิ้นสุดนะฮะ

[04:24:24] เมื่อไม่มีที่สิ้นสุดนะครับโปรแกรมก็จะทำ

[04:24:27] งานไปเรื่อยๆนะครับจนมันค้างแล้วก็เจ๊งไป

[04:24:31] ในที่สุดนะครับนะเพราะว่ามันเกิดการทำซ้ำ

[04:24:33] ตลอดเวลาทีนี้นะครับการหาผลรวมของตัวเลข

[04:24:37] ไม่จำกัดจำนวนเนี่ยเราก็ต้องมีการกำหนด

[04:24:39] เงื่อนไขนะครับว่าเอ๊ะไม่จำกัดจำนวนเนี่ย

[04:24:41] มันจะต้องมีมีอ่าจุดที่ทำให้เกิดกระบวน

[04:24:46] การสิ้นสุดการทำงานของตัวโปรแกรมของเรานะ

[04:24:49] ครับก็คือจากจะให้หาผลรวมของตัวเลขนะครับ

[04:24:53] สุดท้ายออกมาซึ่งก็ต้องมีการกำหนดเงื่อน

[04:24:56] ไขนะครับว่าตัวเลขที่ส่งเข้ามานั้นเนี่ย

[04:24:58] ถ้าต้องการอยจะนำมาคำนวณหาผลรวมของตัวเลข

[04:25:01] นะครับจะต้องไม่ใช่เลข 0 และก็ไม่ใช่ค่า

[04:25:05] ติดลบจะเอาเฉพาะค่าบวกเท่านั้นนะครับ

[04:25:08] เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมจะมากำหนดเข้าไปนะ

[04:25:11] ครับในตัว Y Y Loop เนี่ยก็คือเงื่อนไข

[04:25:14] ในการกระโดดออกจาก Loop Y ครับก็คือทำ

[04:25:17] การป้อนตัวเลขเข้ามาแต่ถ้าเมื่อไหร่ที่

[04:25:18] ป้อนเป็นค่าติดลบหรือว่าป้อนเป็นเลข 0 จะ

[04:25:22] ให้กระโดดออกจากหลู Y ทันทีนะครับก็จะ

[04:25:26] ระบุอีฟเข้าไปนะครับถ้า number ของเรามี

[04:25:31] ค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 0 ครับก็จะให้

[04:25:33] เบรก

[04:25:35] อ่าประมาณนี้นะครับประมาณนี้เมื่อเบรค

[04:25:38] แล้วก็จะให้จบการทำงานนะครับมาปริ้นจบการ

[04:25:42] ทำงาน

[04:25:43] เนาะอ่ะมาดูผลรัธที่เกิดขึ้นนะครับว่าเรา

[04:25:47] สามารถรับข้อมูลตัวเลขนะครับเข้ามาใน

[04:25:50] โปรแกรมแบบไม่จำกัดจำนวนได้จริงหรือไม่นะ

[04:25:54] ก็ลองกดรัน

[04:25:56] ดูนะครับอ่าป้อนตัวเลขนะครับผมป้อนเป็น

[04:25:59] เลข 10 อ 20 30 40 50 9 9 70 58

[04:26:07] เห็นมผมสามารถป้อนตัวเลขเข้ามาทำงานได้

[04:26:10] ไม่จำกัดจำนวนเลยนะครับทีนี้ถ้าผมอยากจะ

[04:26:14] ยกเลิกการป้อนตัวเลขครับก็คืออยากจะหาผล

[04:26:17] รวมของตัวเลขนะครับที่ผมได้ป้อนข้างต้นก็

[04:26:20] คือตั้งแต่ 10 จนถึง 58 เนาะอยากจะรู้ว่า

[04:26:22] เอ๊ะมันมีผลรวมไปเท่าไหร่นะครับจะทำอย่าง

[04:26:26] ไรเพราะว่าตอนนี้มันไม่สามารถจบการทำงาน

[04:26:28] ได้นะครับแล้วก็ป้อนเลข 0 ไปครับนะก็จะจบ

[04:26:31] การทำงานเลยเพราะว่าเงื่อนไขการเบรคตัว W

[04:26:33] Loop เนี่ยก็คือตัวเลขมีค่าเป็น 0 หรือ

[04:26:37] ว่าเป็นค่าติดลบนะก็คือ Number น้อยกว่า

[04:26:40] หรือเท่ากับ 0 นะครับอ่ะเดี๋ยวผมจะลอง

[04:26:42] ป้อนค่าติดลบไป

[04:26:44] เนาะอ่าเป็น 10 20 30 50 นะครับใส่

[04:26:50] เป็นค่าติดลบไปครับอเป็น -1 อก็จบการทำ

[04:26:53] งานตอนนี้นะครับเราสามารถรับตัวเลขเข้ามา

[04:26:57] ทำงานได้แล้วที่เหลือก็ทำการคำนวณหาผลรวม

[04:27:00] ครับอ่าผมก็จะสร้างตัวแปร Total ขึ้นมา

[04:27:02] เหมือนเดิมเลยมีค่าเป็น 0 นะครับจากนั้น

[04:27:05] ก็นำเอาตัวแปร Total เนี่ยมาเขียนต่อท้าย

[04:27:08] If Number น้อยกว่าหรือเท่ากับ 0 แล้ว

[04:27:11] ก็ตัวเบรกตัวนี้นะครับก็จะเป็น Total บวก

[04:27:14] เท่ากับ Number นะครับอันนี้จะเขียนอยู่

[04:27:17] ด้านนอก If นะครับเขียนอยู่ด้านนอกอีฟพอ

[04:27:22] เราสั่งเบรกปั๊บมันจะกระโดดออกจาก Loop Y

[04:27:24] ตัวนี้นะครับก็คือบรรทัดที่ 6 มาบรรทัด

[04:27:26] ที่ที่ 9 เลยนะครับทีนี้เมื่อทำการคำนวณ

[04:27:30] หาผลรวมแล้วนะครับก็นำผลรวมมาแสดงผลนะ

[04:27:32] ครับตอนที่กระโดกจาก Loop Y เนาก็จะเป็น

[04:27:35] ผลรวมมีค่าเท่ากับตัวแปร Total ครับส่วน

[04:27:40] จบการทำงานผมจะลบทิ้งนะฮะ

[04:27:43] ไม่ใช่แล้วนะครับอันนี้ก็คืออ่าคำสั่งนะ

[04:27:47] ครับสำหรับคำนวณหาผลรวมของตัวเลขไม่จำกัด

[04:27:50] จำนวนอ่าผมจะลองกดรันดูเนาะเดี๋ยวผมจะ

[04:27:54] คำนวณหาผลรวมของตัวเลข 2 ตัวนะครับก็คือ

[04:27:56] 100 กับ 200 แล้วกันแต่แล้วก็กระดกจาก

[04:27:59] Loop นะครับก็ใส่เป็นเลข 0 ไปอ่าก็จะได้

[04:28:02] ผดรวมเป็น 300 นะครับหรือผมคำนวณหาผดรวม

[04:28:05] ของตัวเลขนะครับอ 50 นะครับ 40 แล้วก็ 10

[04:28:11] นะครับครับจากนั้นผมก็ป้อนเป็นเลข -1 ไป

[04:28:14] อ่าก็จะได้ผลรวมเป็น 100 นั่นเองก็คือ

[04:28:17] เกิดจากการนำเอา 50 40 แล้วก็ 10 มารวม

[04:28:20] กันนะครับอันนี้ก็จะเป็นการประยุกต์ใช้คำ

[04:28:25] สั่ง W Loop นะครับในการเขียนโปรแกรมหา

[04:28:28] ผลรวมของตัวเลขไม่จำกัดจำนวนอ่าก็จะได้ผล

[04:28:31] ลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลย

[04:28:42] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[04:28:45] นี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับ NED Loop

[04:28:48] กันนะครับในการเขียนโปรแกรมนะครับเรา

[04:28:51] สามารถนำคำสั่ง Loop แบบต่างๆเนี่ยให้มา

[04:28:54] ทำงานซ้อนกันได้นะครับเรียกว่า Loop ซ้อน

[04:28:57] Loop หรือว่า nested Loop นั่นเองนะ

[04:28:59] ครับก็เหมือนกับ nested e เลยนะครับก็

[04:29:02] คือการเขียน eep ซ้อน E เนาะอ่าถ้าเป็น

[04:29:04] Loop ก็คือ nested Loop นะครับโดยโครง

[04:29:07] สร้างของตัว nested Loop เนี่ยอก็จะมี

[04:29:10] ส่วนที่เรียกว่า Loop หลักนะครับครับกับ

[04:29:12] Loop ย่อยอ Loop หลักก็คือ Loop นอกนะ

[04:29:14] ครับ Loop ย่อยก็คือ Loop ในนะฮะอย่าง

[04:29:17] เช่นอ่าตัว for I in Lens นะครับที่

[04:29:21] เขียนครอบ for J in Lens นะครับ for I

[04:29:24] in Lens เนี่ยเราจะเรียกว่าเป็น Loop

[04:29:26] นอกนะครับส่วน for J in Lens เนี่ยเรา

[04:29:29] จะเรียกว่า Loop N นะครับทีนี้การทำงาน

[04:29:33] เนี่ยนะครับก็เหมือนกับอ่าตัว next E

[04:29:36] เลยก็คือจะต้องทำงานที่ Loop หลักหรือว่า

[04:29:39] Loop นอกก่อนแล้วก็ค่อยมาทำงานที่ loop

[04:29:42] ูปไหนะครับอ่ะมาดูโครงสร้างการทำงานนะ

[04:29:44] ครับตัวอย่างอย่างเช่นผมทำการประกาศโครง

[04:29:48] สร้าง Loop for ซ้อนกันนะครับโดย for I

[04:29:52] in Rent เนี่ยจะเรียกว่า Loop นอกส่วน

[04:29:55] for J in lent จะเรียกว่า Loop ในนะ

[04:29:57] ครับโดย Loop นอกนะครับทำงาน 2 รอบนะครับ

[04:30:02] Loop ในเนี่ยทำงาน 3 รอบนะครับก็คือตาม

[04:30:04] หมายเลขจำนวนรอบที่ระบุเลยนะฮะทีนี้

[04:30:07] กระบวนการทำงานนะครับอ่าอย่างเช่นผมอยาก

[04:30:10] จะให้ปริ้นอ่าเลขรอบออกมานะครับว่า Loop

[04:30:14] นอกเี่มีเลขรอบอะไรบ้าง Loop ในมีเลขรอบ

[04:30:16] อะไรบ้างนะครับโดยจะเริ่มต้นที่ Loop นอก

[04:30:20] หรือว่า Loop หลักก่อนนะครับก็คือ for I

[04:30:22] in rens 2 นะครับเมื่อทำงาน Loop นอก

[04:30:26] ใช่มั้ยครับก็คือทำการปริ้นค่า i ออกมานะ

[04:30:30] ครับก็คือเริ่มต้นที่รอบที่ 0 ใช่มยครับ

[04:30:33] อันนี้ก็คือการทำงานของตัว Loop นอกเมื่อ

[04:30:35] Loop นอกทำงานเรียบร้อยนะครับมันก็จะ

[04:30:37] วิ่งไปทำงานที่ Loop ในครับก็คือ for J

[04:30:39] in Range 3 แต่ก็ปริ้น J ออกมาซึ่ง J

[04:30:44] นะครับก็คือเลข 0 1 2 นะครับเพราะ

[04:30:46] ฉะนั้นตัว Loop ในเี่ก็จะทำงาน 3 ครั้งนะ

[04:30:50] ครับก็คือทำงาน 3 รอบใช่มั้ยครับเมื่อทำ

[04:30:54] งานครบ 3 รอบแล้วนะครับก็จะกลับไปที่ Loop

[04:30:57] ด้านนอกครับเพราะว่า Loop ในเนี่ยเรา

[04:30:59] กำหนดให้มันทำงานแค่ 3 รอบใช่ไหมมครับอ่า

[04:31:02] เมื่อทำงานครบ 3 รอบก็จะกลับไปที่ Loop

[04:31:05] ด้านนอกครับก็คือเริ่มต้นที่ Loop รอบที่

[04:31:08] 2 หรือว่าอ่าหมายเลข 1 นะนะครับก็ปริ้น

[04:31:12] หมายเลข 1 ออกมานะครับเมื่อ Loop นอกนะ

[04:31:15] ครับทำงานแล้วนะครับมันก็จะวิ่งกลับไปที่

[04:31:17] Loop ในเหมือนเดิมครับก็ทำงาน 3 ครั้งอ

[04:31:20] ก็ 0 1 2 เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่เกิด

[04:31:22] ขึ้นนะครับตัวเลขที่แสดงผลเนี่ยก็คือ 0 0

[04:31:26] 1 2 1 0 1 2 นั่นเองก็คือทำงาน Loop

[04:31:29] นอกก่อนแล้วก็ไปทำงาน Loop ในตามจำนวนรอบ

[04:31:31] ที่ระบุใน Loop ในอ่าเมื่อ Loop ในทำงาน

[04:31:34] ครบรอบก็จะวิ่งกลับมาที่ Loop นอกนะครับ

[04:31:37] Loop นอกทำงานอะไรนะครับในที่นี้ผมให้

[04:31:40] ปริ้นเลขรอบออกมาเก็จะเป็นเลข 1 ใช่มั้ย

[04:31:42] ครับแล้วก็กลับไปทำงานที่ Loop ในอีก

[04:31:44] ครั้ง 3 รอบนะครับและก็กลับมาเช็คที่ Loop

[04:31:48] นอกอีกทีนึงนะครับว่ามันครบรอบหรือยังนะ

[04:31:50] ครับปรากฏว่ามันทำงานครบ 2 รอบแล้วนะครับ

[04:31:52] ก็จบการทำงานก็จะได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลขลอ

[04:31:55] ของ Loop นอกกับ Loop ในออกมาก็คือ 012

[04:31:58] 1012 นั่นเองอันนี้ก็คือขั้นตอนการทำงาน

[04:32:02] นะครับเพราะฉะนั้นการใช้ตัว nate Loop

[04:32:05] จะต้องคำนึงถึงรอบการทำงานของ Loop นอก

[04:32:09] หรือว่า Loop หลักนะครับสำคัญ

[04:32:12] ถ้า Loop หลักทำงานไม่ได้ Loop ย่อยหรือ

[04:32:16] ว่า Loop ในก็ทำงานไม่ได้อ่ะผมจะขอเรียก

[04:32:18] ว่าเป็น Loop นอกกับ Loop ในเนาะถ้า Loop

[04:32:20] นอกไม่ทำงานนะครับ Loop ในก็จะไม่สามารถ

[04:32:22] ทำงานได้นั่นเองถ้า Loop นอกยังทำงานไม่

[04:32:25] ครบมันก็จะกลับไปทำ Loop ในเรื่อยๆจนกว่า

[04:32:29] Loop นอกมันจะทำงานครบนะครับในนี้ก็คือ

[04:32:31] ผมให้ Loop นอกทำงาน 2 รอบนะครับพอมาเช็ค

[04:32:34] รอบที่ 3 รอบที่ 4 มันไม่มีก็จบการทำงาน

[04:32:36] เลยส่วน Loop ในก็จะอิงตามจำนวนรอบนะครับ

[04:32:39] ที่ซ้อนอยู่ในตัว Loop นอกนะครับว่าอยาก

[04:32:41] ให้ทำทำซ้ำกี่รอบแล้วนี้ก็คือทำซ้ำ 3 รอบ

[04:32:45] นะฮะอ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างวิธีการเขียน

[04:32:48] โค้ดหรือว่าเขียนโปรแกรมกันเนาว่ามี

[04:32:50] ลักษณะการเขียนอย่างไรนะครับในเรื่องของ

[04:32:52] nested Loop กลับมาที่ vs Code นะครับ

[04:32:55] ในส่วนของตัว nested Loop ก็คือการเขียน

[04:32:57] Loop ซ้อน Loop ใช่มั้ยครับซึ่งจะมีองค์

[04:33:00] ประกอบก็คือ Loop หลักกับ Loop ย่อยหรือ

[04:33:03] Loop นอกกับ Loop ในนั่นเองนะครับผมจะยก

[04:33:07] ตัวอย่างอ่ะอย่างเช่นผมทำการสร้าง Loop

[04:33:10] ขึ้นมานะครับก็คือ for Loop โดย for

[04:33:14] Loop ตัวนี้นะครับจะให้ทำซ้ำ 2 รอบนะ

[04:33:16] ครับก็เป็น for I in rens นะครับ 2

[04:33:20] อ่าทำงาน 2 รอบแลผมก็จะให้ปริ้นอ่ารอบที่

[04:33:25] I ออกมานะครับก็จะเป็นรอบที่แล้วก็ข้อ

[04:33:28] มูลของตัวแปร I เนาะโอเคนะครับตัวแปร I

[04:33:34] ก็คือเลขรอบนั่นเองนะครับมาลองกดรันดูอก็

[04:33:38] จะเป็นรอบที่ 0 แล้วก็รอบที่ 1 นะฮะอ่ะที

[04:33:44] นี้ยังไงต่อนะครับในส่วนของตัว Loop i

[04:33:47] ตัวนี้นะครับ Loop for I เนี่ยผมจะทำ

[04:33:49] การสร้าง Loop ย่อยครับหรือว่า Loop ในนะ

[04:33:53] ครับซ้อนใน for Loop ตัวนี้อีกทีนึงนะ

[04:33:55] ครับก็จะระบุเป็น for เนาะแล้วก็ปริ้นะ

[04:33:58] ครับตรงปิ้เนี่ยต้องมีการ indent หรือว่า

[04:34:00] เว้น U ด้วยนะครับบทาถัดไปก็จะทำการเว้นบ

[04:34:03] เพราะว่าเราจะทำการระบุกลุ่มคำสั่งย่อยใน

[04:34:06] Loop for I นั่นเองนะฮะ for I จะถือ

[04:34:09] ว่าเป็น Loop หลักและกันหรือว่าว่า Loop

[04:34:12] นอกเนาะต่อมาผมก็จะทำการสร้าง Loop ใน

[04:34:14] ครับเป็น for J ครับก็จะเป็น for J in

[04:34:18] Range นะครับทำงาน 3 ครั้งแล้วกันนะครับ

[04:34:22] แล้วก็ปริ้น J ออกมา

[04:34:25] อ่าอันนี้ก็คือโครงสร้างของ nested Loop

[04:34:29] นะครับ Loop for I ก็คือ Loop นอกนะ

[04:34:33] Loop

[04:34:36] นอกนะ for J ก็คือ Loop ใน

[04:34:41] อ

[04:34:43] Loop Loop ด้านในก็คือ Loop ที่ถูกซ้อน

[04:34:47] ด้านในอีกทีนึงนะฮะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะ

[04:34:50] ครับมาลองกดรันดู

[04:34:53] เนาะก็จะแสดงผลเป็นรอบที่ 0 แล้วก็ 0 1

[04:34:57] 2 แล้วก็รอบที่ 1 0 1 2 นะครับความ

[04:34:59] หมายก็คือ Loop นอกครับทำงานก่อนก็คือ for

[04:35:02] in in lent นะครับเริ่มต้นที่รอบที่ 0

[04:35:04] ใช่มั้ยก็จะเป็นรอบที่ 0 นะครับในบรรทัด

[04:35:06] ที่ 3 จากนั้นก็ไปทำซ้ำนะครับบรรทัดที่ 4

[04:35:10] กับบรรทัดที่ 5 ในการแสดงอ่าตัวเลขรอบนะ

[04:35:13] ครับที่เก็บอยู่ในตัวแปร G ออกมานะครับก็

[04:35:15] จะเป็น 0 1 2 ใช่มั้ยครับเมื่อทำ Loop

[04:35:18] ในเสร็จเรียบร้อยนะครับก็จะกลับออกมาทำ

[04:35:20] งานที่ Loop ด้านนอกครับก็คือเป็นรอบที่ 2

[04:35:24] หรือว่ารอบหมายเลขที่ 1 ครับนะก็จะเป็น

[04:35:27] รอบที่ 1 แล้วก็ไปทำซ้ำ Loop ในนะครับก็

[04:35:31] คือ Loop for J แสดงตัวเลข 012 ออกมา

[04:35:35] นั่น

[04:35:36] เองโอเคครับผมอันนี้ก็คือขั้นตอนการทำงาน

[04:35:39] ของ NED Loop นะครับก็จะได้ผลลัพธ์ตาม

[04:35:41] ที่แสดงข้างต้น

[04:35:51] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[04:35:55] ข้อนี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการ

[04:35:58] ประยุกต์ใช้งาน NED Loop กันนะครับใน

[04:36:01] เรื่องของการเขียนโปรแกรมแสดงแม่สุดคูณ

[04:36:03] แบบกำหนดช่วงกันบ้างนะครับโดยแม่สุดคูณ

[04:36:07] แบบกำหนดช่วงนะครับก็คือเราจะให้ผู้ใช้

[04:36:10] โปรแกรมเนี่ยทำการระูแม่สุดคูณตามช่วงที่

[04:36:12] กำหนดนะครับอย่างเช่นต้องการอยากจะได้แม่

[04:36:15] สุดคูณนะครับตั้งแต่แม่ 2 จนถึงแม่ 12

[04:36:18] อะไรพวกนี้นะครับก็ต้องทำการระบุช่วง

[04:36:21] เริ่มต้นนะครับก็คือเป็นเลข 2 ใช่มั้ย

[04:36:24] แล้วก็สุดคูณแม่สุดท้ายก็คือแม่ 12 มาใช้

[04:36:27] งานนั่นเองจากนั้นก็จะให้ตัวโปรแกรมทำการ

[04:36:29] generate ตารางแม่สูดคูณตั้งแต่แม่ 2

[04:36:31] ถึงแม่ 12 ออกมาอ่ามีวิธีการเขียนอย่าง

[04:36:35] อะไรบ้างนะครับเดี๋ยวเรามาเริ่มต้นกันเลย

[04:36:37] นะฮะลำดับแรกนะครับเราจะต้องรับ input

[04:36:40] จากผู้ใช้โปรแกรมก่อนว่าอยากจะได้สูตรคูณ

[04:36:43] แม่เริ่มต้นเนี่ยเป็นสูตรคูณแม่อะไรแล้ว

[04:36:46] ก็สูตรคูณแม่สุดท้ายเนี่ยเป็นสูตรคูณแม่

[04:36:48] อะไรผมจะทำการสร้างตัวแปรนะครับขึ้นมา 2

[04:36:52] ตัวแปรตัวแปรแรกก็คือตัวแปรสตนะครับ

[04:36:54] สำหรับเก็บสุดแม่สุดคูณเริ่มต้นนะครับก็

[04:36:58] จะเป็น

[04:36:59] input อันนี้ผมก็จะใส่ข้อความนะครับบอก

[04:37:04] ว่าแม่สูดคูณเนาะแม่สุดคูณเริ่มต้นนะครับ

[04:37:09] อ่าเริ่มต้นที่แม่สุดคูณคูณแม่อะไรนะครับ

[04:37:14] แล้วก็แปลงนะอแม่สูดคูณที่ส่งออกมาจะเป็น

[04:37:17] ตัวเลขจำนวนเต็มนะครับต้องแปลงให้อยู่ใน

[04:37:19] รูปแบบของตัวเลขจำนวนเต็มนะฮะก็คือเอา in

[04:37:23] มาครอบนะครับต่อมาก็จะเป็นแม่สุดคูณแม่

[04:37:26] สุดท้ายครับอ่ะผมขอ copy ตัวแปรสตารตัว

[04:37:29] นี้มานะแล้วก็แปรอ่าแล้วก็เปลี่ยนตัวแปร

[04:37:32] นะครับเป็นตัวแปร n แล้วกันอันนี้ก็บอก

[04:37:35] ว่าแม่สุดคูณสุดท้ายนะ

[04:37:39] ครับอ่าเพราะเพราะฉะนั้นถ้าต้องการอยากจะ

[04:37:42] ได้แม่สุดคูณตั้งแต่แม่ 2 ถึงแม่ 12

[04:37:46] เนี่ยอ่าตัวแปรสตาร์ทเนี่ยก็ต้องเก็บเลข 2

[04:37:48] ใช่มั้ครับส่วนตัวแปล n ก็คือเก็บแม่ 12

[04:37:52] นะฮะผมจะลองกดรันดู

[04:37:56] เนาะแม่สุดคูณเริ่มต้นนะครับอ่ะเป็นแม่ 2

[04:37:59] ใช่มยแม่สุดคูณสุดท้ายเป็นแม่ 12 จากนั้น

[04:38:02] ก็จะให้ระบบทำการ generate ตารางแม่สุด

[04:38:05] คูณนะครับตั้งแต่แม่ 2 จนถึง 12 ออกมา

[04:38:10] แล้วจะ generate อย่างอย่างไรล่ะเราก็จะ

[04:38:12] ใช้ Loop ครับมาจัดการตรงส่วนนี้โดย Loop

[04:38:17] ที่ผมจะเลือกใช้นะครับก็คือตัว for Loop

[04:38:18] เพราะว่าเราทราบจำนวนการทำซ้ำที่ชัดเจนนะ

[04:38:24] ครับว่าอยากจะให้ทำซ้ำกี่รอบก็อ้างยิงตาม

[04:38:27] จุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุดของแม่สูตรคูณ

[04:38:29] ที่ส่งเข้ามานั่นเองนะครับก็ประกาศเป็น

[04:38:31] for Loop ครับก็เป็น for Number ครับ

[04:38:35] in blent นะครับโดยช่วงเนี่ยนะครับ

[04:38:37] เริ่มต้นก็คืออ้างิงตามตัวแปรสตครับแล้ว

[04:38:41] ก็สิ้นสุดนะครับก็คือตัวแปร n แต่ว่าตัว

[04:38:45] แปร N ของเราเนี่ยนะครับจะต้อง + 1 ไป

[04:38:47] ด้วยนะครับเพราะว่าถ้าเป็นส่วนของเลน

[04:38:50] เนี่ยมันก็อ่ามีการระบุจุดส้นสุดเป็นก่อน

[04:38:54] ถึง n ใช่มสมมุติว่าผมระบุแม่ 2 ถึง 12

[04:38:58] นะครับ 2-12 นะครับถ้าผมระบุ n เป็น 12

[04:39:03] เนี่ยแสดงว่าต้องเอาก่อนถึง 12 ใช่ไหม

[04:39:06] ครับนั่นก็คือแม่ 2 จนถึง 11 ซึ่งเราไม่

[04:39:10] ต้องการแบบนั้นนะครับก็เลยให้บก 1 ไป

[04:39:13] เพิ่มนะครับก็จะเป็น 11 + 1 ก็เป็น 12

[04:39:16] นั่นเองอันนี้ก็คือโครงสร้างคำสั่งนะครับ

[04:39:19] ที่อยู่ในตัวเลนนั่นเองอ่ะทีนี้ยังไงต่อ

[04:39:23] ครับการทำงานของตัว for Loop Number

[04:39:26] ตัวนี้เนี่ยนะครับจะทำการแสดงแม่สูตคูณ

[04:39:29] ออกมาว่าตอนนี้ทำงานอยู่ที่แม่สูตคูณ

[04:39:31] เริ่มต้นแม่อะไรนะครับแล้วผมก็จะลองปริ้น

[04:39:35] ออกมาเนาะปริ้นนะครับอแม่สุดคูณนะครับ

[04:39:42] แม่สูตรคูณอ่ะแม่สูตรคูณที่เรากำลังทำงาน

[04:39:47] อยู่ตอนนี้นะครับก็คือสูตรคูณแม่อะไรล่ะ

[04:39:49] ก็เอามาจากตัวแปร Number ครับอ่าจากนั้น

[04:39:53] ผมก็จะใส่เป็นเส้นขั้นนะครับหลังจากที่

[04:39:57] แสดงข้อความเรียบ

[04:39:59] ร้อยโอเคนะฮะอ่ามาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะ

[04:40:04] ครับลองกดรันดู

[04:40:06] เนาะพอ Number in Range start n + 1

[04:40:10] นะครับอย่างเช่นแม่สุดคูณเริ่มต้นเนี่ย

[04:40:12] เป็นแม่ 2 นะครับจนถึงแม่ 5 แล้วกันอแม่

[04:40:16] สุดคูณสุดท้ายก็คือแม่ 5 นะครับอ่าลองกด

[04:40:18] Enter ครับปั๊บก็จะแสดงผลเป็นแม่สูตคูณ

[04:40:22] นะครับแม่ 2 อ่าเดี๋ยวผมจะเปลี่ยนใหม่นะ

[04:40:25] ครับอันนี้ต้องบอกว่าสูตรคูณแม่ 2 เนาะ

[04:40:27] อันนี้ไม่ใช่แม่สูดคูณ 2 นะสูดคูณแม่ 2

[04:40:30] แม่ 3 แม่ 4 แม่ 5

[04:40:32] นะอ่ะแบบนี้น่าจะ

[04:40:36] ถูกแม่สุดคูณเริ่มต้นนะครับแม่ 2 จบที่ 5

[04:40:41] นะครับก็จะแสดงเป็นสูตรคูณแม่ 2 สูตรคูณ

[04:40:45] แม่ 3 แม่ 4 แม่ 5 ออกมาเห็นมั้ยฮะอ่าที

[04:40:49] นี้ยังไงต่อครับตอนนี้เนี่ยเราทราบแล้วนะ

[04:40:53] ครับว่าสิ่งที่สิ่งที่ผู้ใช้โปรแกรม

[04:40:56] ต้องการก็คือเขอยากจะทราบสูตรคูณนะครับ

[04:40:59] ตั้งแต่แม่ 2 จนถึงแม่ 5 ก็จะให้ระบบทำ

[04:41:02] การ generate หรือสร้างตารางสุดคูณแม่ 2

[04:41:06] จนถึงแม่ 5 ออกมาโดยภายในตารางเนี่ยก็จะ

[04:41:10] มีลำลำดับใช่มยครับก็คือลำดับที่ 1 จนถึง

[04:41:14] 12 นะครับก็คือ 2 * 1 จนถึง 12 3 *

[04:41:18] 1 จนถึง 12 เครับไปจนถึง 5 * 1 จนถึง

[04:41:21] 12 นะครับก็จะจบการทำงานเพราะฉะนั้นใน

[04:41:25] Loop for number ของเรานะครับก็จะมีูป

[04:41:28] ย่อยนะครับอยู่ด้านในเพื่อที่จะสร้างเป็น

[04:41:31] เลขลำดับนะครับของแม่สุดคูณแต่ละแม่ออกมา

[04:41:35] นะครับก็คือเริ่มต้นที่แม่ที่ 2 ก็จะเป็น

[04:41:37] 2 * 1 * 2 ไปถึง 12 นะครับแล้วก็จบ

[04:41:40] การทำงานครบ 12 รอบแล้วก็จะไปเริ่มต้นที่

[04:41:43] แม่ 3 นะครับครบ 12 ก็แม่ 4 แม่ 5 อะไร

[04:41:46] ประมาณนี้นะครับผมก็จะทำการสร้าง Loop

[04:41:50] for ด้านในนะครับ for Number นะครับ

[04:41:53] เป็น Loop ในเนาะหรือว่า Loop ย่อยนะครับ

[04:41:57] ในการแสดงอ่าตัวเลขนะครับลำดับก็คือ 1 จน

[04:42:03] ถึง 12 ออกมานะครับก็จะเป็น for I แล้ว

[04:42:06] กัน for I in Range นะฮะ I ก็คือเลข

[04:42:09] ลำดับนะครับเริ่มต้นที่ 1 จนถึงก่อน 13

[04:42:14] ก็คือ 12 นั่น

[04:42:15] เองโอเคนะครับอ่าอันนี้ก็คือการทำงานนะ

[04:42:19] ครับทีนี้ส่วนของ for I in Range 1

[04:42:23] 13 เนี่ยหรือว่า 1 ถ 12 ทำอะไรนะครับก็

[04:42:26] ให้ปริ้ครับปริ้ในส่วนของตัวเลขนะครับแม่

[04:42:31] สูตคูณออกมานะครับในแต่ละรอบก็คืออ้างยิง

[04:42:33] ตามตัว Number ใช่ไหมครับก็จะเป็น Number

[04:42:36] นะครับแล้วก็อ่าเป็นตัว X แล้วก็ตัว i นะ

[04:42:41] ครับก็คือเอา Number ไปคูณกับ I นะครับก็

[04:42:44] จะเป็น 2 * 1 * 2 * 3 ไปจนถึง 12

[04:42:47] ไล่ไปจนถึงแม่สุดท้ายเลยนะครับอ่าเดี๋ยว

[04:42:50] มาดูตัวอย่างนะฮะว่ามันทำงานยังไงเนาะ

[04:42:53] เริ่มต้นทีู่ปหลักก่อนก็คือช่วงของตัวเลข

[04:42:56] นะครับมาแม่ 2 จนถึงแม่ 5 ใช่มั้ยครับนัอ

[04:43:00] ของเราก็คือ

[04:43:01] 2-5 นะครับอก็แสดงออกมาเห็นมยเริ่มต้น

[04:43:06] ที่ 2 นะครับก็จะเป็นสูตรคูณแม่ 2 นะครับ

[04:43:09] แล้วก็เป็น 2 * 1 1 2 * 2 2 * 3

[04:43:14] นะครับไปจนถึง 2 * 12 นะครับเมื่อทำงาน

[04:43:16] ครบ 12 รอบก็จะกลับไปที่ Loop นอกนะครับ

[04:43:20] ูปนอกก็จะเริ่มต้นที่เลขลำดับที่ 3 ครับ

[04:43:24] ก็จะเป็นสูตคูณแม่ 3 ครับก็จะเป็น 3 * 1

[04:43:27] ไปจนถึง 3 * 12 นะครับอ่าก็คือมาทำตรง

[04:43:32] Loop ในครบ 12 รอบก็กลับไป Loop นอกนะ

[04:43:35] ครับแล้วก็ทำการเพิ่มค่าขึ้นทีละ 1 นะ

[04:43:38] ครับก็เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 นะ

[04:43:41] ครับก็คือ 2 * 1 จนถึง 5 * 12 นั่น

[04:43:45] เองนะครับเพราะฉะนั้นตัว Loop ในจะทำ 3

[04:43:49] ครั้งนะครับก็คือแสดงตัวเลข 1 จนถึง 12

[04:43:53] ออกมาสิ่งที่เราต้องการก็คือให้นำเอา

[04:43:57] Number ในแต่ละรอบนะครับของตัว Loop นอก

[04:43:59] เนี่ยก็คือจากตัวอย่างเป็น 2-5 เนาะอก็จะ

[04:44:04] เป็น 2 * 1 ไปจนถึง 2 * 12 นะครับ

[04:44:09] เมื่อจบรอบของสุดคูณแม่ 2 แล้วก็จะเริ่ม

[04:44:12] ต้นที่แม่ 3 ครับอแม่ 3 ก็คือนัอใช่มยก็

[04:44:15] เอา 3 ไปคูณกับ 1-12 นะครับเมื่อทำูปใน

[04:44:19] ครบ 12 รอบปั๊บก็สูตคูณแม่ 4 นะครับแม่ 4

[04:44:23] ก็มาทำ 12 รอบสูตคูณแม่ 5 12 รอบแล้วก็

[04:44:26] จบนะครับแต่ว่าทีนี้ตารางสูตรคูณของเรา

[04:44:29] ครับอ่ามันเป็นการแสดงตัวเลขของมาเก็คือ

[04:44:33] อ่า 2-5 ใช่ไมั้ครับก็จะเป็น 2 * 1 *

[04:44:38] 2 นะครับเป็นถ 12 นะครับเป็นการการแสดง

[04:44:41] รายละเอียดของการคูณแต่ว่าผลลัพธจากการ

[04:44:43] คูณเรายังไม่กำหนดเลยนะฮะผลลัธจากการคูณ

[04:44:47] ก็เกิดจากการนำเอาข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร

[04:44:49] Number ครับไปคูณกับข้อมูลที่อยู่ในตัว

[04:44:52] แปร I นั่นเองก็จะเป็นเครื่องหมายเท่ากับ

[04:44:55] นะ

[04:44:56] ครับเท่ากับ Number คูณ I นั่นเองนะ

[04:45:02] ฮะหลังจากที่แสดงตารางสุดคูณเรียบร้อยนะ

[04:45:06] ครับอันนี้ผมก็จะให้มีเส้นขั้นปิดท้าย

[04:45:08] ด้วยตรง Loop ด้านนอกตัวนี้นะฮะ

[04:45:12] อ่ามาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับลองกดรัน

[04:45:14] ดูเนาอ่ะสูตคูณแม่ 2 กับแม่ 3 แล้วกันรอบ

[04:45:17] นี้ 2 กับ 3 นะ

[04:45:20] ครับก็จะเป็นสูตรคูณแม่ 2 นะครับก็คือ

[04:45:23] Number ใช่ไหมมครับแล้วก็เอา Number ไป

[04:45:25] คูณกับ I ก็คือ 1 จนถึง 12 เี่ครับเป็น 2

[04:45:28] * 1 เป็น 2 2 * 12 เป็น 24 นะครับ

[04:45:32] เมื่อทำงานครบ 12 รอบครับก็กลับไปทีู่ป

[04:45:36] ด้านนอกนะครับก็คือ Number เพิ่มขึ้น 1

[04:45:38] ค่าเป็นแม่ 3 ครับ

[04:45:41] ก็จะเป็น 3 * 1 จนถึง

[04:45:44] 12 แล้วก็มีเส้นขั้นตารางนะครับปิดท้าย

[04:45:47] ก็คือปิ้นบรรทัดที่ 10 ตัวนี้นั่นเองอ่า

[04:45:50] ไหนลองสูตรคูณแม่ 2 จนถึง 12 ซิเมาดูซิอ

[04:45:55] 2ถ 12 นะครับปาบอก็ได้ตารางแม่สูคูณมายาว

[04:45:59] เหยียดเลยนะอ่าก็จะเป็น 2 * 1 นะครับ

[04:46:04] ถึง 12 อันนี้ก็จะเป็นแ 3 แ 4 แ 5 6 7

[04:46:09] 8 9 9 10 11 และก็ 12 นะ

[04:46:15] ครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการประยุกต์

[04:46:18] ใช้ตัว nested Loop นะครับหรือว่าการ

[04:46:21] เขียน Loop สอน Loop เนาะในการสร้างตาราง

[04:46:23] แม่สุดคูณแบบกำหนดช่วงนะครับก็จะได้ผล

[04:46:27] ลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้น

[04:46:37] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่าเลยในคลิป

[04:46:42] นี้นะครับก็จะมาจอดลึกการใช้งาน String

[04:46:45] นะครับหรือว่าชุดข้อความในภาษา python นะ

[04:46:48] ครับซึ่งจะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ

[04:46:51] เกี่ยวกับข้อความภายในโปรแกรมของเรานั่น

[04:46:53] เองนะครับซึ่งจะประกอบไปด้วยการเชื่อมต่อ

[04:46:57] String นะครับหรือว่า concatenation นะ

[04:47:00] การสร้าง String แบบหลายบรรทัดนะครับหรือ

[04:47:02] ว่าการสร้างข้อความยาวๆเนาะรวมไปถึงการ

[04:47:05] จัดรูปแบบ String นะครับหรือว่า Format

[04:47:07] String ในที่นี้จะเรียกว่าเป็น f String

[04:47:09] นะครับและก็เรื่องของการเข้าถึงตัวอักษร

[04:47:12] ใน String นั่นเองนะครับหรือว่าการสไลด์

[04:47:14] หรือว่าการหั่นตัวอักษรที่เราสนใจภายในสิ

[04:47:17] นั่นเองอ่ะขอเริ่มต้นที่หัวข้อแรกนะครับ

[04:47:21] จะเป็นหัวข้อที่ง่ายที่สุดนั่นก็คือการ

[04:47:23] เชื่อมต่อ String หรือว่าการเชื่อมต่อข้อ

[04:47:25] ความเข้าด้วยกันนั่นเองนะครับภาษาอังกฤษ

[04:47:27] จะเรียกว่า concatenation เนาะโดยการ

[04:47:30] เชื่อมต่อ String เข้าด้วยกันนะครับใน

[04:47:32] ภาษา python เนี่ยจะใช้เครื่องหมายบวกนะ

[04:47:33] ครับในการเชื่อมต่อ String หรือว่าการนำ

[04:47:35] เอาข้อความมาต่อกันนั่นเองนะครับอย่าง

[04:47:39] เช่นผมมีข้อความ Hello กับข้อความ python

[04:47:42] ต้องการเด็กจะนำเอา 2 ข้อความนี้นะครับมา

[04:47:44] เชื่อมต่อกันก็จะใช้เครื่องหมายบวกนะครับ

[04:47:46] ในการต่อข้อความหรือว่าต่อประโยคยาวๆนะ

[04:47:50] ครับนำมาเชื่อมต่อการทำงานเข้าด้วยกัน

[04:47:53] นั่นเองถ้าเป็นเรื่องของการอ่อคำนวณทาง

[04:47:56] คณิตศาสตร์นะครับเครื่องหมายบวกก็คือการ

[04:47:59] หาผลบวกใช่มยแต่ถ้าเป็นเรื่องของ String

[04:48:02] เนี่ยจะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อ String

[04:48:04] เข้าด้วยกันหรือว่าการเชื่อมต่อข้อความ

[04:48:06] เข้าด้วยกันนั่นเองต่อมาครับก็จะเป็น

[04:48:08] เรื่องของการสร้างสติงแบบหลายบทัดนะครับ

[04:48:12] เวลาที่เรามีข้อความยาวๆนะครับภายใน

[04:48:14] โปรแกรมของเราเนี่ยอยากจะสร้างข้อความยาว

[04:48:16] ๆให้เก็บลงในตัวแปรเนี่ยเราก็จะใช้อ่า

[04:48:19] เครื่องหมาย Double cde 3 ตัวนะครับ

[04:48:22] หรือว่าเครื่องหมาย Single cde 3 ตัว

[04:48:24] เหมือนกับเราเขียนเป็นคอมเมนหลายบรรทัด

[04:48:27] เลยนะครับแต่ว่าไอ้ตัวข้อความนะครับที่

[04:48:30] อยู่ในเครื่องหมายดังกล่าวเนี่ยเราจะทำ

[04:48:33] การกำหนดค่าลงไปในตัวแปรประเภท String นะ

[04:48:36] ครับก็คือใช้เครื่องหมาย Double ด 3 ตัว

[04:48:38] นะครับเป็นการเปิดประโยคประโยคข้อความนะ

[04:48:42] ครับว่ามีพื้นที่ข้อความตั้งแต่บรรทัดที่

[04:48:44] 1 ไปจนถึงบรรทัดที่ n เนี่ยเริ่มต้นที่

[04:48:47] จุดใดไปจนถึงจุดใดนะครับก็จะใช้เครื่อง

[04:48:49] หมาย Double cde 3 ตัวหรือว่า Single

[04:48:52] cde 3 ตัวนะครับในการบอกขอบเขตหรือว่า

[04:48:54] จำนวนบรรทัดภายในข้อความของเรานั่นเองนะ

[04:48:57] ครับแบบหลายบรรทัดเนาะต่อมาครับก็จะเป็น

[04:49:00] เรื่องของการจัดรูปแบบ String ครับหรือ

[04:49:02] ว่า Format String ในภาษา python เนี่ย

[04:49:04] จะเรียกว่าอ่าคำสั่ง f String นะครับก็

[04:49:08] คือการเติมตัวอักษรตัว f ตัวพิมพ์เล็กนะ

[04:49:12] ครับอยู่ด้านหน้าชุดข้อความเมื่อทำการ

[04:49:16] เติมตัว f นะครับอยู่ด้านหน้าชุดข้อความ

[04:49:18] ชุดข้อความนี้ก็คือเป็นเครื่องหมาย dou ด

[04:49:20] นะครับเราสามารถที่จะแทรกตัวแปรนะครับลง

[04:49:23] ไปในสติงของเราได้นะครับโดยระบุชื่อตัว

[04:49:26] แปรในพื้นที่อ่าปีกการเปิดปิดนะครับหรือ

[04:49:30] ระบุ expression หรือว่ากระบวนการงานต่าง

[04:49:32] ๆนะครับเข้าไปในพื้นที่ปีกการเปิดปิดก็

[04:49:34] ได้นะครับหรือจะทำการจัดรูปแบบอ่าตัวเลข

[04:49:38] นะครับให้มีจุดทศยมต่อท้ายนะครับก็สามารถ

[04:49:42] ระบุได้ก็คือเป็นการนำเอา

[04:49:43] อ่ากระบวนการนำมันต่างๆนะครับไปใส่ใน

[04:49:47] String นั่นเองนะครับถ้าต้องการอยากจะ

[04:49:49] แทรกพวกตัวแปรพวก expression อะไรต่างๆ

[04:49:51] เข้าไปเนี่ยก็จะต้องระบุตัว f พิมพ์เล็ก

[04:49:54] นะครับอยู่ด้านหน้า String ของเรานั่นเอง

[04:49:57] เราจะเรียกว่าเป็น Format String เนาะ

[04:49:59] สุดท้ายนะครับก็จะเป็นเรื่องของการเข้า

[04:50:01] ถึงตัวอักษรใน String นะครับหรือว่าสไลด์

[04:50:04] String หรือว่าชุดข้อความนะครับก็คือการ

[04:50:06] นำเอาตัวอักษรมาจัดเป็นกลุ่มนะครับหรือ

[04:50:10] ว่านำมารวมกันเป็นกลุ่มนะครับเกิดเป็นคำ

[04:50:13] เกิดเป็นประโยคขึ้นมาใช่มั้ยครับเรา

[04:50:16] สามารถที่จะเข้าถึงตัวอักษรนในสติงได้นะ

[04:50:20] ครับอันนี้ก็จะเป็นองค์ประกอบภายในสติงนะ

[04:50:22] ครับอย่างเช่นผมมีอ่าข้อความนะครับเป็น

[04:50:25] กล้องลักสยามนะครับตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดนะ

[04:50:28] ครับโดยข้อความกล้องรักสยามเนี่ยนะครับก็

[04:50:31] ประกอบไปด้วยตัวอักษรนะครับรวมไปถึงช่อง

[04:50:34] ว่างนะครับนำมารวมกันเป็นกลุ่มอ่ะเกิด

[04:50:38] เป็นคำเกิดเป็นประโยคขึ้นมากรณีนี้ที่เรา

[04:50:41] มีข้อความยาวๆเนาะซึ่งตัวอักษรแต่ละตัว

[04:50:44] เนี่ยนะครับก็จะมีการเรียงลำดับนะครับอ

[04:50:47] เรียงเป็นลำดับเนาะจากซ้ายไปขวาหรือว่า

[04:50:50] จากด้านหน้าไปด้านหลังจากด้านหลังมาด้าน

[04:50:53] หน้านะครับก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองตัว

[04:50:54] อักษรในลักษณะใดนะครับในนี้ก็คือตัว k นะ

[04:50:58] ครับเป็นตัวอักษรตัวแรกใช่มั้ยครับตัว M

[04:51:00] เป็นตัวอักษรตัวสุดท้ายผมก็จะนำเอาคำว่า

[04:51:03] กล้องลักสยามนะครับไปเก็บลงในตัวแปรเนมนะ

[04:51:06] ครับตัวแปรเนมก็จะเรียกว่าเป็นตัวแปร

[04:51:08] สตริงเนาะโดยในส่วนของของตัวไปมของเรา

[04:51:11] เนี่ยนะครับเป็นการเก็บตัวอักษรนะครับ

[04:51:15] ทั้งหมด 12 ตัวอักษรนะครับเข้ามาไว้ด้วย

[04:51:18] กันนะฮะเราจะเรียกว่าเป็นความยาวของ

[04:51:22] String นะครับก็คือจำนวนตัวอักษร 12 ตัว

[04:51:24] อักษรเนี่ยก็คือความยาวของ String หรือ

[04:51:27] ว่าความยาวของข้อความนะครับที่เก็บอยู่ใน

[04:51:31] ตัวแปร name มันก็คือจำนวนตัวอักษรนะครับ

[04:51:34] ที่บรรจุอยู่ในตัวแปรดังกล่าวนั่นเองก็

[04:51:36] คือมีทั้งหมด 12 ตัวอักษรนะครับซึ่งจะรวม

[04:51:40] ช่องว่างด้วยนะครับช่องว่างก็ถือว่าเป็น

[04:51:42] ตัวอักษรนะฮะอ่ะทีนี้ยังไงต่อนะครับถ้าผม

[04:51:46] ต้องการอยากจะเข้าถึงข้อมูลตัวอักษรนะ

[04:51:49] ครับอ่าที่อยู่ในคำว่ากล้องลักสยามเนี่ย

[04:51:53] จะเข้าถึงอย่างไรนะครับเราก็จะอาศัยส่วน

[04:51:56] ที่เรียกว่า index ครับหรือว่าหมายเลข

[04:51:58] กำกับหรือลำดับตัวอักษรใน String นั่นเอง

[04:52:01] ซึ่ง index เนี่ยจะเป็นตัวเลขจำนวนเต็มนะ

[04:52:05] ครับโดยลำดับเนี่ยนะฮะก็จะถูกกำกับเอาไว้

[04:52:09] ในตัวอักษรแต่ละตัวที่อยู่ใน String ของ

[04:52:12] เรานะครับซึ่งจะเริ่มต้นที่ Index ที่ 0

[04:52:16] นะครับเป็นตัวอักษรตัวแรกนะครับแล้วก็

[04:52:18] เพิ่มขึ้นทีละ 1 เนาะตามจำนวนตัวอักษรที่

[04:52:21] อยู่ในข้อความของเรานะครับก็จะเป็น kg ก็

[04:52:25] คือตัว k จะเป็นอ่าตัวอักษรลำดับที่ 0 นะ

[04:52:28] ครับตัว O ก็เป็นลำดับที่ 1 2 3 ไปจน

[04:52:30] ถึงตัวสุดท้ายนะฮะอันนี้ก็คือตำแหน่งของ

[04:52:35] การจัดดเก็บตัวอักษรในสติงนะครับโดย

[04:52:38] ตำแหน่งเี่เราสามารถมองได้ 2 มุมนะครับ

[04:52:41] มุมแรกก็คือเราจะสามารถเรียงลำดับตัว

[04:52:45] อักษรนะครับจากซ้ายไปขวาหรือว่าจากหน้าไป

[04:52:48] หลังก็ได้นะครับโดยเลข index จะเป็นค่า 0

[04:52:50] หรือว่าค่าบวกนะฮะในทางกลับการนะครับเรา

[04:52:54] ก็สามารถที่จะมองตัวอักษรนเนี่ยจากขวาไป

[04:52:58] ซ้ายได้นะครับหรือว่าจากหลังไปหน้าได้นะ

[04:53:00] ครับโดยเลข index เนี่ยจะเป็นค่าลบนะฮะ

[04:53:04] อันนี้ก็คือลำดับตัวอักษรนะครับที่อยู่ใน

[04:53:07] ตัวแปรเมของเราก็คือตัวแปรสริของเรานะ

[04:53:10] ครับโดยตัวอักษรของเราเนี่ยนะครับที่

[04:53:14] บรรจุอยู่ในตัวแปรเนมเนี่ยมันก็จะมีเลข

[04:53:17] ลำดับกำกับเอาไว้นะครับว่าตัว k เก็บอยู่

[04:53:19] ที่ลำดับที่เท่าไหร่อ่าถ้ามองจากซ้ายมือ

[04:53:24] ไปขวามือนะครับลำดับจะเป็นค่าบวกแต่ถ้า

[04:53:27] มองจากขวามือมาซ้ายมือจะเป็นค่าติดลบโอเค

[04:53:31] นะครับอ่ะทีนี้ยไงต่อถ้าเราต้องการจะจะ

[04:53:34] เข้าถึงตัวอักษรนะครับเราสามารถที่จะอ้าง

[04:53:38] อิงผ่านเลขลำดับหรือว่าว่าเลขอินกได้นะฮะ

[04:53:42] ยกตัวอย่างเช่นถ้าผมต้องการอยากได้ตัว

[04:53:44] อักษรตัว k ตัวพิมพ์ใหญ่นะครับมาใช้งานก็

[04:53:48] จะเข้าไปที่ตัวแปร name ใช่ไหมมครับก็คือ

[04:53:50] เป็นตัวแปรสิของเราและก็ทำการระบุ

[04:53:53] สัญลักษณ์ buet หรือว่าก้ามปูนะครับตาม

[04:53:55] ด้วยเลขลำดับก็คือลำดับที่ 0 ใช่มั้ยครับ

[04:53:59] หรือลำดับที่ -12 อ่าในกรณีที่เราไล่ตัว

[04:54:03] อักษรนะครับจากขวามาซ้ายแต่ถ้าไล่จากซ้าย

[04:54:07] ไปขวาก็คือเป็นตัวอักษรลำดับที่ 0 นั่น

[04:54:10] เองนะฮะหรือถ้าเป็นตัวอักษรตัว M ครับนะ

[04:54:16] ตัว M เนี่ยอ่ามันอยู่ที่ลำดับที่ 11 ใช่

[04:54:19] มั้ยครับก็ระบุเป็นเนมอ่าลำดับตัวอักษร

[04:54:22] เป็นลำดับที่ 11 นะครับถ้ามองจากซ้ายมือ

[04:54:27] ไปขวามือนะครับแต่ถ้ามองจากขวามือมาซ้าย

[04:54:30] มือก็จะเป็นช่องที่ -1 นั่นเองอันนี้ก็

[04:54:33] คือวิธีการหยิบตัวอักษรนะครับที่อยู่ใน

[04:54:36] สิงมาใช้งานแต่ว่าการหยิบตัวอักษรเนี่ย

[04:54:39] เราไม่ได้หยิบมาแค่ตัวเดียวใช่มั้ยครับ

[04:54:41] บางคนอยากจะได้ 3 ตัวอักษร 4 ตัวอักษรนะ

[04:54:45] ครับอ่ะก็จะใช้วิธีการเข้าถึงแบบกำหนด

[04:54:48] ช่วงครับโดยจะใช้ร่วมกับเครื่องหมายโคลอน

[04:54:52] นะครับซึ่งจะมีอยู่ 3 วิธีนะครับวิธีแรก

[04:54:54] ก็คือทำการกำหนด index เริ่มต้นตามด้วย

[04:54:56] เครื่องหมายโคลอนนะครับความหมายก็คือจะ

[04:54:59] เริ่มหยิบเอาตัวอักษรนะครับจาก index

[04:55:02] เริ่มต้นนะครับถึงสิ้นสุดข้อความวิธีที่ 2

[04:55:06] นะครับเราจะระบุเครื่องหมายคอล่อนอยู่

[04:55:08] ด้านหน้า index สุดท้ายนะครับ + 1 ความ

[04:55:10] หมายก็คือทำการหยิบตัวอักษรนะครับจาก

[04:55:14] ตำแหน่งเริ่มต้นข้อความนะครับจนถึงก่อน

[04:55:17] ตำแหน่งสุดท้ายนะฮะหรือวิธีที่ 3 นะครับ

[04:55:20] กำหนดช่วงเริ่มต้นแลก็ช่วงสุดท้ายนะครับ

[04:55:23] ก็คือระบุอกซ์เริ่มต้นเครื่องหมายโคลอน

[04:55:25] แล้วก็อิกสุดท้ายด 1 นะฮะอันนี้ก็คืออ่า

[04:55:29] วิธีการกำหนดช่วงในการเข้าถึงตัวอักษรใน

[04:55:33] สินะอ่ะผมจะยกตัวอย่างตัวแรกก่อนนะครับก็

[04:55:37] คือทำการระบุ index เริ่มต้นแล้วก็

[04:55:39] เครื่องหมายโคลอนเนาะยกตัวอย่างอ่ะอย่าง

[04:55:42] เช่นผมกำหนด index เริ่มต้นนะครับเป็น 5

[04:55:46] และก็โคลอนนะครับสิ่งที่จะได้รับนะครับก็

[04:55:49] คือเราทำการหยิบเอาตัวอักษรตั้งแต่ index

[04:55:54] ที่ 5 ไปจนถึง inex สุดท้ายของข้อความของ

[04:55:58] เรานะครับอ่าก็คือเราจะได้อ่าข้อความนะ

[04:56:02] ครับลักสยามมาใช้งานนะถ้าเราทำการระบุอ่า

[04:56:07] เครื่องหมายโคลอนนะครับต่อท้าตัวเลขอกของ

[04:56:11] เราก็คือเริ่มต้น index ที่ 5 ถึง index

[04:56:13] สุดท้ายของข้อความก็คือตั้งแต่ 5 จนถึง 11

[04:56:16] ใช่มั้ย

[04:56:18] ครับหรือทำการระบุเป็นค่าติดลบก็ได้นะ

[04:56:22] ครับก็คือเริ่มต้น index ที่ -4 นะครับ

[04:56:25] ถึงอิกสุดท้ายของข้อความนะครับเราก็จะได้

[04:56:28] คำว่าสยามมาใช้ก็คือ -4 -3 -2 -1 นะฮะ

[04:56:32] อันนี้ก็คือวิธีที่ 1 นะครับต่อมาก็จะ

[04:56:36] เป็นวิธีที่ 2 ครับระบุเครื่องหมายโคลอน

[04:56:38] อยู่ด้านหน้า index สุดท้าย + 1

[04:56:40] ความหมายก็คือเป็นการดึงเอาตัวอักษรนะ

[04:56:44] ครับจากเริ่มต้นข้อความนะครับจนถึงก่อน

[04:56:47] ตำแหน่งสุดท้ายที่เราสนใจอมาดูซิว่าผล

[04:56:50] ลัพธ์จะเป็นยังไงนะครับยกตัวอย่างเช่นผม

[04:56:52] ทำการระบุอ่าเป็นคลั 4 ก็คือดึงตัวอักษร

[04:56:56] ตัวแรกนะครับถึงก่อน index ลำดับที่ 4 นะ

[04:57:00] ฮะก็คือเอาตั้งแต่ตัวแรกสุดเลย index ที่

[04:57:04] 0 นะครับไปจนถึงก่อน index ที่ 4 นก็คือ

[04:57:07] index ที่ 3 นั่นเองก็จะได้คำว่ากล้องมา

[04:57:10] นะฮะหรือถ้ามองจากสมการตัวนี้เนาะอ่ารูป

[04:57:14] แบบการก็คืออกซสุดท้าย + 1 นะครับอกซสุด

[04:57:17] ท้ายที่ผมต้องการก็คือ index ที่ 3 บวกไป

[04:57:19] 1 ก็คือเป็น index ที่ 4 นะครับความหมาย

[04:57:22] ก็คือเป็นการดึงเอา 4 ตัวอักษรแรกนะครับ

[04:57:25] มาใช้งานแต่ว่า index เนี่มันเริ่มต้นที่

[04:57:27] 0 ใช่มมครับจะเป็น 0 1 2 3 นะครับ

[04:57:31] เป็น 4 ตัวอักษรแต่ตอนที่ทำการระบุก็จะ

[04:57:33] เป็นอ่าการนำเอา index สุดท้ายก็คือเลข 3

[04:57:36] ไป + 1 นะครับก็จะเป็นอ 4 นะฮะอันนี้ก็

[04:57:40] คือรูปแบบที่ 2 นะครับดึงตัวอักษรตั้งแต่

[04:57:43] ตัวแรกสุดนะครับก่อนถึง index ที่เราสนใจ

[04:57:46] ในนี้ก็คือเป็น index ที่ 3 เนาะแต่ว่า

[04:57:50] เราสนใจเฉพาะอ่าตัวอักษร kg นะครับเริ่ม

[04:57:54] ต้นที่ 0 จนถึง 3 แต่ตอนที่ทำการระบุ

[04:57:57] เนี่ยเราจะระบุเลข 4 ความหมายก็คือเป็น

[04:58:00] การนำเอาตัวอักษรนะครับตั้งแต่จุดเริ่ม

[04:58:03] ต้นไปจนถึงก่อน index ที่ 4 มาใช้งานนั่น

[04:58:06] เองนะฮะวิธีสุดท้ายนะครับเป็นเป็นการระบุ

[04:58:10] จุดเริ่มต้นแล้วก็จุดสิ้นสุดนะครับก็คือ

[04:58:12] ระบุอินเดกซ์เริ่มต้นแล้วก็โคลอนแล้วก็

[04:58:14] อกซสุดท้าย + 1 อเป็นการนำเอาวิธีที่ 1

[04:58:17] กับวิธีที่ 2 นะครับมาเขียนร่วมกันนั่น

[04:58:20] เองนะครับยกตัวอย่างอย่างเช่นอ่าผม

[04:58:23] ต้องการอยากจะดึงตัวอักษรนะครับโดยมีจุด

[04:58:27] เริ่มต้นก็คือ index ที่ 0 ไปจนถึงก่อน

[04:58:30] index ที่ 4 นะครับก็คือ index ที่ 3

[04:58:33] นั่นเองก็จะเป็น 0 แล้วก็ 4 นะครับก็จะ

[04:58:35] ได้ข้อความ kg หรือว่าคำว่ากล้องนะครับมา

[04:58:38] ใช้งานนะฮะ

[04:58:42] หรือระบุเป็นค่าติดลบก็ได้นะครับก็จะเป็น

[04:58:45] -7 และก็โคลน -4 นะครับก็คือดึงตัวอักษร

[04:58:49] ลำดับที่ -7 จนถึงก่อนลำดับที่ -4 นะครับ

[04:58:53] ก็คือเราจะได้อ่าตัวอักษรนะครับในตำแหน่ง

[04:58:57] -7 - 6 -5 นั่นเองหรือถ้ามองจากสมการ

[04:59:02] นะครับไอ้ตัวนี้เนาะก็คือ index สุดท้าย +

[04:59:05] 1 นะครับอ่าความหมายก็คือเราต้องการเกจะ

[04:59:09] ดึงเอาตัวอักษรนะครับตำแหน่งที่ -7 นะ

[04:59:12] ครับไปจนถึงตำแหน่งที่ -5 ใช่มั้ยครับอ -7

[04:59:16] จนถึง -5 ก็จะดวเป็น -7 อ่า -5 + 1 ก็

[04:59:21] เหลือ -4 ใช่มั้ครับตอนที่ทำการระบุก็จะ

[04:59:23] เป็น -7 จนถึง -4 นั่นเองนะเป็นการดึงตัว

[04:59:27] อักษรลำดับที่ -7 จนถึงก่อนลำดับที่ -4

[04:59:30] นะครับก็เป็น -5 ลบอ่าก็เป็น -5 + กับ 1

[04:59:34] เนาะก็จะเหลือ -4 นะครับตอนที่ทำการระบุ

[04:59:38] ก็จะเป็น -7 แลแลก็ -4 เราก็จะได้ตัว

[04:59:42] อักษรลำดับที่ -7 จนถึง -5 มาใช้งานนั่น

[04:59:46] เองนะฮะอ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างนะครับใน

[04:59:50] ส่วนของการใช้ String นะครับในภาษา python

[04:59:55] กันเริ่มตั้งแต่การเชื่อมต่อ String อ่า

[04:59:59] ไปจนถึงการจัดรูปแบบ String เนาะแล้วก็

[05:00:02] การเข้าถึงตัวอักษรในสิงกันนะครับเพราะ

[05:00:04] ว่าตอนนี้บางคนดูแผนภาพอาจจะยังไม่เข้าใจ

[05:00:07] การทำงานนะครับว่าตอนที่เราทำการเขียน

[05:00:09] โค้ดเนี่ยต้องเขียนอะไรบ้างกลับมาที่ vs

[05:00:12] Code นะครับในส่วนของการเจาะลึกการใช้

[05:00:15] งาน String ในภาษา python เนี่ยผมจะยกตัว

[05:00:17] อย่างตามที่แสดงผลในสไลด์เลยนะครับก็คือ

[05:00:21] จะมีอยู่ 4 เรื่องที่เราจะได้เรียนกันนะ

[05:00:23] ครับเรื่องแรกนะครับก็จะเป็นเรื่องของการ

[05:00:26] เชื่อมต่อ String นะครับหรือว่าการนำเอา

[05:00:29] ข้อความมาต่อกันนั่นเองผมจะยกตัวอย่างอ

[05:00:31] อย่างเช่นผมต้องกสร้างตัวแปร String ขึ้น

[05:00:33] มานะครับตัวแรกผมตั้งชื่อว่า F name

[05:00:35] แล้วกันนะครับอ่าผมใส่คำว่ากล้องเข้าไป

[05:00:39] เนาะ

[05:00:41] f name ก็คือ First name นะครับหรือ

[05:00:43] ว่าชื่อจริงนะฮะต่อมาครับก็จะเป็น Last

[05:00:47] Name หรือว่านามสกุลนะครับผมตั้งชื่อต่อ

[05:00:49] ไปว่า L name เนาะ L ก็ย่อมาจาก Last นะ

[05:00:51] ครับ f ก็ย่อมาจาก First อ่า First name

[05:00:53] Last name นะผมก็จะใส่เป็นักสยามตอนนี้

[05:00:57] นะครับผมมีสิ 2 ตัวก็คือกล้องแลก็ักสยาม

[05:01:03] ใช่ไหมครับอ่ะทีนี้ผมต้องการอยากจะนำเอา

[05:01:06] String 2 ตัวนี้นะครับมาเชื่อมต่อกันนะ

[05:01:09] ฮะ

[05:01:10] จะทำอย่างไรวิธีการนะครับเราก็นำเอาตัว

[05:01:14] แปร String นะครับ f

[05:01:16] name นะ

[05:01:18] ครับเอาไปต่อกับ String L name ครับโดย

[05:01:22] ใช้เครื่องไม้บวกก็จะเป็น f name + L

[05:01:25] name นั่นเองก็คือนำเอาข้อความกล้องกับ

[05:01:28] รักสยามมาต่อกันนะครับเมื่อต่อกันเรียบ

[05:01:32] ร้อยนะครับผมก็จะสร้างตัวแปรที่ชื่อว่า

[05:01:35] full ขึ้นมาเนาะ full name นะครับอเป็น

[05:01:37] ชื่อเต็มอ่าจะเป็นการนำเอาชื่อกับนามสกุล

[05:01:40] นะครับมาต่อกันเก็บลงในตัวแปร full name

[05:01:43] แล้วผมก็จะปริ้นตัวแปร full name ออกมา

[05:01:46] นะฮะอ่า print full

[05:01:51] name นะครับโอเคลองกดรันดูผลลัพธ์นะครับ

[05:01:57] ปาก็จะได้ข้อความกล้องรักสยามนะครับแสดง

[05:02:01] ผลหรือถ้าผมมีสิตัวใหม่นะครับมาต่อเข้าไป

[05:02:05] อย่างเช่นอ่าผมใส่คำว่า Studio เข้าไปต่อ

[05:02:08] ท้ายเนก็จะเป็นสู

[05:02:12] นะครับโดยคำว่า Studio ก็จะเป็น String

[05:02:15] ใช่ไหมมครับเพราะฉะนั้นตัวแปร full name

[05:02:18] ของผมนะครับก็จะเก็บข้อความกล้องักสยาม

[05:02:20] Studio นั่นเองอ่ากดรันดู

[05:02:25] เนาะโอเคนะครับก็จะได้ข้อความกล้องรสยาม

[05:02:28] Studio มาใช้หรือจะเว้นวรคก็ได้นะครับมา

[05:02:30] เว้นวรคคำว่า Studio

[05:02:35] เนาะอ่าก็จะเป็นกล้องรับสยามเนว Studio

[05:02:39] นะครับอันนี้ก็จะเป็นเรื่องของการต่อ

[05:02:41] String ครับหรือว่า

[05:02:44] concatenation ต่อมาครับก็จะเป็นการ

[05:02:46] สร้าง String หลายบรรทัดนะครับในกรณีที่

[05:02:49] เรามีข้อความยาวๆเนอย่างเช่นผมสร้างตัว

[05:02:52] แปร address ขึ้นมาสำหรับเก็บที่อยู่นะ

[05:02:55] ครับโดยข้อมูลที่อยู่เนี่ยนะครับก็จะให้

[05:02:57] ระบุอ่าบ้านเลขที่ซอยถนนนะครับตำบลอำเภอ

[05:03:02] อะไรก็ว่าไปนะครับซึ่งเราไม่สามารถที่จะ

[05:03:04] เขียนอ่าเ็จศัพท์ภายในบรรทัดเดียวได้นะ

[05:03:06] ครับเราก็จะเขียนแบบหลายบรรทัดนะครับโดย

[05:03:09] วิธีการการสร้างข้อความแบบหลายบรรทัดแล้ว

[05:03:11] ก็ให้เก็บข้อความดังกล่าวลงไปในตัวแปรแบบ

[05:03:13] สิงเนี่ยเราก็จะใช้เครื่องหมายอ่า Double

[05:03:16] Code 3 ตัวนะครับเป็นการประกาศขอบเขต

[05:03:20] หรือว่าพื้นที่เปิดปิดของสติงที่มีจำนวน

[05:03:23] หลายบรรทัดนั่นเองนะครับอยกตัวอย่างอย่าง

[05:03:26] เช่นผมทำการระบุที่อยู่เนาะอ่าที่อยู่นะ

[05:03:29] ครับอยู่บ้านเลขที่ 1 2 3 นะ

[05:03:32] ฮะอ่าหมู่ 4 อะไรก็ว่าไปนะครับอ่าซอย 5

[05:03:38] อ่ะเดี๋

[05:03:40] แล้วอ่าซอย

[05:03:44] 5 ทับ 6 อะไรประมาณนี้นะครับจะสังเกตว่า

[05:03:49] ข้อความที่ผมพิมพ์นะครับมันมีหลายบรรทัด

[05:03:52] นะครับบรรทัดแรกก็คือที่อยู่ 1 2 3 อ่า

[05:03:55] บรรทัดที่ 2 ก็คือหมู่ 4 นะครับบรรทัดถัด

[05:03:58] มาก็จะเป็นซอย 5/6 นะฮะอยู่ที่จังหวัด

[05:04:01] อะไรนะครับนะจังหวัดอุดรธานีอะไรก็ว่า

[05:04:05] ไปแล้วก็มีรหัสไปรษณีย์ด้วยนะครับเป็น 1

[05:04:09] 2 3 3 4 5 นะครับอะไรประมาณนี้เห็นม

[05:04:13] ครับถ้าหากว่าผมไม่ได้ทำการระบุอ่า String

[05:04:19] นะครับชุดนี้แบบหลายบรรทัดเนี่ยสมมุติว่า

[05:04:22] อ่าผมระบุแค่บรรทัดเดียวเนาะปกติเวลาที่

[05:04:25] เราทำการสร้างตัวแปรแบบ String ขึ้นมานะ

[05:04:27] ครับเราจะเขียนข้อความสั้นๆแค่บรรทัด

[05:04:30] เดียวใช่มมอก็จะใช้เครื่องหมาย Double

[05:04:32] cde นะครับอ dou ดมาครอบแล้วก็ใส่ขกาม

[05:04:38] พวกนี้เข้าไปแต่สังเกตว่ามันไม่สสถทำงาน

[05:04:40] ได้ะที่อยู่ 1 2 3 นะฮะอ่าหมู่ 4 ซอย

[05:04:43] 5/6 นะครับจังหวัดอุดรธานี 1 2 3 4 5

[05:04:47] นะครับไม่สามารถทำงาน

[05:04:49] ได้แต่ถ้าเป็นบรรทัดเดียวนะครับจะสามารถ

[05:04:52] ทำงานได้อ่าอย่างเช่นที่อยู่ 1 2 3

[05:04:55] เนาะอ่ะผมจะตัดพวกนี้ออกไปนะอ่าที่อยู่ 1

[05:04:59] 2 3 ทำงานได้นะแต่ถ้าแบบมีหลายบรรทัดนะ

[05:05:02] ครับอ่าไม่สามารถทำงานได้ถ้าเราใช้เื่ไม

[05:05:05] Double cde นะครับแค่พื้นที่เปิดปิดนะ

[05:05:09] ครับแล้วก็จะระบุเครื่องหมายบโด 3 ครั้ง

[05:05:11] ครับอ่า 3 ครั้งแบบนี้เป็นพื้นที่เปิดปิด

[05:05:15] นะฮะเี่ฮะจากนั้นผมก็จะลองปริ้นข้อมูลใน

[05:05:21] ตัวแปร address ออกมานะครับที่อยู่

[05:05:23] เนาะ

[05:05:25] ZD นะครับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะ

[05:05:30] ครับอ่าก็จะมีข้อมูลเป็นกล้องรัฐสยาม

[05:05:34] Studio นะครับที่อยู่ 123 123 หมู่ 4

[05:05:37] ซอย 5/6 นะครับจังหวัดอุดรธานีอ่ารหัส

[05:05:40] ไปรษณี 1 2 3 4 5 นะฮะอ่าประมาณนี้นะ

[05:05:45] ครับประมาณนี้อนี้เป็นเรื่องของอ่าการ

[05:05:48] สร้าง String แบบหลายบรรทัดนะครับซึ่งนอก

[05:05:52] เหนือจากการระบุเครื่องหมาย Double cde

[05:05:55] 3 ตัวแบบนี้นะครับเราสามารถเปลี่ยนเป็น

[05:05:57] เครื่องหมาย Single coe ได้นะครับก็คือ

[05:05:59] ฟันหนู 3 อันนะครับก็สามารถทำงานได้

[05:06:02] เหมือนกันนะฮะ

[05:06:04] อ่านะอ่ะลองกดเซฟดูนะครับรองรับทั้ง

[05:06:09] Single Code แล้วก็ Double cde นะครับ

[05:06:15] โอเคต่อมาครับก็จะเป็นเรื่องของ f String

[05:06:18] ครับหรือว่า Format String ตัวในส่วนของ

[05:06:21] ตัว Format String จะเป็นเรื่องของการ

[05:06:23] จัดรูปแบบข้อความครับให้สามารถแทรกอ่าข้อ

[05:06:27] มูลนะครับเข้าไปในข้อความของเราได้อผมจะ

[05:06:31] ยกตัวอย่างอันนี้ผมจะลบบอกนะผมจะยกตัว

[05:06:35] อย่างออย่างเช่นผมสร้างตัวแปรนะครับที่

[05:06:37] ไม่ใช่ String ขึ้นมาครับเป็นตัวแปร Year

[05:06:39] แล้วะกันอเป็นปีเกิดนะครับอย่างเช่นเป็น

[05:06:43] 2540 นะครับอ่ะเกิดเมื่อปี 2540 เนาะที

[05:06:47] นี้นะครับสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะนำ

[05:06:49] เอาอ่าข้อมูล 2540 ตัวนี้นะครับมาแสดงผล

[05:06:55] อย่างเช่นให้บอกว่าอ่าคุณเกิดเมื่อปีพ.ศ

[05:06:59] อะไรนะครับอ่าผมก็จะระบุเป็น

[05:07:03] ปริ้นเกิดเมื่อปีอ่านี้ผมจะแต่งเป็น

[05:07:07] ประโยคแล้วกันนะครับอ่าสร้างตัวแปรสิขึ้น

[05:07:09] มานะครับอ

[05:07:10] Message นะครับมีค่าเท่ากับอันนี้ก็จะ

[05:07:14] บอกว่าเกิดเมื่อปีเนาะเกิดเมื่อ

[05:07:18] ปีพ.ศนะครับอพจุดสจุดนะครับตามด้วยปีเกิด

[05:07:24] ครับปีเกิดของเราเนี่ยอยู่ที่ตัวแปร Year

[05:07:28] นะครับตัวแปร Year เนี่ยมันเป็น in หรือ

[05:07:31] ว่าเป็นตัวเลขจำนวนเต็มนะครับผมต้องการเก

[05:07:35] จะนำเอาตัวแปรเยียตัวนี้นะครับมามาต่อ

[05:07:37] ท้ายคำว่าพ.ศเนาะอ่ะจะต่อยังไงล่ะเราก็นำ

[05:07:43] เอาความรู้ในเรื่องของการเชื่อมต่อ String

[05:07:46] นะครับมาใช้งานก็จะใช้เครื่องไม้บวกใช่

[05:07:47] มั้ยก็จะเป็นบวก Year แบบนี้จากนั้นผมก็

[05:07:51] จะลองปริ้นออกมานะครับ

[05:07:55] Message มาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะ

[05:07:59] ครับอ่าระบบก็จะแจ้งว่าไม่สามารถนำเอาตัว

[05:08:04] แปร Year เนี่ยมาต่อกับ String เกิดเมื่อ

[05:08:07] ปีพ.ศได้เพราะว่าจะนี้ข้อมูลมันต่ากันนะ

[05:08:10] ครับตัว Year เนี่ยมันเป็น in นะครับส่วน

[05:08:13] Message เนี่ยมันเป็น String อ้าแล้วจะ

[05:08:15] ทำยังไงล่ะเราก็ต้องแปลง in นะครับหรือ

[05:08:18] ว่าแปลงตัวเลขจำนวนเต็มให้เป็น String

[05:08:20] ก่อนนะครับโดยใช้ฟังก์ชัน str เนาะอ่าก็

[05:08:23] คือคำสั่ง str นะครับในหัวข้อของการอ่า

[05:08:27] เปลี่ยนแปลงชนิดข้อมูลนะครับก็คือเปลี่ยน

[05:08:29] ชนิดข้อมูลจาก in ไปเป็น String ก่อนนะ

[05:08:32] ครับแล้วก็เอาสิงมาต่อกันโดยใช้เครื่อง

[05:08:34] หมายบวกนะ

[05:08:36] ครับอ่าก็จะได้ผลรับเป็นเกิดเมื่อปีพ.ศ

[05:08:41] 2540 ทีนี้บางคนครับไม่ต้องการอยากจะ

[05:08:44] เปลี่ยนชนิดข้อมูลครับอาจจะแก้ปัญหายังไง

[05:08:48] ล่ะก็คือไม่อยากเปลี่ยนชนิดข้อมูลในตัว

[05:08:50] แปร Year นะครับเราก็จะใช้ส่วนที่เรียก

[05:08:53] ว่า F String ครับหรือว่าการจัด Format

[05:08:55] String นั่นเองโดยเอาตัวอักษรตัว f นะ

[05:08:58] ครับมาระบุอยู่ด้านหน้า String ของเรานะ

[05:09:03] ครับจากนั้นเราก็สามารถแทรกตัวแปรนะครับ

[05:09:05] เข้าไปในพื้นที่ String ได้นะครับโดยระบุ

[05:09:08] ในพื้นที่ปปกาเปิดผิดครับอ่าตามด้วยตัว

[05:09:11] แปรก็คือตัวแปรเหยื่อแบบนี้ผลลัพธ์ที่

[05:09:15] เกิดขึ้นนะครับก็สามารถทำงานได้เหมือน

[05:09:17] เดิมเกิดเมื่อปีพ.ศ 2540 เห็นมั้ยฮะอ่าที

[05:09:23] นี้นะครับสิ่งที่ผมต้องการเนี่ยไม่ได้

[05:09:26] ต้องการแค่ให้บอกปีพ.ศครับให้บอกอายุด้วย

[05:09:30] นะครับว่าคนเกิดเมื่อปี 40 เนี่ยปัจจุบัน

[05:09:33] เมีอายุเท่าไหร่อ่าผมก็จะสร้างตัวแปร Age

[05:09:35] ขึ้นมาครับอ่าเป็นตัวแปสติงนะครับปีนี้

[05:09:41] คุณมีอายุนะครับอายุเท่าไหร่ล่ะอายุก็เอา

[05:09:46] มาจากอ่าปีปัจจุบันครับก็คือ 2567 ไปลบ

[05:09:50] กับปีเกิดก็คือ 2540 นะฮะโดยวิธีการเนี่ย

[05:09:54] เราก็ใช้ f String ครับมาจัดการก็จะเติม

[05:09:57] ตัว f อยู่ด้านหน้าแล้วก็ระบุปิดการปผิด

[05:10:00] ครับเพื่อแทรกตัวแปรเข้าไปก็คือตัวแปร

[05:10:02] Year

[05:10:03] เนาะแต่ว่าปีเกิดเนี่ยนะครับอ่าก็คือนำ

[05:10:08] เบาปีปัจจุบันก็คือ 2567 ครับไปลบกับปี

[05:10:11] เกิดก็จะได้อายุมานะครับแล้วก็จะบอกว่าปี

[05:10:15] นี้คุณมีอายุ 2567 ลบปีเกิดนะครับนะกี่ปี

[05:10:19] นั่นเองก็เติมหน่วยปีเข้าไปด้วยเพราะ

[05:10:23] ฉะนั้นตัวแปรเอดส์ก็จะเก็บประโยคนะครับ

[05:10:25] ว่าปีนี้คุณมีอายุกี่ปีนะฮะโดยทำการแทรก

[05:10:31] การคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้าไปนะครับเพราะ

[05:10:34] ว่าตัวแปร Year ของเรามันเป็น in หรือว่า

[05:10:36] มันเป็นตัวเลขจำนวนเต็มนะครับสามารถนำมา

[05:10:38] คำนวณทางคณิตศาสตได้นะฮะเพราะถ้าเราไป

[05:10:41] แปลงชนิข้อมูลเนี่ยนะก็ต้องมีการแปลงเป็น

[05:10:43] String เป็น int in เป็น String นะครับ

[05:10:45] ผมยุ่งยากใช้ในส่วนของ f String มาจัด

[05:10:48] การเลยก็คือเราสามารถแทรกในส่วนของการ

[05:10:52] คำนวณทางคนิตศาสตร์นะครับในขอบเขตหรือว่า

[05:10:55] ในพื้นที่ของ String ได้นะครับเมื่อทำการ

[05:10:58] คำนวณเสร็จสัเรียบร้อยนะครับผมก็จะลอง

[05:11:00] ปริ้นออกมาดูเนาะก็คือปริ้นตัวแปร S นะฮะ

[05:11:03] อตอนนี้คุณมีอายุกี่ปีนะครับ

[05:11:09] โอเคปีนี้คุณมีอายุ 27 ปีนะฮะประมาณนี้นะ

[05:11:14] ครับประมาณนี้หรือถ้าผมทำงานครับต้องการ

[05:11:18] อยากจะบอกเงินเดือนเนาะอ่าผมจะทำการสร้าง

[05:11:21] ตัวแปรลารี่ขึ้นมานะครับเงินเดือนอ่า

[05:11:25] 25,000 นะครับเงินเดือน 25,000 นะผม

[05:11:28] ต้องการอยากจะบอกรายละเอียดเงินเดือนนะ

[05:11:30] ครับมา Data แล้วกันมีค่าเท่ากับเงิน

[05:11:33] เดือนของผมนะ

[05:11:37] ครับมีค่าเท่าเท่ากับเท่าไหร่อ่ามีค่า

[05:11:41] เท่ากับเท่าไหร่ก็คือข้อมูลที่อยู่ในตัว

[05:11:44] แปรลารี่ใช่ไหมมครับอ่าตนี้ก็ต้องเติมตัว

[05:11:48] f ด้านหน้าด้วยนะจนั้นผมก็จะลองปริ้น

[05:11:51] Data ออกมานะครับเงินเดือนของผมเท่า

[05:11:56] กับ 25,000 นะครับทีนี้ผมต้องการอยากจะ

[05:12:00] เปลี่ยนตัวเลข 25,000 ตัวนี้นะครับให้มี

[05:12:02] จุดทศนิยมต่อท้ายด้วย 2 ตำแหน่งนะครับโดย

[05:12:05] วิธีการครับเราก็จะระบุเครื่องหมายโคลอน

[05:12:09] ตามด้วยจำนวนทศนิยมครับก็

[05:12:12] คือ 2 ตำแหน่งก็จะเป็นจุด 2f นะครับ f ก็

[05:12:16] คือ Force หรือว่าจุดทศนิยมนะครับจุด 2f

[05:12:20] ก็คือมีจุดทศนิยม 2 ตำแหน่งอ่าผลลัพธ์ที่

[05:12:24] เกิดขึ้นนะ

[05:12:25] ครับอ่าก็จะบอกว่าเงินเดือนของผมเท่ากับ

[05:12:30] 2000.00 ทีนี้นะครับถ้าหากว่าผมไม่เติม

[05:12:32] ตัว f ด้านหน้าล่ะมันจะทำงานได้หรือเปล่า

[05:12:35] อ่าผมจะยกตัวอย่างเป็นตัวแปร Data เนาะ

[05:12:38] เพราะว่าตไป Data เรานำเอามาแสดงผลแล้วนะ

[05:12:41] ฮะอ่าลองกดรัน

[05:12:44] ดูนะครับอ่าเห็นมยฮะผลรับที่เกิดขึ้นครับ

[05:12:49] เราไม่ได้ทำการจัด Format String มันก็

[05:12:52] จะทำการแปลงไอ้ตัวนี้ครับ salary จุด 2f

[05:12:56] เนี่ยเป็นข้อความธรรมดาก็คือไม่ได้ดึงมา

[05:12:59] จากตัวแปรแล้วก็ไม่ได้มีการเติมจุดทศนิยม

[05:13:02] เข้าไปนะครับแต่ถ้าเราต้องการอยากจะจัด

[05:13:04] Format String ครับหรือว่ากำหนด f

[05:13:07] String ให้กับตัวแ Data เพื่อที่จะดึง

[05:13:10] เอาข้อมูลจากตัวแปร sary มาใช้ในการจัด

[05:13:13] ให้อยู่ในรูปแบบของตัวเลขที่มีจุดทศนิยม 2

[05:13:15] ตำแหน่งนะครับอ่าเมื่อทำการระบุเรียบร้อย

[05:13:18] นะครับมาลองกดรันดูเนาะมาดูความต่างนะ

[05:13:21] ฮะก็จะเป็น

[05:13:26] 25.00 โอเคนะครับนี่ก็จะเป็นเรื่องของ

[05:13:29] การจัดรูปแบบ String นะครับโดยใช้คำสั่ง f

[05:13:32] String นั่นเองก็คือตัวอักษรตัว f ตัว

[05:13:35] พิมพ์เล็กแล้วก็สิงที่เราต้องการนะครับ

[05:13:36] อยากให้มีการแทรกตัวแปรเข้าไปมีการแทรก

[05:13:39] การคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้าไปมีการกำหนด

[05:13:42] รูปแบบการแสดงผลตัวเลขให้มีจุดทศนิยมนะ

[05:13:45] ครับก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลย

[05:13:48] ต่อมาก็จะเป็นการเข้าถึงตัวอักษรใน String

[05:13:51] ครับอ่าเดี๋ยวผมจะยกตัวอย่างโดยทำการ

[05:13:53] สร้างเป็นตัวแปร text ขึ้นมาแล้วกันนะ

[05:13:56] ครับตัวแปร text ตัวนี้จะเป็นตัวแปรที่

[05:13:59] เก็บข้อความอ่าคำว่า Hello python แล้ว

[05:14:02] กัน Hell

[05:14:04] python นะครับ

[05:14:07] โอเคโดยตัวแปรตัวนี้นะครับจะเก็บกลุ่มตัว

[05:14:11] อักษรนะครับคำว่า Hello python เอาไว้นะ

[05:14:14] ครับสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะไปหยิบ

[05:14:16] ตัวอักษรที่ผมต้องการนะครับออกมาจากตัว

[05:14:19] แปร text ตัวนี้อย่างเช่นอยากจะหยิบคำว่า

[05:14:21] Hello มาใช้อยากจะหยิบคำว่า python มา

[05:14:24] ใช้เนี่ยจะหยิบยังไงนะครับวิธีการนะครับ

[05:14:27] อันดับแรกเลยเราต้องทำการตรวจสอบก่อนว่า

[05:14:29] ตัวแปรเทกของเรามีจำนวนตัวอักษรทั้งหมด

[05:14:32] กี่ตัวนะครับโดยวิธีการตรวจสอบครับเราจะ

[05:14:37] ใช้คำสั่งก็คือเลนครับก็คือปริ้นออกมาดู

[05:14:40] นะฮะเลนวงเล็บเปิดเปลี่นแล้วก็ตัวแปร

[05:14:44] String ของเราก็คือตัวแปร text นะครับ

[05:14:46] เพื่อที่จะดูว่าตอนนี้ตัวอักษรที่อยู่ใน

[05:14:48] ตัวแปร text มีกี่ตัวนะครับผลลัพธ์ที่

[05:14:51] เกิดขึ้นก็คือมี 11 ตัวใช่มั้ยครับอ่า

[05:14:54] สิ่งที่ผมต้องการก็คือถ้าอยากจะหยิบตัว

[05:14:57] อักษรนะครับตัวแรกมาใช้งานจะหยิบยังไง

[05:15:02] วิธีการนะครับเราก็จะอาศัยส่วนที่เรียก

[05:15:05] ว่าเลข index ครับหรือว่าลำดับของตัว

[05:15:07] อักษรเนาะซึ่งเลข index เนี่ยสามารถมอง

[05:15:10] ได้หลายมุมนะครับก็คือมุมอ่าจากซ้ายมือไป

[05:15:14] ขวามือนะครับหรือว่าจากหน้าไปหลังเลขอิก

[05:15:17] เนี่ยจะมีค่าเป็น 0 แล้วก็เป็นค่าบวกแต่

[05:15:19] ถ้ามองจากขวาไปซ้ายหรือว่าหลังมาหน้า

[05:15:23] เนี่ยจะมีค่าติดลบนะครับอผมยกตัวอย่าง

[05:15:26] เป็นการมองจากหน้าไปหลังก่อนนะครับอย่าง

[05:15:29] เช่นผมต้องการอยากจะเอาตัวอักษรตัว S ตัว

[05:15:32] พิมพ์ใหญ่ตัวนี้นะครับมาใช้งานอ่าวิธีการ

[05:15:36] ครับผมก็จะเข้าไปที่ตัวแปร String text

[05:15:38] เนาะแล้วก็ระบุสัญลักษณ์บักเก็ตก้ามปูนะ

[05:15:42] ครับด้านในก็จะระบุเลข index ครับหรือว่า

[05:15:44] ลำดับตัวอักษรเข้าไปอย่างเช่นลำดับที่ 0

[05:15:47] นะฮะเมื่อทำการระบุลำดับนะครับเป็นเลข 0

[05:15:52] แสดงว่าต้องการอยากจะหยิบเอาตัวอักษรตัว

[05:15:55] แรกนะครับก็คือจากด้านหน้าไปด้านหลังนะ

[05:15:58] ครับมาใช้งานเราก็จะได้ตัวอักษรตัว S ตัว

[05:16:02] พิมพ์ใหญ่นะครับมาใช้อันนี้มองจากหน้าไป

[05:16:06] หลังนะครับแล้วถ้ามองจากหลังมาหน้าล่ะจาก

[05:16:08] หลังหลังมาหน้าแล้วก็มาไล่นะครับดตัว N

[05:16:10] เนี่ยจะเป็นอ่าค่า -1 นะครับ -1 -2 -3

[05:16:14] -4 -5 -6 -7 -8 - 9 -10 -11 ถ้า

[05:16:18] ต้องการอยากจะอ่านำเอาตัวอักษรตัว S ตัว

[05:16:22] พิมพ์ใหญ่นะครับมาใช้งานโดยมองตัวอักษรนะ

[05:16:25] ครับจากด้านหลังมาด้านหน้าเนี่ยเราก็จะ

[05:16:28] ระบุเลขอิเด็กเป็น -11 ครับอ่า -11 ก็จะ

[05:16:32] ได้ตัวอักษร S ตัวใหญ่มาใช้

[05:16:35] งานนะครับเห็นมั้ยฮะถ้ามองจากหน้าไปหลัง

[05:16:39] นะครับก็เป็นเลข 0 มองจากหลังมาหน้าก็

[05:16:42] เป็นลำดับที่

[05:16:43] -11 โอเคนะครับอ่าแล้วต้องการอยากจะดึง

[05:16:47] ตัว N ล่ะอ่ะตัว N เนี่ยจะดึงยังไงนะครับ

[05:16:50] ตัว N อยู่ที่ลำดับที่เท่าไหร่ครับแล้วก็

[05:16:53] มาไล่จากหน้ามาหลังนะครับว่าเป็นลำดับที่

[05:16:55] 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 อ่ะ

[05:16:59] ลำดับที่ 10 ใช่ไหมมครับก็จะระบุเป็นเลข

[05:17:01] 10 ไปเราก็จะได้ตัว N ตัวพิมพเล็กนะครับ

[05:17:04] มาใช้งานอันนี้ถ้าไล่ลำดับนะครับจากหน้า

[05:17:08] เนี่ยไปหลังและถ้าหลังมาหน้าล่ะหลังมา

[05:17:12] หน้าก็จะเป็นค่าติดลบนะครับก็คือ -1 ก็จะ

[05:17:15] ได้ตัว N ตัวพิมเลขมา

[05:17:17] ใช้นะครับอันนี้ก็คือเราทำการระบุ

[05:17:21] อ่าลำดับตัวอักษรที่เรามีการกำหนดเฉพาะ

[05:17:25] ต่อจงนะครับว่าอยากจะได้ตัวอักษรอะไรมา

[05:17:27] ใช้ก็ระบุตำแหน่งที่มีการจัดเก็บตัวอักษร

[05:17:32] นั้นนะครับโดยระบุผ่านเลขอกซเนาะเลขอิกก็

[05:17:35] จะมีทั้งค่าบวกและก็ค่าลบค่าบวกบวกก็คือ

[05:17:39] อ่าจากหน้าไปหลังถ้าลบก็คือจากหลังไปหน้า

[05:17:43] นะ

[05:17:44] ฮะทีนี้นะครับถ้าผมต้องการอยากจะหยิบทุก

[05:17:47] ตัวล่ะหยิบทุกตัวเลยนะครับมาใช้งานโดยที่

[05:17:52] ไม่ต้องการอยากจะรู้ลำดับของมันนะครับ

[05:17:55] อยากจะหยิบมาใช้ทีละตัวอักษรนะครับเราก็

[05:17:57] สามารถใช้ for Loop นะครับมาจัดการได้ก็

[05:18:00] คือ for นะครับตามด้วยลำดับครับอ่าผม

[05:18:03] สร้างตัวแ I ขึ้นมาแล้วกันเพื่อเก็บลำดับ

[05:18:05] ของตัวอักษรเนาะก็คือดึงมาทีละตัวอักษรนะ

[05:18:08] ครับก็จะเป็น for I in text มานี้นะฮะ

[05:18:11] ไม่ใช่ in Lens นะครับ in Lens จะเป็น

[05:18:13] การกำหนด

[05:18:14] ช่วงแต่ถ้าเป็น inex ก็คือดึงเอาตัวอักษร

[05:18:20] จาก String ที่เราสนใจมาใช้งานนะครับแล้ว

[05:18:22] ก็ให้เก็บตัวอักษรแต่ละตัวที่ไปดึงมา

[05:18:25] เนี่ยลงไปที่ตัวแป I แล้วผมก็จะปริ้นตัว

[05:18:28] แป I ออกมานะฮะปริน

[05:18:32] I นะครับอ่ะผมเปลี่ยนเป็นตัว C แล้วกัน

[05:18:35] เนาะ chor นะครับหรือว่าตัวอักษรจะได้

[05:18:37] สื่อความหมาย

[05:18:39] อ่ะกดรันดู

[05:18:42] ซิอ่าก็จะเป็นเี่ฮะหยิบมาทีละตัวอสตัว

[05:18:47] อักษรเลยนะครับเป็น s e l l o p y

[05:18:50] t s o n นะอันนี้ก็คือการเข้าถึงตัว

[05:18:55] อักษรทุกตัวใน String นะครับโดยใช้ for

[05:18:57] Loop นะฮะต่อมาครับก็จะเป็นการเข้าถึง

[05:19:00] แบบกำหนดช่วงกันบ้างนะครับอันนี้บางคนอาจ

[05:19:03] จะงงนะการกำหนดช่วงโอเคเข้าใจการเข้าถึง

[05:19:07] ตัวอักษรแต่ละตัวตัวที่อยู่ใน String

[05:19:09] เนี่ยถ้าเราทราบตำแหน่งที่จัดเก็บตัว

[05:19:13] อักษรนะครับแล้วก็สามารถดึงมาใช้งานได้

[05:19:15] เลยอย่างเช่นตำดับที่ 0 ลำดับที่ -1 อะไร

[05:19:18] พวกนี้แต่ถ้าเป็นการกำหนดช่วงเนี่ยนะครับ

[05:19:22] เราก็จะต้องมองต่างไปจากความเป็นจริงนิด

[05:19:25] นึงออย่างเช่นตอนนี้ผมมี 11 ตัวอักษรใช่

[05:19:29] มั้ยครับอ่าก็คือข้อความ Hell python

[05:19:32] เนี่ยมี 11 ตัวอักษรอ่าทราบได้อย่างไรบาง

[05:19:35] คนอาจจะลืมไปแล้วก็คือในส่วนของตัวเลน

[05:19:37] เนาะ

[05:19:39] นะ

[05:19:40] ครับจำนวนตัวอักษรที่อยู่ในตัวแปร text

[05:19:43] เนี่ยนะฮะมีทั้งหมด 11 ตัวอักษรเใชมั้ย

[05:19:47] ครับถ้าผมต้องการอยากจะอ่าหยิบตัวอักษร

[05:19:52] ที่ผมต้องการนะครับมาใช้งานจะหยิบยังไง

[05:19:56] ถ้าหยิบจากหน้านะครับจากด้าน

[05:20:00] หน้าไปด้านหลังนะครับก็จะเริ่มต้นที่

[05:20:03] Index ที่ 0 ไปจนถึง index ที่ 10 ใช่

[05:20:08] มั้ยครับมี 11 ตัวอักษรนะแต่ว่าจะเริ่ม

[05:20:10] ต้นนับที่อกที่ 0 นะครับจนถึง 10 ก็มี 11

[05:20:12] ตัวอักษรนเองแต่ถ้าไล่จากอ่าด้านหลังมา

[05:20:17] ด้านหน้านะครับก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ -1 ไป

[05:20:20] จนถึง -11 นะฮะอ่ะผมเขียนเป็นถึงแล้วกัน

[05:20:26] เนาะอ่า -1 ถึง -11 อันนี้ไล่จากหลังไป

[05:20:31] หน้าหน้าไปหลังจะเป็นค่าบวกนะครับหลังไป

[05:20:35] หน้าจะเป็นค่าลบนะฮะทีนี้การกำหนดช่วง

[05:20:39] ครับการเข้าถึงตัวอักษรในสิโดยการกำหนด

[05:20:43] ช่วงเนี่ยก็จะมีอยู่ 3 แบบนะฮะแบบแรกก็

[05:20:48] คือหยิบตัวอักษรนะครับจากตำแหน่งที่เราสน

[05:20:53] ใจนะครับไปจนถึงตำแหน่งสุดท้ายยกตัวอย่าง

[05:20:58] อย่างเช่นผมต้องการอยากจะหยิบเอาคำว่า

[05:21:00] python ครับมาใช้งานเราก็ต้องมาดูว่า

[05:21:03] python เนี่ยมันเริ่มต้นที่ลำดับที่เท่า

[05:21:06] ไหร่นะครับก็จะเริ่มต้นอ่ะผมจะไล่ในส่วน

[05:21:10] ของค่าบวกแล้วกันเนาะค่าบวกก็คือ index

[05:21:15] เป็นค่าบวกนะครับก็จะเป็น 0 1 2 3 4

[05:21:18] 5 แสดงว่าเริ่มต้นที่ Index ที่ 5 นะ

[05:21:21] ครับไปจนถึงสิ้นสุดข้อความนะครับก็จะได้

[05:21:24] คำว่า python มาใช้อ่าผมก็จะลองหยิบดูนะ

[05:21:26] ครับก็จะเป็น print text สัญลักษณ์ buet

[05:21:29] นะครับแล้วก็ index ที่ 5 ไปจนถึง index

[05:21:32] สุดท้ายเลยนะครับก็จะเป็น 5 โคลอนอ่ามาดู

[05:21:35] ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับลองกดรันดูเนาะ

[05:21:41] ก็จะได้ข้อความ python นะครับมาใช้งาน

[05:21:43] ความหมายก็คือทำการหยิบเอาตัวอักษรนะครับ

[05:21:46] ที่อยู่ใน String text เนี่ยเริ่มต้นที่

[05:21:49] Index ที่ 5 ไปจนถึง index สุดท้ายนะ

[05:21:52] ครับหรือว่าไปจนถึงสิ้นสุดข้อความนะครับ

[05:21:55] เขจะได้คำว่า python นะครับมาแสดงผลอัน

[05:22:00] นี้เป็นการดึงเอาตัวอักษรนะครับจากด้าน

[05:22:05] หน้าไปด้านหลังหรือว่าจากซ้ายไปขวาเรา

[05:22:08] สามารถที่จะกำหนดอ่าตัวอักษรนะครับให้มี

[05:22:13] เลข index เป็นค่าติดลบได้ยกตัวอย่าง

[05:22:16] อย่างเช่นอ่ะถ้าไล่จากหลังมาหน้านะครับ

[05:22:21] ตัว N ก็คือเป็น -1 ใช่ไมั้ยครับก็จะเป็น

[05:22:23] -1 -2 -3 -4 -5 -6 นะครับถ้าผม

[05:22:28] ต้องการอยากจะได้คำว่า python นะครับมา

[05:22:30] ใช้งานก็จะต้องประกาศ index เริ่มต้นนะ

[05:22:34] ครับก็คือตั้งแต่ index -6 นะครับไปจน

[05:22:38] ถึง index สุดท้ายก็คือเป็น -1 ใช่่ไหมม

[05:22:41] ครับจึงจะได้ข้อความ python มา

[05:22:45] ใช้อันนี้ถ้ามองในมุมของ index ที่เป็น

[05:22:50] ค่าติดลบนะครับหรือว่ามองจากหลังไปหน้า

[05:22:55] หรือมองจากขวาไปซ้ายนะครับอ่ะลองกดรันดู

[05:22:58] ซิได้คำว่า python หรือเปล่านะก็ได้

[05:23:02] python เหมือนเดิมเห็นมั้ยครับอันนี้ก็

[05:23:06] จะเป็นการกำหนดช่วงนะครับแบบแรกก็คือเรา

[05:23:09] ทำการกำหนดจุดสตาร์หรือว่าจุดเริ่มต้นเน

[05:23:13] ว่าอยากจะหยิบตัวอักษรนะครับตั้งแต่

[05:23:16] ตำแหน่งใดนะครับไปจนถึงตำแหน่งสุดท้ายที

[05:23:19] นี้นะครับถ้าเราต้องการอยากจะหยิบเอาข้อ

[05:23:22] ความที่ไม่ได้มีการระบุตำแหน่งสุดท้าย

[05:23:25] ครับหมายความว่าไงครับหมายความว่าเราจะ

[05:23:27] เอาตั้งแต่จุดเริ่มต้นเลยไปจนถึงจุดที่

[05:23:30] เราต้องการอย่างเช่นผมอยากจะได้คำว่า Hell

[05:23:34] ครับนะครับคำว่า Hell ทีนี้อยอยากจะหยิบ

[05:23:38] อ่า Hell นะครับมาใช้งานจะหยิบยังไงนะ

[05:23:45] ครับเราก็ต้องมาดูว่า Hell เนี่ยนะครับ

[05:23:47] มันมีจุดเริ่มต้นจุดสิ้นสุดยังไงนะครับ

[05:23:50] Hell เนี่ยมันเป็นคำขึ้นต้นของข้อความนะ

[05:23:55] ครับในตัวแปร text เลยนะครับก็คือจุด

[05:23:58] เริ่มต้นเริ่มต้นที่ 0 นะครับไปจนถึงตัว O

[05:24:01] เราก็ต้องมาดูว่าตัว O นี่มันคือ index

[05:24:03] ที่เท่าไหร่เราก็มาไล่ index นะครับผมจะ

[05:24:05] ไล่จากอ่าด้านหน้าไปด้านหลังหรือว่าจาก

[05:24:08] ซ้ายไปขวานะครับก็จะเป็นเด็กที่ 0 1 2

[05:24:11] 3

[05:24:12] 4 นะครับเพราะฉะนั้นถ้าต้องการเด็กจะได้

[05:24:15] Hell เนี่ยนะครับก็จะประกาศจุดเริ่มต้น

[05:24:18] ก็คือเอาตั้งแต่ตำแหน่งแรกเลยนะครับเขใส่

[05:24:21] เป็นเครื่องหมายโคลอนไปสิ้นสุดที่อกที่เท

[05:24:24] ไหรครับ index ที่ 4 แต่ว่าการประกาศจุด

[05:24:28] สุดท้ายเนี่ยนะครับเราต้องระบุเป็น 4 +

[05:24:31] 1 นะครับก็คือ index ที่

[05:24:34] 5 จึงจะได้ข้อความ Hello นะครับมาใชชงาน

[05:24:39] ความหมายอีกในนึงก็คือเป็นการหยิบเอาตัว

[05:24:42] อักษร 5 ตัวแรกนะครับมาใช้นั่นเองนะครับ

[05:24:46] ก็คือตั้งแต่ 0 จนถึง 4 นะครับแต่ว่าจาก

[05:24:52] การกำหนดช่วงเนี่ยนะครับจะต้องนำเอา 4 ไป

[05:24:55] บวกกับ 1 เนาะก็คือจะเป็น index ที่ 5 นะ

[05:24:59] ครับความหมายก็คือเป็นการนำเอาตัวอักษร

[05:25:01] ตั้งแต่อกที่ 0 ไปจนถึงก่อน index ที่ 5

[05:25:05] นะครับมาใช้งานนั่นเองอ่ามาดูผลลัพธ์ที่

[05:25:08] ที่เกิดขึ้นนะครับจะได้ Hello หรือ

[05:25:12] เปล่าโอเคก็ได้คำว่า Hello มาใช้งานแล้ว

[05:25:15] อันนี้เป็นการระบุเครื่องหมายโคลอนอยู่

[05:25:18] ด้านหน้าตัวเลขนะครับก่อนหน้านี้เราระบุ

[05:25:20] เครื่องหมายโคลอนอยู่ด้านหลังตัวเลข

[05:25:24] เนาะสุดท้ายครับก็จะเป็นวิธีที่ 3 ครับมี

[05:25:27] การกำหนดช่วงเริ่มต้นกับสิ้นสุดครับอ่ามี

[05:25:31] การประกาศบล็อกขอบเขตของตัวอักษรที่เรา

[05:25:34] ต้องการเกจะไปดึงมาใช้งานนะครับว่าอยาก

[05:25:36] ให้มี Index เริ่มต้นที่เท่าไหร่แล้วก็

[05:25:39] สิ้นสุดที่ Index ที่เท่าไหร่นะครับอย่าง

[05:25:41] เช่นผมต้องการอยากจะได้ข้อความที่อยู่ตรง

[05:25:44] กลางครับก็คือ lopy เอามาอยู่ตรงกลางพอดี

[05:25:47] เนาะอยากจะไปหยิบตัวอักษร 4 ตัวนี้นะครับ

[05:25:50] มาใช้งานจะหยิบยังไงวิธีการนะครับเราก็

[05:25:55] ต้องมาดูว่า

[05:25:57] อ่าตัวอักษร 4 ตัวนี้นะครับมันอยู่ในช่วง

[05:26:01] index ที่เท่าไหร่อ่าก็จะไล่ผมจะไล่จาก

[05:26:04] ซ้ายไปขวานะครับหรือว่าจากหน้าไปหลังนะ

[05:26:06] ครับก็จะเป็นที่ 0 1 2

[05:26:08] นะครับเริ่มต้นที่ 3 นก็จะเป็น 3 4 5 6

[05:26:12] นะครับเพราะฉะนั้น index เริ่มต้นก็จะ

[05:26:13] เป็น index ที่ 4 ใช่ไหมมครับนะก็จะได้

[05:26:17] ตัว L ตัวที่ 2 มาใช้นะ

[05:26:21] ฮะอ่าเดี๋ยวนะ 0 1 2 อ่ะต้องเป็น 3 นะ

[05:26:26] ครับเริ่มไล่ผิดแล้วเนี่ย 0 1 2 นะครับ

[05:26:30] อกที่ 3 นะครับเริ่มต้นที่เดกที่ 3 เนาะ

[05:26:33] ก็คือ ly ตัวนี้นะครับทีนี้มาดูตัว y

[05:26:37] ครับตัว y มันอยู่ที่ Index ที่เท่าไหร่

[05:26:39] นะครับก็จะเป็น 0 1 2 3 4 5 6 ใช่

[05:26:44] มั้ครับต้องสิ้นสุดที่ Index ที่ 6 ใช่

[05:26:47] มั้ยครับแต่ว่า index สุดท้ายต้องบวกไป 1

[05:26:49] ด้วยนะฮะ + 1 ก็จะเป็น index ที่ 7 ครับ

[05:26:53] อ่าตอนนี้ตัวสุดท้ายต้อง + 1 เสมอนะฮะ

[05:26:57] เพราะฉะนั้นในบรรทัดที่ 3 นะครับสิ่งที่

[05:26:59] ผมต้องการก็คืออยากจะหยิบเอาตัวอักษร

[05:27:02] เริ่มต้นที่ Index ที่ 3 นะครับไปจนถึง

[05:27:04] ก่อน index ที่ 7 มาใช้งานนะครับก็จะได้

[05:27:10] ผลลัพธ์เป็น

[05:27:12] ly นะครับมาใช้งานเรียบร้อยแล้วอันนี้

[05:27:16] มองจากหน้าไปหลังหรือจากซ้ายไปขวาแล้วถ้า

[05:27:21] มองจากขวามาซ้ายแล้วว่ามองจากหลังมาหน้า

[05:27:23] ล่ะมองจากหลังมานก็จะเป็นค่าติดลบครับอ่า

[05:27:25] ก็ต้องมาดูทีนี้ผมก็จะไล่เลยครับว่าเป็น

[05:27:29] -1 -2 -3 -4 -5 -6 - 7 -8 นะ

[05:27:33] ครับตัว L เนี่ยนะครับเริ่มต้นที่

[05:27:36] -8 นะครับ - 8 สิ้นสุดนะครับที่ตัว y

[05:27:40] ครับเอามาดูตัว y ทีนี้ก็จะเป็น -1 -2

[05:27:43] -3 -4 -5 นะครับสิ้นสุดที่ -5 ใช่มย

[05:27:48] อ่าก็จะใส่เป็น -5 แต่ว่าตัวสุดท้ายเนี่ย

[05:27:51] นะครับต้องเอาไปบวกกับ 1 อก็จะเป็น -5 +

[05:27:55] 1 ครับเหลือเท่าไหร่ครับเหลือ -4 อ่า

[05:27:58] เพราะฉะนั้นอกซสุดท้ายก็ต้องเป็น -4 นะ

[05:28:01] ครับความหมายก็คือเป็นการดึงเอาตัวอักษร

[05:28:05] นะครับในตำแหน่งที่ -8 ไปจนถึงก่อน -4 น

[05:28:09] ก็คือ -5 นั่นเองโอเคนะครับมาลองกดรันดู

[05:28:16] ซิในผลละเป็น lopy เหมือนเดิมนะครับแต่

[05:28:21] ว่าเลข index จะเป็นติดลบโอเคครับผมอัน

[05:28:25] นี้ก็จะเป็นตัวอย่างการจอดลึกการใช้งาน

[05:28:28] String ในภาษา python นะครับก็จะเป็น

[05:28:30] เรื่องของการเชื่อมต่อ String การสร้าง

[05:28:33] String แบบหลายบรรทัดการจัดรูปแบบ String

[05:28:35] หรือว่า F String แล้วก็การเข้าถึงตัว

[05:28:37] อักษรใน String นะฮะอ่าก็จะได้ผลลัพธ์ตาม

[05:28:39] ที่แสดงข้างต้น

[05:28:49] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[05:28:53] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับการใช้

[05:28:56] งานฟังก์ชันจัดการ String กันนะครับโดย

[05:28:59] ฟังก์ชันจัดการ String นะครับก็คือกลุ่ม

[05:29:02] คำสั่งพิเศษครับที่มีอยู่ในภาษา python

[05:29:05] สำหรับนำมาจัดการชุดข้อความหรือว่าข้อมูล

[05:29:08] ประเภท String นะครับโดยมีโครงสร้างคำ

[05:29:10] สั่งดังนี้นะครับก็คือตัวแปรประเภท String

[05:29:13] หรือว่าข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบของ String

[05:29:15] นะครับตามเครื่องหมายจุดแล้วก็ชื่อ

[05:29:17] ฟังก์ชันของเรานั่นเองโดยชื่อฟังก์ชันนะ

[05:29:20] ครับก็คือหน้าที่การทำงานที่จะนำมาใช้ใน

[05:29:23] การจัดการสินะครับอย่างเช่นฟังก์ชันที่

[05:29:25] ชื่อว่า Upper ก็เป็นการแปลงตัวอักษรใน

[05:29:27] สิงนะครับเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ler

[05:29:30] อ่าแปลงตัวอักษรใน String เป็นตัวพิมพ์

[05:29:32] เลขทั้งหมดนะครับอ่าต่อมาก็จะเป็น start

[05:29:35] Switch นะครับก็คือทำการตรวจสอบว่า

[05:29:38] String ของเราเนี่ยเริ่มต้นอ่าด้วย

[05:29:41] String ที่ระบุหรือเปล่านะครับต่อมาก็จะ

[05:29:43] เป็น nwi ก็คือลงท้ายด้วย String ที่ระบุ

[05:29:46] หรือเปล่านะครับอหรือไม่นะครับหรือไม่

[05:29:48] เนี่ยแสดงว่าเราจะได้ค่า True กับค่า for

[05:29:50] มาใช้นะครับเป็นการตรวจสอบคำขึ้นต้นกับคำ

[05:29:53] ลงท้ายนั่นเองต่อมาก็คือไฟล String นะ

[05:29:56] ครับเป็นการบอกลำดับตัวอักษรหรือ String

[05:29:58] ที่ค้นหาเจอนะครับต่อมาก็จะเป็น C String

[05:30:01] อเป็นการนับจำนวนตัวอักษรที่ซ้ำกันใน

[05:30:04] String นะฮะต่อมาก็จะเป็น replace นะ

[05:30:07] ครับอ่าก็คือแทนที่ String ที่พบด้วยสิง

[05:30:11] ใหม่ตัว stp นะครับก็คือลบช่องว่างซ้าย

[05:30:14] ขวาออกจาก String นะครับแล้วก็ตัวไซตก็

[05:30:16] คือ Format อ่าเป็นการจัดรูปแบบ String

[05:30:18] นั่นเองอ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้

[05:30:21] ฟังก์ชันจัดการ String กันนะครับว่ามี

[05:30:23] ขั้นตอนการใช้งานอย่างไรบ้างกลับมาที่ vs

[05:30:27] Code นะครับในส่วนของการใช้งานฟังก์ชัน

[05:30:29] จัดการ String นะครับอ่าผมจะยกตัวอย่าง

[05:30:32] ฟังก์ชันพื้นฐาน 2 ตัวนะครับก็คือ

[05:30:34] ฟังก์ชันสำหรับแปลงตัวอักษรเล็พิมพใหญ่

[05:30:38] นั่นเองยกตัวอย่างอย่างเช่นผมสร้างตัวแปร

[05:30:41] เนมขึ้นมาครับเป็นตัวแปรประเภทสิงเนาะใส่

[05:30:44] ข้อความกล้องลักสยามนะครับที่มีการกำหนด

[05:30:47] ตัวอักษรพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ปนกันอยู่นะ

[05:30:50] ครับสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะแปลงให้

[05:30:54] อ่าข้อมูลที่อยู่ในตัวแปรเนมตัวนี้นะครับ

[05:30:56] กลายเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมดจะแปลงอย่าง

[05:30:59] ไรวิธีการนะครับเราก็จะเรียกใช้ฟังก์ชัน

[05:31:02] ที่ชื่อว่า Upper ครับก็ไปที่ตัวแปร

[05:31:05] String ก่อนก็คือตัวแปร name แล้วก็

[05:31:07] เครื่องหมายจุดตามด้วยชื่อฟังก์ชันของเรา

[05:31:09] นะครับก็คือฟังก์ชัน Upper นั่นเองนะครับ

[05:31:12] ตามด้วยวงเล็บเปิดปิดครับอันนี้ก็คือการ

[05:31:15] เรียกชงาน

[05:31:16] ฟังก์ชันผลลัพธ์จากการแปลงตัวอักษรนะครับ

[05:31:20] ที่อยู่ในตัวแปลเมเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้ง

[05:31:22] หมดนะครับอ่าผมจะให้แสดงผลออกทางจอภาพ

[05:31:25] ด้วยก็เอาคำสั่งปริ้นนะครับมาเขียนข้อไว้

[05:31:28] นะฮะอลองกดรันดู

[05:31:33] เนาะก็จะได้ข้อความนะครับกล้องลักสยามที่

[05:31:37] มีตัวอักษรนะครับถูกแปลงเป็นตัวพิมพ์ใหญ่

[05:31:41] ทั้งหมดแล้วนั่นเองแต่ถ้าอยากจะแปลงให้

[05:31:44] เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดล่ะเราก็จะ

[05:31:46] เปลี่ยนชื่อฟังก์ชันครับจาก Upper ไปเป็น

[05:31:48] low แทนก็จะเป็น low วงเล็บเปิดปิดนะ

[05:31:52] ครับเป็นการเรียกใช้ฟังก์ชัน low เนาะก็

[05:31:55] คือแปลงตัวอักษรอ่าภาษาอังกฤษนะครับให้

[05:31:59] เป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดนะฮะอันนี้ก็คือ

[05:32:03] ฟังก์ชันพื้นฐานนะครับตัวแรกที่ทุกคนจะ

[05:32:05] ต้องทราบนะก็คือออกับโอนะฮะต่อมาครับก็จะ

[05:32:10] เป็นฟังก์ชันสำหรับตรวจสอบคำขึ้นต้นนะ

[05:32:14] ครับแล้วก็คำลงท้ายอ่ายกตัวอย่างเป็นคำ

[05:32:16] ขึ้นต้นก่อนแล้วกันอย่างเช่นผม

[05:32:20] อ่ากำหนดอะไรดีเป็นเงื่อนไขนะครับยกตัว

[05:32:24] อย่างอ่ะอย่างเช่นผมมีข้อความภาษาไทย

[05:32:27] เนาะเป็นนายกล้องแล้วะกันนายกล้องรักสยาม

[05:32:31] นะผมต้องการจะตรวจสอบว่าข้อมูลที่เก็บ

[05:32:35] อยู่ในตัวแปรเนมเนี่ยมีคำขึ้นต้นคำคำว่า

[05:32:38] นายหรือเปล่านะครับวิธีการตรวจสอบนะครับ

[05:32:41] ก็ง่ายมากครับเราก็จะเข้าไปที่ตัวแปร

[05:32:44] name แล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชัน start with

[05:32:48] ครับก็คือระบุเื่องหมา้จุดตามด้วยชื่อ

[05:32:50] ฟังก์ชันนะครับอ่าเป็น start with นะฮะ

[05:32:54] ้าใน start with ตัวนี้นะครับก็คือจะ

[05:32:57] เป็นคำขึ้นต้นที่เราต้องการในตรวจสอบนะฮะ

[05:33:00] ก็ระบุเป็นวงเล็บเปิดปิดแล้วก็คำขึ้นต้น

[05:33:04] นะครับซึ่งครอบด้วยเครื่องหมาย Double

[05:33:06] cde นะครับนะก็จะเป็นมา

[05:33:08] เนาะสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะตรวจสอบ

[05:33:12] ว่าตอนนี้ข้อมูลที่เก็บอยู่ตัวไป name นะ

[05:33:14] ครับมีคำขึ้นต้นเป็นนายหรือไม่นะฮะมาดูซิ

[05:33:19] อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับก็จะบอกว่าเป็น

[05:33:23] True เนาะก็คือเป็นจริงนะครับแสดงว่าข้อ

[05:33:26] มูลที่อยู่ในตัวแปรเนมเนี่ยเป็นอ่ามีคำ

[05:33:29] ขึ้นต้นนายนั่นเองไอถ้าผมไปเปลี่ยนตัวนี้

[05:33:33] ใหม่นะครับมาเป็นนางสาวตัวนี้อ้านางสาว

[05:33:38] กล้องรักสยามนะครับสิ่งที่ตรวจสอบก็คือ

[05:33:42] ตรวจสอบคำขึ้นต้นว่าเป็นนายหรือไม่ใช่มั้

[05:33:44] ครับแต่ว่าข้อมูลเราเปลี่ยนเป็นนางสาว

[05:33:46] แล้วผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะเป็น fault

[05:33:48] แสดงว่าไม่ได้มีคำขึ้นต้นเป็นนายนั่นเอง

[05:33:52] ทีนี้นำมาใช้ประโยชน์อะไรนะครับออย่าง

[05:33:54] เช่นผมเขียนโปรแกรมตรวจสอบเพศเนาะตรวจสอบ

[05:33:58] เพศจากคำขึ้นต้นนะครับอ่ายกตัวอย่างอย่าง

[05:34:02] เช่นผมต้องการตรวจสอบนะครับเอ่ออันนี้

[05:34:05] เป็นนายกล้องรักสยามเหมือนเดิมเดิมแล้ว

[05:34:08] กันสิ่งที่ผมต้องการตรวจสอบนะครับก็คือทำ

[05:34:11] การตรวจสอบว่าข้อมูลนะครับที่ส่งเข้ามานะ

[05:34:15] ฮะอ่ะให้ทำการป้อนชื่อแล้วกัน name เท่า

[05:34:18] กับ input อ่ะป้อนชื่อของคุณนะครับ

[05:34:26] โอเคชื่อที่ป้อนนะครับก็จะเก็บลงในตัวแปร

[05:34:29] เนมจากนั้นผมก็จะนำเอาตัวแปรเนมมาตรวจสอบ

[05:34:31] ครับก็คือ EV Name Start with นะครับ

[05:34:35] ข้อมูลที่เก็บอยู่ในตัวแปร name เนี่ขึ้น

[05:34:37] ต้นด้วยคำว่านายหรือไม่อ่ะถ้าขึ้นต้นด้วย

[05:34:40] คำว่านายแสดงว่าอ่าข้อมูลผู้ใช้ของเรานะ

[05:34:43] ครับอ่าเป็นเพศชายเนาะเพราะว่าเราตรวจสอบ

[05:34:48] คำขึ้นต้นแล้วนะครับว่าเป็นนายแสดงว่า

[05:34:51] เป็นเพศชายแต่ถ้าส่งเป็นนางสาวมาล่ะอก็จะ

[05:34:54] เป็นเอ EV ครับเอ EV Name Start with

[05:34:59] ขึ้นต้นด้วยนาง

[05:35:03] สาวถ้าขึ้นต้นด้วยนางสาวให้ทำอะไรนะครับ

[05:35:06] ก็จะบอกว่าเป็นเพศหญิงนั่น

[05:35:09] เองเป็นเพศหญิงนะฮะ

[05:35:15] โอเคอันนี้ก็คือความสามารถของตัวฟังก์ชัน

[05:35:19] start with นะครับในการตรวจสอบคำขึ้น

[05:35:21] ต้นนะฮะเราก็นำมาใช้ร่วมกับ If statement

[05:35:25] นะครับในการบอกเพศอ่าจากชื่อผู้ใช้ที่ส่ง

[05:35:29] มานะ

[05:35:31] ฮะอ่าป้อนชื่อของคุณนะครับอย่างเช่นผม

[05:35:34] ป้อนเป็นนายกล้องเนาะเนาะก็จะบอกว่าเป็น

[05:35:39] เพศชายอ่าแล้วถ้าผมป้อนเป็นนางสาวกล้อง

[05:35:42] ล่ะที

[05:35:43] นี้นางสาวกล้องนะฮะนางสาว

[05:35:48] ก้องนะครับก็บอกว่าเป็นเพศหญิงแต่ถ้าผม

[05:35:53] อ่าไม่ระบุคำขึ้นต้นเลยนะฮะอย่างเช่นเป็น

[05:35:58] กล้องอย่างเดียวก็จะไม่เข้าเงื่อนไขได้

[05:36:00] เลยใช่มั้ครับก็จะจบการทำ

[05:36:03] งานโอเคนะครับอันนี้ก็เป็นการตรวจสอบคำ

[05:36:06] ขึ้นต้นครับ

[05:36:08] ต่อมาครับก็จะเป็นการตรวจสอบคำลงท้ายกัน

[05:36:10] บ้างโดยการตรวจสอบคำลงท้ายเก็จะเปลี่ยน

[05:36:13] จาก start with ไปเป็น End with ครับผม

[05:36:16] จะยกตัวอย่างอ่ะอย่างเช่นอันนี้เอาจาก

[05:36:19] โครงสร้างโปรแกรมเดิมเลยนะครับผมจะให้

[05:36:21] ตรวจสอบคำลงท้ายของเดือนแล้วกันอ่าผมจะ

[05:36:25] สร้างตัวแปร month ขึ้นมานะฮะอันนี้ก็จะ

[05:36:29] บอกว่าป้อนเดือนเนาะอ่าป้อนเดือนนะครับ

[05:36:31] รอบ

[05:36:32] นี้ป้อนเดือนนะครับโดยชื่อเดเดือนเนี่ยนะ

[05:36:38] ครับมันก็จะมีคำลงท้ายนะครับเป็นคมกับยน

[05:36:41] เนาะถ้าลงท้ายด้วยคมแสดงว่าเดือนนั้นมี 31

[05:36:45] วันนะครับถ้าลงท้ายด้วยยนต์แสดงว่ามี 30

[05:36:47] วันนะครับอ่ะผมก็จะทำการตรวจสอบอ่าเดือน

[05:36:50] ที่ส่งเข้ามานะครับว่าลงท้ายด้วยยนต์ให้

[05:36:53] ทำอะไรลงท้ายด้วยคมให้ทำอะไรนะครับมาขอ

[05:36:56] ตรวจสอบที่ส่วนของตัวคมก่อนนะครับก็คือ EV

[05:37:00] mon เราจะใช้ฟังก์ชันที่ชื่อว่า nwi

[05:37:03] ครับอ่า n

[05:37:05] swit ก็คือลงท้ายทยด้วยคำว่าคมหรือเปล่า

[05:37:10] อ่ะถ้าลงท้ายด้วยคำว่าคมแสดงว่าเดือนนั้น

[05:37:14] นะครับมี 31 วันใช่มยอ่าก็จะบอกว่าเดือน

[05:37:18] นี้มี 31 วันนะ

[05:37:23] ฮะแล้วถ้าลงท้ายด้วยยนต์ล่ะอ่าลงท้ายด้วย

[05:37:26] ยนต์เนาะ

[05:37:28] leif นะครับ

[05:37:32] mon ยนนะฮะอันนี้ผมก็จะใส่เงื่อนไขนะ

[05:37:35] ครับปริ้น

[05:37:37] เดือนนี้มี 30

[05:37:43] วันโอเคนะครับเพราะฉะนั้น input ที่ส่งมา

[05:37:46] ก็คือเป็นป้อนชื่อเดือน

[05:37:50] เนาะป้อนชื่อเดือนถ้าชื่อเดือนที่ส่งเข้า

[05:37:54] มานะครับลงท้ายด้วยคมแสดงว่ามี 31 วันลง

[05:37:57] ท้ายด้วยยนต์มี 30 วันนะฮะกดรันดู

[05:38:02] เนาะอ่าป้อนชื่อเดือนนะครับอ่าเป็นมกราคม

[05:38:08] แล้ว

[05:38:09] กันอ่าเดือนนี้มี 31 วันนะฮะถ้าเป็นยนต์

[05:38:15] ล่ะเป็นยนต์อย่างเช่นเป็น

[05:38:19] กันยายนนะครับก็บอกว่าเดือนนี้มี 30 วัน

[05:38:24] อันนี้เป็นการตรวจสอบคำลงท้ายนะครับโดย

[05:38:27] ใช้ฟังก์ชัน nwi นะครับมาตรวจสอบคำลงท้าย

[05:38:30] นั่นเองสิ่งที่เราต้องการก็คือถ้าคำลง

[05:38:33] ท้ายนะครับเป็นคำนี้ให้ทำอะไรนะครับอย่าง

[05:38:35] เช่นเป็นคคมเบอกว่ามี 31 วันเป็นโยน์ก็มี

[05:38:38] 30 วันนั่นเองต่อมาครับก็จะเป็นเรื่อง

[05:38:42] ของการทำระบบค้นหาคำกันบ้างนะครับระบบค้น

[05:38:46] หาคำมันก็จะมีฟังก์ชันตัวนึงนะครับสำหรับ

[05:38:49] จัดการเกี่ยวกับการค้นหาก็คืออ่าฟังก์ชัน

[05:38:52] ไฟลนะครับที่แปลว่าการค้นเนาะยกตัวอย่าง

[05:38:55] อย่างเช่นผมสร้างตัวแปร text ขึ้นมานะ

[05:38:59] ครับตัวแปร text ของผมนะครับมีการใส่ข้อ

[05:39:02] ความเป็น

[05:39:03] Hello python แล้วกัน 10 สิ่งที่ผม

[05:39:07] ต้องการตรวจสอบก็คืออยากจะทราบว่ามีคำว่า

[05:39:10] python ในตัวแปร text หรือเปล่าถ้ามีนะ

[05:39:13] ครับให้บอกอ่าลำดับของคำว่า python นะ

[05:39:19] ครับอ่าออกมาว่าเริ่มต้นที่ลำดับที่เท่า

[05:39:22] ไหร่หรือว่าอยู่ที่ Index ที่เท่าไหร่

[05:39:24] นั่นเองอ่าโดยวิธีการนะครับวิธีการค้นหา

[05:39:28] ก็จะเข้าไปที่ตัวแปร text เนาะก็คือตัว

[05:39:31] แปรประเภทสิงนะครับแล้วก็ฟังก์ชันมีชื่อ

[05:39:33] ว่าไฟล์นะครับตามด้วยคำที่เราต้องการแต่

[05:39:36] แต่ค้นนะครับนก็คือคำว่า python นั่นเอง

[05:39:39] อ่าลองค้นซิว่าอ่าข้อความที่อยู่ในตัวแปร

[05:39:43] text เนี่ยมีคำว่า python หรือไม่ถ้ามี

[05:39:45] ก็ให้บอกเลข index นะครับของคำว่า python

[05:39:48] ออกมาก็คือ index ที่ 6 นะฮะเราก็มาไล่ดู

[05:39:52] นะครับก็ไป index ที่ 0 1 2 3 4 5

[05:39:56] นะครับรวมช่องว่างด้วยแล้วก็ index ที่ 6

[05:39:58] ก็เป็นตัว P เนาะก็คือ

[05:40:01] python อ่ะแล้วถ้าค้นคำอื่นล่ะอย่างเช่น

[05:40:07] คำว่ากล้องแล้วกันมีมคำว่ากล้อง

[05:40:11] เนี่ยถ้าค้นเจอจะบอกเลข index นะครับที่

[05:40:14] เป็นค่าบวกนะฮะแต่ถ้าคนไม่เจอจะได้เป็น

[05:40:17] ค่าลบนะครับก็คือ -1 แสดงว่าไม่มีคำว่า

[05:40:20] กล้องนะครับในอ่าข้อความที่บรรจุอยู่ด้าน

[05:40:25] ในตัวแปร text นะครับไม่มีคำว่ากล้องนั่น

[05:40:27] เองอันนี้เป็นเรื่องของการค้นหานะ

[05:40:31] ฮะต่อมาครับอ่ะนอกเหนือจากการค้นค้นหา

[05:40:38] อ่าคำว่า

[05:40:40] python ถ้าผมต้องการอยากจะให้นับให้นับ

[05:40:44] คำครับหรือว่าให้นับตัว

[05:40:46] อักษรว่ามีจำนวนตัวอักษรที่มันซ้ำกัน

[05:40:50] เนี่ยในประโยคหรือว่าในคำเนี่ยกี่ตัว

[05:40:53] อักษรเนี่ยจะนับยังไงอย่างเช่นตอนนี้นะ

[05:40:56] ครับข้อความ Hell python ต้องการเทราบ

[05:40:59] ว่ามีจำนวนตัวอักษรตัว O นะครับในข้อความ

[05:41:02] ดังกล่าวเกี่ตัวเราก็จะเปลี่ยนจากส่วนของ

[05:41:07] ฟังก์ชันไฟล์นะครับไปเป็นฟังก์ชันเคแทน

[05:41:10] ที่แปลว่าการนับนะครับด้านในฟังก์ชันเ

[05:41:13] ครับก็จะทำการระบุอ่าวงเล็บเปิดปิดแล้วก็

[05:41:15] ตัวอักษรที่เราต้องการจะจะค้นว่าเอ่อซ้ำ

[05:41:19] กันกี่จำนวนนะครับอย่างเช่นมีตัว O นะ

[05:41:23] ครับซ้ำกันในตัวแปร Tex เนี่ยกี่ตัวนะ

[05:41:26] ครับตัวแปร Tex ของผมเนี่ยเก็บข้อความ

[05:41:28] Hell python ซึ่ง Hell python ก็จะมี

[05:41:30] ตัว O เป็นองค์ประกอบอยู่แล้วใช่มั้ยครับ

[05:41:34] สิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะทราบว่าเอ๊ะ

[05:41:35] มีตัว O นะครับอยู่ในประโยคดังกล่าวเนี่ย

[05:41:38] กี่ตัวอ่าก็ให้ไปดึงมาซึ่งถ้ามองด้วยสาย

[05:41:41] ตาก็จะเห็นว่ามันมี 2 ตัวใช่มั้ยอ่าก็คือ

[05:41:43] O ตัวนี้นะครับกับตรง python แล้วก็มี 2

[05:41:46] ตัวเห็นม

[05:41:49] อ่าหรือผมไปค้นนะครับเป็นตัว Z มีมยตัว Z

[05:41:55] ไม่น่าจะมีใช่มยมันไม่มีอยู่แล้วนะไม่น่า

[05:41:57] จะมีมันไม่มีอยู่เลยนะผลลัพธ์ก็จะเป็น 0

[05:42:00] ครับอ่าไม่คนไม่เจอเลยนะครับไม่มีคำอ่า

[05:42:04] ไม่มีตัว Z นะครับเป็นองค์ประกอบอยู่ใน

[05:42:07] ข้อความ Hell python เลยอันนี้เป็นการ

[05:42:10] ค้นตัวอักษรนะครับอ่ะทีนี้ถ้าค้นคำล่ะค้น

[05:42:14] คำนะครับอย่างเช่นผมมีคำ

[05:42:16] ว่าสวัสดีเนาะอ่ะสวัสดีนะ

[05:42:22] ครับคุณ

[05:42:25] ป้าคุณ

[05:42:28] น้าคุณ

[05:42:30] ตาคุณยายนะฮะคิดคำไม่ออกแล้วนะครับสวัสดี

[05:42:35] คุณป้าคุณน้าคุณตาคุณได้นะฮะต้องการอยาก

[05:42:38] จะทราบว่ามีคำว่าคุณนะฮะที่อยู่ในตัวแปร

[05:42:42] text เนี่ยกี่คำนะครับอ่ามีอยู่กี่จุด

[05:42:47] เนาะคำว่าคุณเนี่ยนะครับมีคำว่าคุณอยู่ใน

[05:42:50] ประโยคตัวนี้

[05:42:52] เนี่ยกี่ตัวนะครับผมก็จะเรียกใช้ตัว

[05:42:57] ฟังก์ชันเขานะครับตามด้วยคำที่ต้องการ

[05:42:59] อยากจะอ่าตรวจสอบว่ามีคำพคุณนะครับกี่คำ

[05:43:05] นะครับในประโยคตัวเต็มตัวนี้นี้ซึ่งถ้า

[05:43:08] มองด้วยตาก็จะเห็นว่ามันมี 4 4 ตัวใช่

[05:43:13] มั้ย 4 ตำแหน่งนะครับอให้โปรแกรมบอกออกมา

[05:43:16] นะครับว่าเจอคำว่าคุณเนี่ยกี่จุดกี่

[05:43:19] ตำแหน่งอ่าก็มีอยู่ 4 ตำแหน่งหรือซ้ำกัน

[05:43:22] อยู่ 4 จุดนั่นเองนะครับเพราะฉะนั้นตัว

[05:43:27] แปรเทรกของผมนะครับอ่ามีคำว่าคุณเป็นองค์

[05:43:30] ประกอบอยู่้วการ 4 ตำแหน่งนั่นเองหรือว่า

[05:43:34] ซ้ำกันอยู่ 4 จุดนั่นเองอันนี้ก็คือความ

[05:43:37] สามารถของตัวฟังก์ชันเขาต่อมาก็จะเป็น

[05:43:41] ฟังก์ชันสำหรับแทนที่คำนะครับหรือว่าแทน

[05:43:46] ที่ตัวอักษรในสิก็คือฟังก์ชัน replace นะ

[05:43:51] ครับอ่าผมจะยกตัวอย่างอย่างเช่นผม

[05:43:55] มีผมมีข้อความเนาะเก็บลงในตัวแปร text

[05:43:58] เหมือนเดิมเลยข้อความดังกล่าวนะครับจะ

[05:44:01] เป็นข้อความที่บอกข้อมูลสัญญาจ้างแล้วกัน

[05:44:04] อ่าเป็นสัญญาจ้างงานเนาะอ่ะ

[05:44:07] สัญญาจ้างงานนะครับประจำ

[05:44:11] [เพลง]

[05:44:13] ปี

[05:44:15] 2567 นะครับ

[05:44:16] อ่ะมี

[05:44:19] ผลตั้งแต่

[05:44:22] อ่า 1 อ่าตั้งแต่มกราคมแล้วกันนะครับ

[05:44:27] มกราคม

[05:44:29] 2567

[05:44:34] ถึงธันวาคม

[05:44:37] 2 5 6 7 นะครับอ่านี้ก็คือข้อความที่

[05:44:41] เก็บอยู่ในตัวแปร text นะครับตัวแปรเทคที

[05:44:46] นี้นะครับสิ่งที่ผมต้องการครับก็คืออยาก

[05:44:49] จะเปลี่ยนปีพ.ศครับเป็นการอัปเดตปีพ.ศและ

[05:44:53] นะฮะตอนนี้นะครับสัญญาจ้างงานเนี่ยนะครับ

[05:44:56] ฉบับเก่าเนี่ยมันเป็นปี 2567 นะครับมีผล

[05:45:01] ตั้งแต่มกราคม 2567 จนถึงธันวาคม 2567 ผม

[05:45:04] ต้องการอยากจะเปลี่ยนให้เป็น 2568 นะฮะจะ

[05:45:08] เปลี่ยนยังไงนะครับเราก็ใช้วิธีการแทนที่

[05:45:11] นะครับโดยการแทนที่เนี่ยแล้วก็จะเรียกใช้

[05:45:15] ฟังก์ชันตัวนึงนะครับที่ชื่อว่า replace

[05:45:18] ครับนะก็จะเป็น text นะครับก็คือตัวแปร

[05:45:22] String ของเราแล้วก็ฟังก์ชันก็คือ

[05:45:26] replace ใน replace นะครับจะทำการระบุ

[05:45:28] อ่าข้อมูลที่ต้องการอยากจะแทนที่ครับก็

[05:45:34] คือข้อมูลเดิมนั่นก็คือเลขปีพ.ศนะครับก็

[05:45:37] คือ 2567 ให้แทนที่ด้วยข้อมูลใหม่นะครับ

[05:45:42] ก็คือปีถัดไปเนาะก็คือ 2568 นะฮะอันนี้ก็

[05:45:47] คือการแทนที่เพราะฉะนั้นนะครับถ้าเจอ 2567

[05:45:51] นะครับในตัวแปร text เนี่ยก็จะถูกแทนที่

[05:45:53] ด้วย 2568 อ่าเมื่อทำการแทนที่เรียบร้อย

[05:45:56] นะครับผมก็จะให้เก็บลงในตัวแปรสิตัวใหม่

[05:45:59] ตั้งชื่อว่าตัวแปรอัปเดตแล้วกันอ่ามีการ

[05:46:01] อัปเดตข้อมูลใหม่เรียบร้อยแล้วนะอะไร

[05:46:03] ประมาณนี้จากนั้นผมก็จะปริ้นตัวแสิอัปเดต

[05:46:07] ออกมานะครับเพื่อที่จะดูว่าตอนนี้มีการ

[05:46:10] อัปเดตปีพ.ศของสัญญาจ้างงานแล้วนะครับก็

[05:46:15] คือข้อมูลเดิมเป็นปี 2567 เราก็จะแทนที่

[05:46:18] 2567 ด้วย 2568 นะครับผลลัพธ์ที่เกิด

[05:46:20] ขึ้นก็จะบอกว่าสัญญาจ้างงานประจำปี 2568

[05:46:23] นะครับมีผลตั้งแต่มกราคม 2568 ถึงธันวาคม

[05:46:27] 2568 นั่นเองอันนี้ก็จะเป็นเรื่องของการ

[05:46:31] แทนที่นะครับโดยใช้ฟังก์ชัน ess ฟังก์ชัน

[05:46:35] ต่อมานะครับก็จะเป็นฟฟังก์ชันสำหรับลบ

[05:46:38] ช่องว่างซ้ายขวาออกจาก String นะครับผมจะ

[05:46:42] ยกตัวอย่างอ่ะเป็นตัวแปร text เหมือนเดิม

[05:46:44] เลยตัวแปรเคของผมนะครับมีคำว่า python นะ

[05:46:48] ครับเก็บอยู่ด้านในนะฮะจากนั้นผมก็จะลอง

[05:46:53] ปริ้นตัวแปร Tex ออกมาให้ทุกคนดูนะครับก็

[05:46:57] จะได้คำว่า python นะครับมาใช้งานใช่มย

[05:47:00] ครับทีนี้ถ้าต้องการอยากจะดูจจำนวนตัว

[05:47:03] อักษรนะฮะก็เรียกใช้คำสั่งนะ

[05:47:08] ฮะเพื่อที่จะดูว่าอ่าจำนวนตัวอักษรที่

[05:47:12] อยู่ในตัวแปร text เนี่ยมีกี่

[05:47:17] ตัวก็มี 6 ตัวใช่มั้ยครับมี 6 ตัวทีนี้ผม

[05:47:22] จะทำการเพิ่มช่องว่างซ้ายขวา

[05:47:24] ครับลงไปที่ข้อความ

[05:47:28] python เมื่อเพิ่มแล้วนะครับทีนี้มาดู

[05:47:31] จำนวนตัวอักษรที่อยู่ในตัวแปร text ครับ

[05:47:35] เพิ่มมาเป็น 8

[05:47:37] ก็คือรวมเอาช่องว่างซ้ายขวาด้วยอันถ้าผม

[05:47:41] เพิ่มไปอีกนะครับเพิ่มเป็นอีก 2 อันเนาะ

[05:47:44] อ่ามีการกำหนดช่องว่างนะครับในในคำว่า

[05:47:50] python ก็จะมีจำนวนตัวอักษรทั้งหมด 10

[05:47:53] ตัว

[05:47:53] อักษรถ้าผมต้องการอยากจะลบช่องว่างด้าน

[05:47:57] ซ้ายด้านขวานะครับออกไปจากคำว่า python

[05:48:00] นะครับแล้วก็ให้เก็บผลลัพธ์จากการลบห่อง

[05:48:03] บงซ้ายขวานะครับลงไปที่ตัวแปร text จะลบ

[05:48:06] อย่างไรนะครับการลบช่องว่างซ้ายขวาเราก็

[05:48:09] จะใช้ฟังก์ชันตัวนึงนะครับที่มีชื่อว่า

[05:48:11] stp นั่นเองนะครับก็เข้าไปที่ข้อความ

[05:48:14] python เนาะมันเป็น String นะครับแล้วก็

[05:48:15] เรียกใช้ฟังก์ชันที่ชื่อว่า stp นะ

[05:48:20] ครับก็จะทำการลบช่องว่างด้านซ้ายด้านขวา

[05:48:24] อ่าออกไปจากคำว่า python นั่นเองนะครับ

[05:48:28] แล้วก็ให้เก็บผลลัพธ์จากการลบช่องว่างนะ

[05:48:31] ครับลงไปที่ตัวแปร text เหมือนเดิมผลลับ

[05:48:34] ที่เกิดขึ้นนะครับจำนวนตัวอักษรนะครับที่

[05:48:36] เก็บอยู่ในตัวแปร text ก็จะเหลือ 6 แล้ว

[05:48:39] ก็คือเอาเฉพาะคำว่า python นะครับไม่รวม

[05:48:41] ช่องว่างซ้ายขวาเพราะว่าลบทิ้งไป

[05:48:44] แล้วโอเคนะครับสุดท้ายนะครับก็จะเป็น

[05:48:48] ฟังก์ชันสำหรับจัดรูปแบบ String ครับหรือ

[05:48:51] ว่าฟังก์ชัน Format อ่าผมยกตัวอย่างตัวแป

[05:48:55] Tex เหมือนเดิมเลยนะฮะตัวแป text โดยตัว

[05:49:00] แทคของผมเนี่ยนะครับจะมีการแต่งประโยคอ่า

[05:49:03] ให้ทำการบอกชื่อและก็อายุนะครับอย่างเช่น

[05:49:08] ชั้นชื่อนะครับตามด้วยชื่อของเรานะครับ

[05:49:10] เดี๋ยวผมจะเขียนเป็นอ่าเครื่องหมายขีดเอา

[05:49:15] ไว้นะครับแล้วก็อายุเนาะ

[05:49:18] อายุแล้วก็ปีแบบนี้นะครับสิ่งที่ผม

[05:49:23] ต้องการก็คืออยากจะแทรกข้อมูลนะครับที่

[05:49:27] เป็นอ่าชื่อกับอายุนะครับเข้าไปใน

[05:49:31] สัญลักษณ์เครื่องไม้ขี่ตัวนี้อ่าโดยวิธี

[05:49:35] การนะครับผมก็จะเลขใช้ฟังก์ชัน Format

[05:49:38] ครับก็คือ doot

[05:49:40] Format ตัว Format ตัวนี้นะครับจะให้เรา

[05:49:43] ทำการระบุอ่าข้อมูลนะครับลงไปที่ String

[05:49:48] ของเรานะครับอย่างเช่นขีดตัวแรกเนี่ยนะฮะ

[05:49:52] ผมจะให้ใส่คำว่ากล้องเข้า

[05:49:54] ไปขีดตัวที่ 2 นะครับใส่เป็น

[05:49:58] อายุก็คือ 30 อ่ายกตัวอย่างเป็น 30 เนาะ

[05:50:03] โดยในส่วนของคำว่ากล้องเนี่ยผมอยากจะให้

[05:50:05] ไปแสดงผลต่อท้ายชื่อ 30 ต่อท้ายอายุนะฮะ

[05:50:10] ผมก็จะนำเอาลำดับของข้อมูลพวกนี้นะครับไป

[05:50:14] ระบุในพื้นที่เครื่องหมายขีดอย่างเช่นคำ

[05:50:17] ว่ากล้องเนี่ยอยู่ที่ลำดับที่ 1 นะครับ

[05:50:20] ตอนที่นำมาใช้งานเนี่ยก็จะระบุเป็น

[05:50:22] เครื่องหมายปิดการเปิดผิดแต่จะระบุเป็น

[05:50:25] ลำดับที่ 0 แทนนะครับถ้าเป็นการเขียน

[05:50:28] โปรแกรมแต่ถ้าเป็นชีวิตประจำวันก็คือมัน

[05:50:30] อยู่ที่ลำดับที่ 1 เนาะอันนี้เป็นลำดับ

[05:50:33] ที่ 2 แต่ตอนเขียนโปรแกรมเนี่ยจะเริ่มต้น

[05:50:35] ที่ 0 นะก็จะเป็นลำดับที่ 0 นะครับก็จะ

[05:50:37] ได้กล้องมาใช้งานต่อมาก็จะเป็น 30 ครับก็

[05:50:41] คือลำดับที่ 1 อ่าแบบนี้ผลลัพธ์ที่เกิด

[05:50:46] ขึ้นนะครับลองปิ้นออกมาดูเนาะปิ้

[05:50:48] text นะครับอ่ากดรัน

[05:50:53] ดูก็จะแสดงผลบอกว่าฉันชื่อกล้องนะครับ

[05:50:57] อายุ 30 ปีนั่น

[05:50:59] เองโอเคนะครับแล้วถ้าผมอยากจะเอาอายุมา

[05:51:02] แสดงผลก่อนล่ะก็ใส่เป็น 1 ไปเนาะอายุนะ

[05:51:05] ครับอ่าใส่เป็น 0 เป็นการสลับตำแหน่งนะฮะ

[05:51:08] ไอ้ตัวนี้จะเป็นตำแหน่งของข้อมูลที่เรา

[05:51:11] ต้องการอยจะนำไปใช้งานใน String ชุดนี้นะ

[05:51:14] ครับเพราะว่าเราใช้ฟังก์ชัน Format นะฮะ

[05:51:17] เพราะฉะนั้นก็จะสลับการแสดงผลนะครับบอก

[05:51:20] ว่าฉันชื่อ 30 อายุกล้องปีเห็นมยอ่า

[05:51:23] ประมาณนี้นะครับหรือถ้าไม่ระบุตำแหน่งเลย

[05:51:25] นะครับให้ระบบจัดวางให้อัตโนมัติตามลำดับ

[05:51:29] ที่มีการกำหนดนะฮะตัวแรกก็จะเป็นกล้องนะ

[05:51:32] ครับตัวที่ 2 ก็จะเป็น 30 เหมือนเดิมนะ

[05:51:34] ครับไม่ต้องเอาเลขมาใส่แค่เอาส่วนของปีก

[05:51:37] การบิดนะครับมากำหนดเป็นพื้นที่เพื่อบอก

[05:51:40] ว่าตรงนี้เราจะแทรกข้อมูลเข้าไปในสของเรา

[05:51:43] นั่นเองโดยข้อมูลจะระบุในพื้นที่ Format

[05:51:46] ผลลัพธ์ก็จะเป็นชื่อกล้องอายุ 30 ปีอัน

[05:51:51] นี้ก็จะเป็นเรื่องของการใช้ฟังก์ชันจัด

[05:51:53] การ String นะครับในภาษา python ก็จะได้

[05:51:56] ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลย

[05:52:08] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยจากหัวข้อ

[05:52:11] ที่ผ่านมาครับเราก็ได้ลุยในส่วนของการใช้

[05:52:14] งานชนิข้อมูลพื้นฐานหรือว่า primitive

[05:52:18] DAT type ในภาษา python เสร็จเป็นที่

[05:52:20] เรียบร้อยแล้วนะครับไม่ว่าจะเป็น in f

[05:52:23] bine String นะครับในหัวข้อนี้จะเป็น

[05:52:27] เรื่องของชนิดข้อมูลแบบอ้างอิงนะครับหรือ

[05:52:30] ว่า non primitive Data type หรือ

[05:52:32] Reference Data type นั่นเองนะฮะอ่ะก็

[05:52:36] ก่อนที่เราจะไปลุยในส่วนของการใช้ชนิดข้อ

[05:52:38] มูลแบบ้างอิงนะครับก็จะต้องมาดูถึงข้อ

[05:52:41] จำกัดของชนิดข้อมูลพื้นฐานก่อนนะครับซึ่ง

[05:52:44] เราจะนำไปใช้ในการสร้างตัวแปรขึ้นมาเช้ง

[05:52:47] งานใช่มั้ยครับเพื่อเก็บข้อมูลเนาะโดยการ

[05:52:50] ประกาศตัวแปรแต่ละครั้งนะครับตัวแปร 1

[05:52:52] ตัวเนี่ยสามารถเก็บข้อมูลได้แค่ 1 ค่า

[05:52:55] เท่านั้นนะครับอย่างเช่นตัวแปรสกอ 1 เก็บ

[05:52:58] ตัวเลขจำนวนเต็มเป็น 100 นะครับสกอร์ 2

[05:53:01] 80 สกอร์ 3 65 หรือต้องการอยากจะเก็บ

[05:53:04] ชื่อนะครับอย่างเช่น name 1 เก็บกล้อง

[05:53:06] name 2 เก็บโจ้ name 3 เก็บนัดอะไรพวก

[05:53:09] นี้ก็คือตัวแปล 1 ตัวเก็บข้อมูลได้แค่ 1

[05:53:11] ค่าใช่มั้ยครับอันนี้ก็คือข้อจำกัดของจน

[05:53:15] ที่ข้อมูลพื้นฐานนะฮะหรือถ้ามาดูแผนภาพ

[05:53:18] การทำงานนะครับก็คือตัวแปร 1 ตัวแปรเนี่ย

[05:53:22] จะสามารถเก็บข้อมูลได้แค่ 1 ค่าเท่านั้น

[05:53:25] อย่างเช่นผมต้องการจะเก็บข้อมูลคะแนนสอบ

[05:53:28] ของนักเรียน 3 คนนะผมก็ต้องประกาศตัวแปร

[05:53:31] ขึ้นมา 3 ตัวแปรนะครับเป็นสกอ 1 สกอ 2

[05:53:33] สกร 3 อะไรก็ว่าไปนะฮะหรือหรือถ้าผม

[05:53:36] ต้องการจะจะเก็บตัวเลขอย่างอื่นก็ได้นะ

[05:53:38] ครับอย่างเช่นเลข 10 20 30 40 นู่นนี่

[05:53:41] นั่นนะฮะหรือเก็บข้อมูลของนักเรียนก็ได้

[05:53:44] อ่ะตอนนี้ผมมีนักเรียน 3 คนก็จะต้องเก็บ

[05:53:47] อ่าข้อมูลลงไปที่ตัวแปร 3 ตัวแปรแล้วถ้า

[05:53:51] หากว่าผมต้องการแต่จะเก็บตัวเลข 10 ค่า

[05:53:54] ต้องทำยังไงครับก็ต้องประกาศตัวแปรขึ้นมา

[05:53:57] จำนวน 10 ตัวแปรใช่มั้ยครับก็จะเป็นสกอ 1

[05:53:59] 2 3 ไปจนถึงสกอรที่ 10 อะไรก็ว่าไปนะฮะ

[05:54:04] ทีนี้เปลี่ยนใหม่นะครับเราจะใช้ชนิดข้อ

[05:54:08] มูลแบบอ้างยิงนะครับมาจัดการตรงส่วนนี้ก็

[05:54:11] คือไม่ต้องสร้างตัวแปร 1 ตัวแปรเพื่อเก็บ

[05:54:13] ข้อมูล 1 ค่าแล้วคือเราสามารถสร้างตัวแปร

[05:54:16] ขึ้นมา 1 ตัวแต่ว่าสามารถเก็บข้อมูลได้

[05:54:18] หลายค่านั่นเองนะครับซึ่งมันก็จะมีรูปแบบ

[05:54:21] ของชนิข้อมูลให้เราเลือกใช้งานนะครับนั่น

[05:54:24] ก็คือการใช้ชนิดข้อมูลแบบอ้างอิงหรือว่า

[05:54:27] non primitive Data type หรือ

[05:54:29] Reference Data typ นั่นเองโดยชนิดข้อ

[05:54:32] มูลแบบอ้างอิงนะครับเป็นชนิดข้อมูลแบบ

[05:54:35] พิเศษที่ใช้จัดการกลุ่มข้อมูลครับหรือการ

[05:54:39] เก็บข้อมูลหลายๆค่าเอาไว้ด้วยกันทำให้เรา

[05:54:42] จัดการข้อมูลได้ง่ายแลก็สะดวกมากยิ่งขึ้น

[05:54:44] นะครับอีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นโดยสามารถ

[05:54:48] เพิ่มหรือลดขนาดของการจัดเก็บข้อมูลได้

[05:54:51] เองอัตโนมัตินะครับตามข้อมูลที่มีอยู่

[05:54:53] ซึ่งประกอบไปด้วย List tle Set และก็

[05:54:57] Dictionary นะครับโดยความสามารถของแต่ละ

[05:55:00] ตัวเก็จะแตกต่างกันนะฮะโดยในส่วนของ List

[05:55:03] นะครับจะใช้เก็บข้อมูลแบบลำดับครับสามารถ

[05:55:06] เก็บข้อมูลซ้ำกันได้แล้วก็แก้ไขข้อมูลได้

[05:55:09] ต่อมาก็จะเป็น TR นะครับจะใช้เก็บข้อมูล

[05:55:13] แบบลำดับเหมือนกับิเลยแต่ว่าเอ่อจะแก้ไข

[05:55:17] ข้อมูลไม่ได้นะครับก็คือสามารถเก็บข้อมูล

[05:55:19] ซ้ำกันได้แต่แก้ไขข้อมูลไม่ได้ต่อมาก็จะ

[05:55:22] เป็นเซตนะครับใช้เก็บข้อมูลแบบไม่มีลำดับ

[05:55:25] นะเก็บข้อมูลซ้ำกันไม่ได้แลก็ตัวสุดท้าย

[05:55:28] ก็คือ Dictionary นะครับเป็นการเก็บความ

[05:55:31] สัมพันธ์ของข้อมูลในลักษณะของ Key Value

[05:55:34] หรือว่าการจับคู่นั่นเองอันนี่ก็คือความ

[05:55:36] สามารถของชิข้อมูลแบบอ้างยิงในภาษา python

[05:55:39] นะครับก็คือ List TR Set แล้วก็

[05:55:41] Dictionary List กับ TR ใช้เก็บข้อมูล

[05:55:45] แบบลำดับนะครับเก็บข้อมูลซ้ำกันได้แต่

[05:55:48] List เนี่ยจะสามารถแก้ไขข้อมูลได้ส่วน

[05:55:50] tro แก้ไขข้อมูลไม่ได้เซตนะครับใช้เก็บ

[05:55:53] ข้อมูลแบบไม่มีลำดับเก็บข้อมูลซ้ำกันไม่

[05:55:56] ได้ Dictionary เก็บความสัมพันธ์ของข้อ

[05:55:59] มูลนะครับในรูปแบบของการจับคู่เนาะซึ่ง

[05:56:01] เราจะได้เรียนได้เรียนในหัวข้อหลังๆนะฮะ

[05:56:04] หัวข้อนี้จะเป็นเรื่องของลิก่อนนะครับิ

[05:56:08] เป็นทนิข้อมูลที่สามารถเก็บกลุ่มของข้อ

[05:56:11] มูลนะครับประเภทเดียวกันหรือต่างประเภท

[05:56:13] กันได้โดยข้อมูลที่เก็บในลิสต์นั้นนะครับ

[05:56:16] จะถูกครอบไว้ด้วยเครื่องหมายปตก้ามปูนะฮะ

[05:56:21] เราจะเรียกข้อมูลที่อยู่ในสัญลักษ์ buet

[05:56:23] ก้ามปูว่าเป็นสมาชิกนะครับโดย List นะ

[05:56:27] ครับจะถูกนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลที่มี

[05:56:29] ลำดับที่ต่อเนื่องนะครับซึ่งข้อมูลเนี่ย

[05:56:32] สามารถมีค่าได้หลายค่าโดยใช้ชื่ออ้างยิง

[05:56:35] เพียงชื่อเดียวและใช้หมายเลขกำกับหรือว่า

[05:56:38] index นะครับเพื่อเข้าถึงตำแหน่งของข้อ

[05:56:40] มูลที่เก็บภายในลิ์นะฮะอันนี้ก็จะเป็นคุ

[05:56:44] สมบัติของ List นะครับก็คือใช้เก็บกลุ่ม

[05:56:46] ของข้อมูลโดยข้อมูลเนี่ยสามารถซ้ำกันได้

[05:56:49] ข้อมูลที่อยู่ในลินะครับจะเรียกว่าสมาชิก

[05:56:51] หรือ Element แต่ละ Element จะเก็บค่าข้อ

[05:56:54] มูลแล้วก็ index นะครับ index หมายถึง

[05:56:56] คีย์ที่ใช้อ้างยิงตำแหน่งของ Element นะ

[05:56:59] ครับเริ่มต้นที่ Index ที่ 0 ถ้าหากว่ามี

[05:57:02] การเรียงลำดับในลักษณะของเอ่อ

[05:57:06] การจัดเก็บข้อมูลจากด้านหน้าไปด้านหลังนะ

[05:57:08] ครับหรือว่าจากซ้ายไปขวาเนาก็เหมือนกับ

[05:57:10] ตัวสิเลยนะฮะอ่าถ้าเราทำการจัดเก็บข้อมูล

[05:57:15] แบบลำดับก่อนหลังเนี่ยจะเริ่มต้นที่ Index

[05:57:18] ที่ 0 นะฮะสมาชิกที่เก็บในลินะครับมีชนิด

[05:57:21] ข้อมูลเหมือนกันหรือต่างกันได้สมาชิกใน

[05:57:24] List นะครับจะถูกขั้นด้วยเครื่องหมาย

[05:57:25] คอมม่ากรณีที่มีข้อมูลมากกว่า 1 ตัวนะฮะ

[05:57:29] อันนี้ก็คือคุณสมบัติของินะครับต่อมาก็จะ

[05:57:32] เป็นการสร้างลินะครับโครงสร้างคำสั่งแบบ

[05:57:35] ที่ 1 นะครับก็ทำการสร้างเป็นตัวแปรขึ้น

[05:57:37] มามีค่าเท่ากับแล้วก็ buet ก้ามปูนะครับ

[05:57:40] อันนี้ไม่ต้องเติม sem คลัปิดท้ายนะครับ

[05:57:43] ในภาษา python อันนี้ผมหลงนะเนี่ยไม่ต้อง

[05:57:45] ใส่เิคลัผิดท้ายนะฮใน buet ก้ามปูนะครับ

[05:57:49] อาจจะมีส่วนที่เรียกว่าข้อมูลนะครับบรรจุ

[05:57:52] อยู่ด้านในหรือว่าสมาชิกนะครับบรรจุอยู่

[05:57:54] ด้านในถ้ามีข้อมูลมากกว่า 1 จำนวนนะครับ

[05:57:56] เราจะคัด้วยความหมายคอมมตามด้วยข้อมูล

[05:57:58] ระดับที่ 1 2 3 4 อะไรก็ว่าไปถ้าไม่มี

[05:58:02] ข้อมูลเริ่มต้นนะครับจะระบุเป็น bucket

[05:58:04] เปล่าๆนะครับอันนี้ก็คือโครงสร้างคำสั่ง

[05:58:07] แบบที่ 1 แบบที่ 2 นะครับเราจะเรียกใช้คำ

[05:58:10] สั่ง List นะครับมาครอบข้อมูลก็คือระบุใน

[05:58:13] พื้นที่ของวงเล็บเปิดปิดต้าไหนก็จะเป็น

[05:58:15] ข้อมูลตัวที่ 1 2 3 4 นะ

[05:58:18] ฮะโอเคนะครับต่อมาก็จะเป็นการจัดการลินะ

[05:58:21] ครับอ่าก็จะมีเรื่องของจำนวนสมาชิกใน

[05:58:23] ลิสต์การเชื่อมข้อมูลในลิ์การเข้าถึง

[05:58:26] สมาชิกในลิ์การแก้ไขข้อมูลในลิ์นะฮะจำนวน

[05:58:30] สมาชิกในลิส์นะครับเราจะใช้คำสั่งเลนนะ

[05:58:34] ครับอย่างเช่นผลตการสร้าง List สกอขึ้นมา

[05:58:36] เนาะมีสมาชิก 3 ตัวนะครับก็คือ 100 0

[05:58:41] แล้วก็ 80 นะครับต้องการแต่จะทราบว่าอ่า

[05:58:45] ตัวแปร List สกตัวนี้นะครับมีจำนวนสมาชิก

[05:58:47] กี่ตัวก็จะระบุคำสั่งเลนและก็ตัวแปร

[05:58:50] ประเภท List นะครับอันนี้ก็จะเป็นภาพการ

[05:58:54] จัดเก็บข้อมูลสมาชิกในลิสต์นะครับจะเป็น

[05:58:57] แบบลำดับเนาะก็คือ 100 อยู่ก่อนเพื่อนเลย

[05:59:00] ลำดับต่อมาก็จะเป็น 90 แล้วก็ 80 นั่นเอง

[05:59:03] นะฮะต่อมาก็จะเป็นการเชื่อมข้องข้อมูลใน

[05:59:06] ลิสนะครับกรณีที่เรามีข้อมูลหลายๆก้อน

[05:59:09] เนาะหรือว่ามีลิส์หลายๆก้อนนะครับต้องการ

[05:59:10] อยากจะนำมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกันก็จะใช้

[05:59:12] เครื่องหมายบวกเป็นกับ String เลยนะครับ

[05:59:15] ในนี้ผมยกตัวอย่างเป็น List score 1

[05:59:17] กับส 2 นะครับอยากจะนำเอาข้อมูลตัวเลขอ่า

[05:59:21] ที่อยู่ใน List สกอ 1 กับสกอ 2 นะครับมา

[05:59:25] เชื่อมต่อกันก็จะใช้เครื่องหมายบวกแล้วก็

[05:59:27] จะได้ตัวแปรลิตัวใหม่นะครับมาใช้

[05:59:30] งานต่อมาก็จะเป็นการเข้าถึงสมาชิกในลิ์นะ

[05:59:34] ครับผมผมยกตัวอย่างเป็นิสที่เก็บชื่อของ

[05:59:39] สีครับก็จะมีแดงเขียวน้ำเงินส้มดำขาว

[05:59:42] เหลืองนะฮะโดยแดงเนี่ยจะอยู่ด้านหน้าสุด

[05:59:45] นะครับเหลืองอยู่ด้านหลังสุดนะครับอันนี้

[05:59:47] เป็นการจัดเก็บข้อมูลสมาชิกแบบลำดับนะ

[05:59:50] ครับการเข้าถึงสมาชิกในลิ์นะครับเราจะใช้

[05:59:53] เลข index อ่าหรือว่าหมายเลขกำกับหรือำ

[05:59:57] ลำดับสมาชิกในลิสต์นะครับเป็นตัวเลขจำนวน

[05:59:59] เต็มอันนี้ถ้าเรามีพื้นฐานการจัดการสิ

[06:00:02] เนี่ยก็จะง่ายเลยนะครับในเรื่องของการใช้

[06:00:04] งานสมาชิกในินะฮะก็คือใช้เลข index ในการ

[06:00:07] เข้าถึงข้อมูลเหมือนกับสิงเลยนะครับโดย

[06:00:11] index เราสามารถมองได้ทั้งรูปแบบของหน้า

[06:00:15] ไปหลังหรือว่าหลังไปหน้านะครับหรือว่า

[06:00:18] ลำดับจากซ้ายไปขวาหรือหน้าไปหลังนะครับ

[06:00:21] เลข index เนี่ยจะเป็นค่า 0 หรือค่าบวกนะ

[06:00:25] ฮะแต่ถ้ามองจากขวาไปซ้ายหรือว่าหลังไป

[06:00:28] หน้านะครับจะเป็นค่าลบก็คือเริ่มต้นที่ -1

[06:00:31] นะครับ -2 -3 -4 -5 -6 -7 อะไรก็ว่า

[06:00:34] ไปนะครับอันนี้ก็คือรูปแบบการเข้าถึงเนาะ

[06:00:37] อ่าเป็นได้ทั้งค่าบวกและก็ค่าลบนะครับถ้า

[06:00:43] ต้องการแดกจะได้สมาชิกตัวแรกนะครับก็ระบุ

[06:00:47] เลข index นะครับเป็น index ที่ 0 อย่าง

[06:00:49] เช่นผมต้องการดกจะได้สีแดงมาใช้นะครับก็

[06:00:52] ระบุเป็น index ที่ 0 หรือ index ที่ -7

[06:00:55] นะฮะถ้าต้องการดกจะได้สีเหลืองนะครับก็จะ

[06:00:58] เป็น index ที่ 6 หรือ index ที่ -1 อัน

[06:01:01] นี้ก็คือการเข้าถึงข้อมูลสมาชิกในลิ์นะ

[06:01:04] ครับถ้าเราทราบเลข index ก็สสามารถดึงข้อ

[06:01:06] มูลมาใช้งานได้ทีนี้การเข้าถึงข้อมูล

[06:01:09] เนี่ยเราไม่ได้ต้องการข้อมูลแค่ตัวเดียว

[06:01:11] ใช่ไหมมครับเราต้องการอยจะได้ข้อมูลแบบ

[06:01:13] ช่วงด้วยอย่างเช่นอยากจะได้สีแดงสีเขียว

[06:01:16] สีน้ำเงินมาใช้เนี่ยจะทำยังไงอยากจะได้สี

[06:01:18] ดำกับสีขาวมาใช้จะทำยังไงนะครับเราก็จะ

[06:01:21] กำหนดช่วงข้อมูลครับโดยใช้งานร่วมกับ

[06:01:24] เครื่องหมายโคลอนเหมือนกับสิเลยนะครับมี

[06:01:27] อยู่ 3 แบบแบบที่ 1 ก็คือประกาศ index

[06:01:30] เริ่มต้นแล้วก็เครื่องหมายคลอนนะครับก็

[06:01:33] คือเป็นการดึงข้อมูลสมาชิกในลิ์นะครับจาก

[06:01:36] index เริ่มต้นอ่าไปจน

[06:01:39] ถึงสมาชิกตัวสุดท้ายนะครับหรือว่าอ่า

[06:01:43] ตำแหน่งอกซสุดท้ายนั่นเองนะครับก็คือจาก

[06:01:46] index ตำแหน่งเริ่มต้นถึงสิ้นสุดเนาะต่อ

[06:01:49] มาก็จะเป็นวิธีที่ 2 นะครับก็จะเป็นโคลอน

[06:01:51] index สุดท้าย + 1 ก็คือจากเริ่มต้นจน

[06:01:55] ถึงก่อนตำแหน่งสุดท้ายนะครับตำแหน่งสุด

[06:01:59] ท้ายก็จะเป็น + 1 นะฮะวิธีที่ 3 นะครับ

[06:02:02] ก็คือนำเอาวิธีที่ 1 กับ 2 มารวมร่างกัน

[06:02:06] ก็จะเป็นอกซเริ่มต้นโคลอน index สุดท้าย +

[06:02:10] 1 นะฮะอ่าเดี๋ยวมาดูภาพการทำงานเนาะ

[06:02:13] เริ่มต้นที่วิธีแรกก่อนก็คือ index เริ่ม

[06:02:16] ต้นแล้วก็เครื่องหมายโคลอนนะครับยกตัว

[06:02:19] อย่างอย่างเช่นถ้าผมต้องการอยากจะได้ข้อ

[06:02:23] มูลสมาชิกนะครับที่เป็นสีน้ำเงินส้มดำขาว

[06:02:27] เหลืองนะครับก็ประกาศจุดเริ่มต้นเลยนะ

[06:02:30] ครับก็คืออยากจะดึงข้อมูลสมาชิกในลิ์นะ

[06:02:34] ครับเริ่มต้นที่ Index ที่ 2 ไปจนถึงตัว

[06:02:36] สุดท้ายนะครับก็จะได้ข้อมูลสีน้ำเงินส้ม

[06:02:40] ขาวอ่าดำขาวเหลืองมาใช้งานนะฮะหรือจะระบุ

[06:02:44] เป็นค่าติดลบก็ได้นะครับเริ่มต้นที่ -3

[06:02:46] ไปจนถึง -1 เนาะก็จะได้ดำขาวเหลืองมาใช้

[06:02:50] นะครับอันนี้ก็คือวิธีที่ 1 นะครับเป็น

[06:02:53] การระบุจุดเริ่มต้นนะครับแต่ไม่ได้ระบุ

[06:02:56] จุดสิ้นสุดวิธีที่ 2 นะครับไม่ได้ระบุจุด

[06:03:00] เริ่มต้นครับแต่ว่าระบุจุดสิ้นสุดก็คือ

[06:03:04] ให้เอาตั้งแต่ตัวแรกเลยนะครับไปจนถึงก่อน

[06:03:07] ตำแหน่งจุดสิ้นสุดของเรานะครับก็คืออกซ

[06:03:10] สุดท้าย + 1 ยกตัวอย่างอย่างเช่นผมระบุ

[06:03:13] เป็นโคลอน 3 นะครับก็คือต้องการเด็กจะดึง

[06:03:17] เอาข้อมูลสมาชิกในลิสต์นะครับตั้งแต่จุด

[06:03:20] เริ่มต้นไปจนถึงก่อน index ที่ 3 ก็คือ

[06:03:23] index ที่ 2 นั่นเองก็จะเป็น 2 + 1 ก็

[06:03:25] เป็น 3 แต่ตอนที่ทำการระบุก็จะเป็นโคลอน 3

[06:03:27] ก็จะได้สีแดงเขียวน้ำเงินมาใช้นะฮะต่อมา

[06:03:33] ก็จะเป็นวิธีที่ 3 นะครับด็กเริ่มต้นแล้ว

[06:03:35] ก็อินเด็กสุดท้าย + 1 นะก็คือประกาศจุด

[06:03:38] เริ่มต้นแล้วก็จุดสิ้นสุดนะ

[06:03:40] ฮะยกตัวอย่างอ่ะอย่างเช่นมันก็จะมี 2 เคส

[06:03:44] เนก็คือเรามองจากซ้ายไปขวาหรือว่าขวามา

[06:03:47] ซ้ายหรือว่าจากหน้าไปหลังหรือว่าหลังมา

[06:03:49] หน้านะครับถ้าเป็นหน้าไปหลังนะครับจะเป็น

[06:03:52] เลขอินเดกซ์ที่เป็นค่าบวกอย่างเช่นผมระบุ

[06:03:55] จุดเริ่มต้นนะครับก็คือ 1 สิ้นสุดก็คือ

[06:03:58] ก่อน 4 นะครับก็จะระบุเป็นเลขอิกที่ 1 ไป

[06:04:02] จนถึงอ่าก่อน index ที่ 4 ก็คือ 3 ใช่

[06:04:05] มั้ยครับก็จะได้ข้อมูลสีเขียวน้ำเงินส้ม

[06:04:09] มาใช้งานหรือถ้าเป็นค่าติดลบครับอย่าง

[06:04:12] เช่น -7 จนถึงก่อน -4 ครับก็คือ -5 ก็จะ

[06:04:16] ได้สีแดงเขียวน้ำเงินมาใช้งานโอเคนะครับ

[06:04:21] ก็คืออ่าอันนี้จะระบุเป็น -5 + 1 ใช่

[06:04:26] มั้ยครับจากสมการเนาะ -5 + 1 ก็จะเหลือ

[06:04:29] -4 นะครับเพราะฉะนั้นการเข้าถึงข้อมูล

[06:04:32] สมาชิกนะครับที่มีการประกาศจุดเริ่มต้น

[06:04:34] แล้วก็จุดส้นจุดส้นสุดต้องมีการบวก 1

[06:04:36] ด้วยทุกครั้งนะอนี้จะระบุเป็น -7 ไปจนถึง

[06:04:41] ก่อน -4 นะก็คือ -5 นั่นเองนะครับข้อมูล

[06:04:44] ที่เราจะได้ก็คือ -7 - -5 แต่ตอนที่ทำ

[06:04:46] การระบุเราจะระบุเป็น

[06:04:48] -4 โอเคนะครับนี่เป็นการเข้าถึงข้อมูล

[06:04:51] สมาชิกในลิ์นะครับตามช่วงที่กำหนดทีนี้

[06:04:55] ถ้าต้องการอยากจะได้ข้อมูลทุกๆตัวล่ะที่

[06:04:58] อยู่ในลิ์เนี่ยนะครับเราก็ใช้ตัว for

[06:04:59] Loop ครับมาดึงข้อมูลสมาชิกในลินะครับก็

[06:05:03] คือ for แล้วก็ตัวแปรในนี้ผมประกาศเป็น

[06:05:06] ตัวแปรไอเทมหรือตัวแปร Element หรือตัว

[06:05:09] แปรที่เก็บข้อมูลสมาชิกในแต่ละช่องนะครับ

[06:05:12] ดึงมาจากชื่อิที่เราต้องการก็คือใช้คำ

[06:05:15] สั่ง in นะครับก็จะเป็น for Item in

[06:05:18] ตามด้วยชื่อิของเราแล้วก็เครื่องหมาย

[06:05:20] colon แล้วก็คำสั่งต่างๆที่เราต้องการ

[06:05:22] ให้ทำงานมันก็จะทำการดึงข้อมูลสมาชิกนะ

[06:05:25] ครับที่อยู่ในลิมาใช้นั่นเองนะครับตาม

[06:05:28] จำนวนข้อมูลเนาะถ้ามี 10 ตัวก็ดึงมาทั้ง

[06:05:31] 10 ตัวเลยมี 100 มี 1,000 ก็ดึงมาทั้ง

[06:05:34] หมดนะฮะ

[06:05:36] อันนี้ก็เป็นการเข้าถึงสมาชิกในลิ์นะ

[06:05:40] ครับต่อมาก็จะเป็นการแก้ไขข้อมูลในลิ์นะ

[06:05:43] ครับการแก้ไขข้อมูลเนี่ยเราก็จะเข้าไปที่

[06:05:46] ตัวแปรลิของเราตามด้วยเลข index ครับที่

[06:05:48] ต้องการอยากจะแก้ไขข้อมูลอย่างเช่นอยากจะ

[06:05:50] แก้ไขข้อมูลอ่า index ที่ 0 ก็ประกาศเป็น

[06:05:54] อ่า bucket แล้วก็เลข index ที่ 0 นะครับ

[06:05:56] มีค่าเท่ากับข้อมูลตัวใหม่นะฮะที่เรา

[06:05:59] ต้องการที่จะแก้ไขนั่นเองเลก็คือตำแหน่ง

[06:06:01] ข้อมูลในลิที่เราต้องการที่จะปรับปรุงแก้

[06:06:03] ไขส่วน Value ก็คือข้อมูลมูใหม่ที่เรา

[06:06:06] ต้องการดี๋จะแก้โอเคนะครับอ่ะอย่างเช่นผม

[06:06:09] อยากจะแก้ข้อมูลสีแดงเนาะสีแดงอยู่ที่

[06:06:12] Index ที่ 0 ใช่มั้ยครับอยากจะแก้ให้

[06:06:13] กลายเป็นสีน้ำเงินอ่ะเป็นสีน้ำตาลก็ได้นะ

[06:06:17] ครับอเปลี่ยนจากแดงเป็นน้ำตาลผมก็เข้าไป

[06:06:19] ที่อ่าตัวแปรลิที่เก็บข้อมูลสีเอาไว้นะ

[06:06:23] ครับแล้วก็ระบุเลข index ของสีแดงก็คืออก

[06:06:25] ที่ 0 อ่ามีค่าเท่ากับสีน้ำตาลอะไรประมาณ

[06:06:28] นี้อ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการสร้างลิส์

[06:06:31] แล้วก็การจัดการข้อมูลในลิสต์กันนะครับ

[06:06:34] ว่ามีขั้นตอนการใช้งานอย่างไรบ้างกลับมา

[06:06:37] ที่ vs Code นะครับในส่วนของการสร้างิ

[06:06:40] เนี่ยก็คล้ายๆกับการสร้างตัวแปรเลยนะครับ

[06:06:44] ก็คือประกาศเป็นชื่อตัวแปรขึ้นมานะครับ

[06:06:48] ตามด้วยข้อมูลเริ่มต้นนะครับที่เรา

[06:06:50] ต้องการอยากจะเก็บลงในตัวแปรดังกล่าวแต่

[06:06:53] ว่าถ้าเป็นในส่วนของิเนี่ยจะเป็นการเก็บ

[06:06:56] กลุ่มของข้อมูลครับก็คือข้อมูลเนี่ย

[06:06:58] สามารถมีค่าได้มากกว่า 1 ค่ายกตัวอย่าง

[06:07:02] อย่างเช่นผมตกการสร้างตัวแปร produc ขึ้น

[06:07:05] มาครับตัวแปรโปรดักของผมเนี่ยต้องการอยจะ

[06:07:07] เก็บข้อมูลหลายๆค่าเอาไว้ด้านในนะครับ

[06:07:10] อย่างเช่นเป็นข้อมูลสินค้าเนาะซึ่งข้อมูล

[06:07:13] สินค้าก็จะมีอยู่หลายแบบนะครับอย่างเช่น

[06:07:16] มีชื่อสินค้ามีราคาสินค้านะครับมีจำนวน

[06:07:20] สินค้าในสต๊อกนะครับหรืออะไรอีกมีจำหน่าย

[06:07:26] หรือเปล่านะครับมาเก็บสถานะว่าตอนนี้

[06:07:28] สินค้าพร้อมจำหน่ายหรือไม่นู่นนี่นั่นก็

[06:07:30] คือจะมีการเก็บข้อมูลอยู่หลายแบบนะครับ

[06:07:33] ถ้าเป็นชื่อสินค้าก็คือเป็นสติงถ้าเป็น

[06:07:36] ราคาสินค้าก็เป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมนะ

[06:07:39] ครับถ้าเป็นจำนวนสต๊อกออย่างเช่นมีสินค้า

[06:07:42] ในสต๊อกหรือว่าในคลางกี่ชิ้นนะก็ระบุเป็น

[06:07:44] ตัวเลขจำนวนเต็มอะไรก็ว่าไปนะครับโดยวิธี

[06:07:48] การเก็บข้อมูลทั้ง 4 5 ตัวที่ผมได้ก่า

[06:07:51] ข้างต้นนะครับผมก็จะให้เก็บในรูปแบบของิ

[06:07:55] ครับก็คือเป็นรายการเนาะลงไปที่ตัวแปร

[06:07:58] produc นะครับโดยข้อมูลเนี่ยจะระบุใน

[06:08:01] พื้นที่ของ buet ก้ามปูครับถ้าทำการ

[06:08:04] ประกาศแบบนี้แสดงว่าเราทำการสร้างเป็น

[06:08:06] ลิส์เปล่าๆขึ้นมานะครับก็คือยังไม่มีข้อ

[06:08:09] มูลด้านในนะครับข้อมูลในที่นี้เราจะเรียก

[06:08:11] ว่าเป็นสมาชิกนะครับตัวแปลงโปดักมีสมาชิก

[06:08:14] หรือว่ามีข้อมูลอะไรบ้างออย่างเช่นมีข้อ

[06:08:16] มูลชื่อสินค้านะครับที่เป็นสติงเนาะอย่าง

[06:08:20] เช่นเป็นกางเกงอะไรพวกนี้นะครับผมข่

[06:08:22] กางเกงนะฮะอ่าก็คือ produc เเก็บสิได้

[06:08:25] ด้วยนะครับรวมไปถึงเก็บตัวเลขที่มีจุด

[06:08:29] ทศนิยมได้ด้วยนะครับอย่างเช่นเป็น 99.99

[06:08:31] อะไรก็ว่าไปหรือเก็บตัวเลขคนวนเต็มนะครับ

[06:08:34] อย่างเช่นเก็บ 10 หรือเก็บค่าทางตศาสตร์

[06:08:36] นะครับอย่างเช่นเก็บค่า True อะไรประมาณ

[06:08:39] นี้นะครับอันนี้ก็จะเป็นการสร้างลิขึ้นมา

[06:08:44] ใช้งานนะครับวิธีที่ 1 นะครับจะระบุโดย

[06:08:47] ใช้สัญลักษณ์ buet ก้ามปู่วิธีที่ 2 นะ

[06:08:51] ครับเราจะใช้คำสั่งก็คือคำสั่ง List ครับ

[06:08:53] อ่าตามด้วยวงเล็บเปิดปิดนะฮะอ่าวงเล็บ

[06:08:57] เปิดปิดถ้าในวงเล็บเปิดปิดของลิสตัวนี้นะ

[06:09:01] ครับก็จะทำการบรรจุข้อมูลนะครับของลิส์

[06:09:04] เข้าไปอ่าก็ก็มีอยู่ 4 ตัวเนาะก็จะใส่

[06:09:06] เป็นวงเล็บเปิดปิดส้อนด้านในอีกทีนึงนะฮะ

[06:09:10] อ่าเป็นการเก็บข้อมูลสมาชิกแต่ถ้าไม่มี

[06:09:13] ข้อมูลเลยก็จะได้เป็นลิสเปล่าๆมาอ่าแต่

[06:09:16] ถ้ามีข้อมูลก็จะระบุอ่าข้อมูลต่างๆลงไป

[06:09:19] ที่พื้นที่วงเล็บเปิดปิดนะครับแล้วก็คั้น

[06:09:21] ด้วยเครื่องหมายคอมม่าอันนี้ก็คือวิธีที่

[06:09:24] 2 ในการสร้างลินะครับแต่ส่วนใหญ่

[06:09:27] อ่าจะใช้สัญลักษณ์มากกว่านะครับก็คือ buet

[06:09:31] ก้าม

[06:09:32] ปู่ทีนี้ยังไงต่อนะครับสิ่งที่ผมต้องการ

[06:09:36] ก็คืออยากจะตรวจสอบว่าตอนนี้ตัวแปรโปัก

[06:09:39] เนี่ยมีชนิข้อมูลเป็นอะไรนะเพราะว่าเราทำ

[06:09:43] การสร้างตัวแปรักขึ้นมาบางคนต้องการอยาก

[06:09:45] จะตรวจสอบชิข้อมูลเนาะอวิธีการตรวจสอบชนิ

[06:09:48] ข้อมูลเราก็จะใช้อ่าฟังก์ชัน type ใช่

[06:09:50] ไหมมครับแล้วก็ตัวแปรที่เราต้องการจะตรวจ

[06:09:54] สอบชนิดข้อมูลออย่างเช่น produc มาดูสว่า

[06:09:57] ตัวแปร uc ของเราเนี่ยนะครับมีชนิดข้อมูล

[06:09:59] เป็นอะไรอ่าก็จะเป็น List แสดงว่าตัวแปร

[06:10:03] produc ตัวนี้นะครับก็คือตัวตัวแปร

[06:10:05] ประเภทลิสนั่นเองทีนี้ตัวแปรประเภทลินะ

[06:10:09] ครับมีการเก็บข้อมูลครับต้องการอยากจะ

[06:10:11] ทราบว่ามีจำนวนข้อมูลกี่ตัวครับในตัวแปร

[06:10:15] produc เราก็จะใช้คำสั่ง Range ครับแล้ว

[06:10:19] ก็วงเล็บเิดแล้วก็ตัวแปร List ที่ชื่อว่า

[06:10:22] product นะครับเพื่อที่จะดูว่าตอนนี้ใน

[06:10:26] ตัวแปร produc ของเราเนี่ยมีการบรรจุข้อ

[06:10:29] มูลอยู่กี่ตัวหรือว่ากี่จำนวนนั่นเองเรา

[06:10:32] ก็สามารถที่จะบอกได้นะครับ

[06:10:35] นะก็จะใช้คำสั่งเลนเนาะก็จะมีอยู่ 4 ตัว

[06:10:38] นะครับมีข้อมูล 4 ตัวหรือว่ามีสมาชิก 4

[06:10:41] จำนวนโดยข้อมูลสมาชิกที่อยู่ในลิสนะครับ

[06:10:44] สามารถมีชนิดข้อมูลที่แตกต่างกันได้นะ

[06:10:46] ครับอย่างเช่นเอา String มาเก็บได้เอาตัว

[06:10:49] เลขที่มีจุดทศนิยมมาเก็บได้นะครับจำนวน

[06:10:51] เต็มหรือว่าค่าทางทักษาก็เก็บได้หมดเลย

[06:10:54] ต่อมาก็จะเป็นการเข้าถึงข้อมูลครับอ่าการ

[06:10:57] เข้าถึงข้อมูลการเข้าถึงข้อมูลสมาชิกนะฮะ

[06:11:01] ใสคอมเมนแล้วกัน

[06:11:05] เข้าถึงสมาชิกนะครับการเข้าถึงสมาชิก

[06:11:08] เนี่ยเราจะใช้ในส่วนของเลข index หรือว่า

[06:11:11] เลขลำดับของข้อ

[06:11:13] มูลอย่างเช่นถ้าผมต้องการอยจะได้ข้อมูล

[06:11:16] กางเกงมาใช้งานครับผมก็จะเข้าไปที่ตัวแปร

[06:11:21] List product นะครับแล้วก็ buet ก้ามปู

[06:11:23] ตรยเลข ind ก็คืออกที่ 0 ก็จะได้ข้อมูล

[06:11:26] ตัวแรกนะครับมาใช้งานนก็คือการเกองนั่น

[06:11:30] เองผมก็จะลองปริ้นออกมา

[06:11:32] เนาะปริ้นข้อมูลมานะ

[06:11:37] ฮะโอเคนะครับอันนี้ก็คือเราต้องการแต่จะ

[06:11:40] ดึงข้อมูลที่เราสนใจมาใช้ถ้าเราทราบเลข

[06:11:43] index ก็จะทราบข้อมูลที่เกียบอยู่ในอกซ

[06:11:46] ดังกล่าวต่อมาครับก็จะเป็นอ่า 99.99 บ้าง

[06:11:51] นะครับก็คือ index ถัดไปเนาะเป็นเลข 1 นะ

[06:11:55] ฮะ

[06:11:57] อ่าอันนี้เรามองจากข้อมูลนะครับจากซ้ายไป

[06:12:01] ขวาหรือว่าจากหน้าไปหลังนะฮะอ่าอกที่ 0

[06:12:04] เป็นตัวแรกนะครับ index ที่ 1 เป็นตัวที่

[06:12:06] 2

[06:12:07] 99.99 ต่อมาก็จะเป็น index อ่า index

[06:12:11] ที่ 1 แล้วก็ index ที่ 2 นะครับก็จะเป็น

[06:12:14] เลข 10 ครับ

[06:12:16] อ่าอเป็นเลข 10 เห็นมะต่อมาครับก็จะเป็น

[06:12:22] ค่า True ค่า True อะไรครับก็คือ index

[06:12:25] ที่ 3 ใช่มั้ยครับอ่ะลองกดรันดู

[06:12:29] ซิอ่าก็จะได้ค่า True มาใช้แต่ถ้ามี index

[06:12:34] ที่ 4 ล่ะอกที่ 4 คืออะไรนะครับมาดูซิมี

[06:12:38] หรือ

[06:12:40] เปล่าไม่มีใช่มั้ยครับอ่ะลองกดลมันบอกว่า

[06:12:44] ไม่มีก็คือ List index out of Range

[06:12:47] นะครับก็คือ index ที่เราระบุเนี่ยนะครับ

[06:12:50] มันไม่อยู่ในในช่วงที่มีการเก็บข้อมูล

[06:12:53] สมาชิกใน List produc นะก็คือมันไม่มีนะ

[06:12:57] ครับ็กที่ 4 เนี่ยมีแค่ 0 1 2 3 เท่า

[06:13:00] นั้นโอเคนะครับอันนี้ก็คือการเข้าถึงข้อ

[06:13:04] มูลสมาชิกคิกที่จัดเก็บอยู่ใน List

[06:13:07] product ของเรานะครับโดยดึงข้อมูลจาก

[06:13:10] ด้านหน้าไปด้านหลังหรือว่าจากซ้ายไปขวา

[06:13:13] แล้วถ้าต้องการเกจะดึงข้อมูลจากขวาไปซ้าย

[06:13:16] หรือว่าจากหลังมาหน้าล่ะอย่างเช่นคาชู

[06:13:19] เนี่ยนะครับอ่าถ้ามองจากหลังไปหน้าหรือ

[06:13:23] ว่าขวาไปซ้ายเนี่ยก็จะเป็นค่าติดลบใช่มย

[06:13:26] ครับอันนี้ก็จะเป็น -1 เนาะที่เป็นค่าช

[06:13:30] เลข 10 ก็จะเป็น

[06:13:32] -2 99.99 ก็จะเป็น -3 กางเกงก็จะเป็น -4

[06:13:38] ใช่มั้ยครับ

[06:13:40] อ่าผลรัธที่เกิดขึ้นนะครับมาลองกดรัน

[06:13:44] ดูนะะเห็นมั้ยครับก็ได้ผลรับเหมือนเดิม

[06:13:48] เลยแต่ว่าการเข้าถึงข้อมูลเเลขิกจะเป็น

[06:13:50] ค่าติดลบถ้ามองจากหลังมาหน้าหรือว่าจาก

[06:13:53] ขวาไป

[06:13:54] ซ้ายอันนี้ก็เป็นการเข้าถึงข้อมูลสมาชิก

[06:13:58] นะครับที่เราสนใจโดยระบุเลขกนตกำกับทีนี้

[06:14:02] ถ้าเราไม่ได้สนใจอ่าเลข inex หลักอยากจะ

[06:14:06] ดึงข้อมูลทุกๆตัวนะครับที่อยู่ใน List

[06:14:08] product มาใช้งานเลยแล้วก็จะใช้ for

[06:14:10] Loop กันครับก็จะเป็น for Element นะ

[06:14:13] ครับสมาชิกเนาะ in product นะครับก็คือ

[06:14:17] ไปหยิบเอาสมาชิกแต่ละตัวจาก List product

[06:14:21] มาใช้งานนะครับแล้วก็นำมาแสดงผลนะฮะผมก็

[06:14:24] จะปิ Element ออกมาก็คือไปหยิบมาเลยนะ

[06:14:27] ครับหยิบตัวแรก 2 3 4 นู่นนี่นั่นนะฮะอ

[06:14:31] ลองกดรันดู

[06:14:33] ซิโอเคก็จะได้ข้อมูลกางเกง 99.99 10

[06:14:37] แล้วก็ True มา

[06:14:39] ใช้นะครับหรือถ้าไม่ต้องการอยจะแสดงผล

[06:14:44] เป็น for Loop อนี้นะครับเราสามารถแสดง

[06:14:46] เป็นข้อมูลเต็มๆได้เลยนะครับก็คือปริ

[06:14:48] product ออกมาได้

[06:14:50] เลยอไม่ต้องแจกแจงโดยใช้ Loop นะฮะก็แสดง

[06:14:54] เป็นิเลยนะฮะก็จะเป็นกางเกน 99.99 10

[06:14:57] True หรือถ้าต้องการอยจะแก้ไขข้อมูลครับ

[06:15:00] อย่างเช่นอยากจะเปลี่ยนข้อมูลชื่อสินค้า

[06:15:02] กางเกงเนี่ยไปเป็นเสื้อเปลี่ยนยังไงเราก็

[06:15:06] ต้องไปดููว่าข้อมูลกางเกงเนี่ยเก็บอยู่

[06:15:08] ที่ Index ที่เท่าไหร่ใช่มั้ยครับก็คือ

[06:15:11] index ที่ 0 ใช่มั้ยถ้ามองจากซ้ายไปขวา

[06:15:13] หรือว่าจากหน้าเป็นหลังนะครับก็จะระบบ

[06:15:16] เป็น produc ind ที่ 0 นะครับมีค่าเท่า

[06:15:18] กับตามด้วยข้อมูลใหม่อย่างเช่นอยากจะ

[06:15:20] เปลี่ยนจากกางเกงไปเป็นเสื้อนะครับก็ระบุ

[06:15:22] เป็นเสื้อแบบนี้ได้

[06:15:24] เลยความหมายก็คือทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูล

[06:15:27] สมาชิกที่อยู่ใน List product index

[06:15:29] ที่ 0 นะครับให้เก็บข้อมูลเสื้อนั่นเอง

[06:15:32] อ่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นครับ

[06:15:36] อันนี้ให้ทำการแก้ไขข้อมูลก่อนนะครับก่อน

[06:15:39] ที่จะทำการแสดงผลเนาะก็จะได้ข้อมูลเป็น

[06:15:41] เสื้อ 99.99 102 อหรือผมอยากจะเปลี่ยน

[06:15:46] ราคาใหม่นะครับอันนี้ 99.99 มองเป็นราคา

[06:15:48] เนาะอ่ะผมเปลี่ยนเป็น 250 แล้วกันนะครับ

[06:15:52] อันนี้ก็จะเป็น index ที่ 1 250 อะไร

[06:15:56] ประมาณ

[06:15:58] นี้นะครับนอกนอกเหนือจากการเข้าถึงข้อมูล

[06:16:01] เราสามารถแก้ไขข้อมูลที่เราสนใจได้ด้วยนะ

[06:16:03] ครับอย่างเช่น index ที่ 0 เป็นเสื้อที่ 1

[06:16:05] เป็น 250 นี่ก็คือข้อมูลก่อนแก้เนาะนี้ก็

[06:16:09] คือข้อมูลหลังแก้ไข

[06:16:10] แล้วโอเคนะครับอ่าอันนี้ก็เป็นเรื่องของ

[06:16:14] การสร้างลิ์ขึ้นมาใช้งานและก็การเข้าถึง

[06:16:18] อ่าข้อมูลสมาชิกที่อยู่ในลิสต์นะฮะต่อมา

[06:16:21] ก็จะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการสมาชิก

[06:16:25] ที่อยู่ในลิสต์กันบ้างนะครับอย่างเช่นอ่า

[06:16:28] การนำเอาสมาชิกในลิสต์มาเชื่อมต่อกันเนาะ

[06:16:31] ในกรณีที่เรามีลิสต์หลายหลายตัวนะฮะออ่ะ

[06:16:35] ผมจะยกตัวอย่างอย่างเช่นผมทำกการสร้าง

[06:16:36] ลิสต์ที่เก็บกลุ่มชื่อของสีะกันนะครับอ่า

[06:16:42] ตั้งชื่อตัวแปร List ตัวแรกว่าเป็น Color

[06:16:46] อ่า Color 1 แล้วะกัน

[06:16:48] นะ Color 1 นะครับเป็นลิสต์เนาะเก็บชื่อ

[06:16:52] สีนะครับอย่างเช่นมีสีอะไร

[06:16:56] ดีสีดำสีแดงแล้วกันอันนี้จะเก็บเป็นสติง

[06:17:00] ทั้งหมดนะฮะรอบนี้อ่าดำแดงเขียว

[06:17:06] แล้วก็ดำนะ

[06:17:08] ครับก็คือสามารถเก็บข้อมูลซ้ำกันได้นะ

[06:17:11] ครับในส่วนของลิอ่าก็คือมีดำก่อนแล้วก็ดำ

[06:17:16] หลังเนาะอ่าต่อมาก็จะเป็นิตัวที่ 2 ครับ

[06:17:20] เป็น Color

[06:17:24] 2 อันนี้เป็นสีอื่นมากนะครับอย่างเช่น

[06:17:27] เป็นสีอ่ะผมจะสร้างวิธีที่ 2 แล้วกันนะ

[06:17:29] ครับนี้จะเป็น

[06:17:31] ลิสสีี่ก็จะเป็นสีขาวนะครับครับอ่ามีสี

[06:17:36] ขาว

[06:17:38] สีฟ้าสีส้มนะฮะอันนี้ก็คือวิธีการสร้าง

[06:17:43] ลิ์นะครับทั้ง 2 แบบแบบแรกก็คือเราใช้

[06:17:46] สัญลักษณ์ buet นะครับแบบที่ 2 ก็คือเรา

[06:17:48] ใช้คำสั่งินะครับมาเขียนครอบสมาชิกนะครับ

[06:17:52] ซึ่งมีอยู่ 3 ตัวนะครับตัวแรกมีอยู่ 4

[06:17:54] เนาะสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะรวม

[06:17:58] สมาชิกใน List Color 1 กับ Color 2

[06:18:01] เข้าด้วยกันครับเดี๋ยวผมจะให้เก็บลงในตัว

[06:18:04] แปรที่ชื่อว่าเ้าแล้วกันนะครับมีค่าเท่า

[06:18:06] กับ Color 1 บก Color 2 นะครับก็คือนำ

[06:18:10] เอสมาชิกที่อยู่ใน List Color 1 กับ

[06:18:12] Color 2 เมารวมกันเก็บผลรวมดังก่าลงไป

[06:18:15] ที่ลิก้อนใหม่นะครับนก็คือ Data นั่นเอง

[06:18:18] ผมก็จะลองปริ้น Data ไว้ให้คนดูนะอ่า DAT

[06:18:23] นะครับเตั้งชื่อว่าเป็น full Color แล้ว

[06:18:25] กันเนาะอ่ะ full Color สีเต็มนะครับสี

[06:18:29] แบบเต็มเลยมีหลายสีอ่าปู Color ใส่ตัว S

[06:18:33] ด้วยนะครับมีสีหลายสี

[06:18:35] โอเคกดรันดูผลลับนะครับก็จะได้ข้อมูลสีนะ

[06:18:39] ครับเป็นดำแดงเขียวดำขาวฟ้าส้มนะฮะแต่

[06:18:43] สังเกตว่ามีการเรียงลำดับสีนะครับก็คือ

[06:18:46] เอาสมาชิกที่อยู่ใน col 1 มาก่อนนะครับ

[06:18:50] ตามด้วยสมาชิกที่อยู่ใน Color 2 นะครับ

[06:18:53] มาต่อท้ายก็จะเป็นดำแดงเขียวดำขาวฟ้าส้ม

[06:18:57] นะฮะทีนี้ถ้าต้องการจะเช็ค type นะครับ

[06:19:01] เช็คประเภทข้อมูลของตัวแปร full Color

[06:19:04] นะครับว่าว่ามีชนิข้อมูลเป็น

[06:19:07] อะไรก็เอาคำสั่ง type นะครับมาเขียนครอบ

[06:19:11] อ่ะผลรับที่เกิดขึ้นตัวแปร full cer ของ

[06:19:14] เรานะครับก็จัดอยู่ในประเภท List นั่นเอง

[06:19:17] ก็คือเป็นลิก้อนใหม่นะฮะเกิดจากการนำเอา

[06:19:21] สมาชิกในลิสต์ก้อนเดิมนะครับทั้ง 2 ก้อน

[06:19:24] ก็คือ Color 1 กับ Color 2 มารวมร่าง

[06:19:27] กันโอเคนะครับอันนี้ก็จะเป็นเรื่องของการ

[06:19:30] เชื่อมต่อลิสเข้าด้วยกันนั่นเองต่อมาครับ

[06:19:33] ก็จะเป็นเรื่องของการเข้าถึงข้อมูลสมาชิก

[06:19:36] ที่อยู่ในลิสต์นะครับแบบกำหนดช่วงกันบ้าง

[06:19:40] อ่าแบบกำหนดช่วงนะครับอย่างเช่นผมต้องก

[06:19:42] สร้างตัวแปรลิขึ้นมานะครับมาเป็น Color

[06:19:45] อย่างเดียวนะฮะอ่า Color อย่างเดียวนะ

[06:19:48] ครับมีหลายสีนะครับอย่างเช่นเก็บชื่อสีนะ

[06:19:51] ครับเป็นอ่า

[06:19:54] แดงเป็นเขียวนะครับเป็นน้ำเงินอ rgb เนาะ

[06:19:59] แล้วก็มีสีอื่นปนด้วยนะครับอย่าง

[06:20:02] เช่นสีดำสีขาวอะไรประมาณนี้สิ่งที่ผม

[06:20:07] ต้องการนะครับก็คือสีนะครับอยากจะได้ชื่อ

[06:20:11] ของสีนะครับมาใช้งานอย่างเช่นถ้าผม

[06:20:15] ต้องการเด็กๆหยิบสีเขียวมาใช้นะครับจะ

[06:20:18] หยิบยังไงล่ะวิธีการทั่วไปก็คือเราทำการ

[06:20:21] เข้าถึงอ่าตัวแปรลิก่อนใช่มั้ยครับแล้วก็

[06:20:24] สัญลักษณบกตตามด้วยเลข index นะครับของ

[06:20:27] ข้อมูลสีที่เราต้องการในนี้ก็คือสีเขียว

[06:20:30] ใช่มยอ่ามันเป็นสมาชิกที่เก็บอยู่ใน List

[06:20:33] Color นะครับอ่าสีเขียวก็ก็จะเป็น index

[06:20:35] ที่ 1 ถ้ามองจากหน้าไปหลังนะครับอก็จะได้

[06:20:39] สีเขียวมา

[06:20:40] ใช้ซึ่งข้อมูลที่ได้ก็จะได้แค่ค่าเดียวที

[06:20:45] นี้ถ้าต้องการอยากจะได้หลายๆค่าล่ะอย่าง

[06:20:48] เช่นต้องการอยากจะได้สีดำกับสีขาวครับนี่

[06:20:52] อยู่ตรงนี้สีดำกับสีขาวจากจะได้ข้อมูล 2

[06:20:56] สีนี้นะครับจะดึงยังไงวิธีการดึงข้อมูลนะ

[06:20:59] ครับสิ่งที่เราต้องมาดูเลยก็คือเราต้องมี

[06:21:04] การระบุช่วงนะครับว่าดำกับขาวอยู่ช่วงที่

[06:21:07] เท่าไหร่นะฮะซึ่งขาวเนี่ยนะครับมันเป็น

[06:21:11] สมาชิกตัวสุดท้ายใช่มั้ยครับแต่ว่าสิ่ง

[06:21:14] ที่ต้องการก็คือเอาสมาชิกตัวที่อยู่ด้าน

[06:21:17] หน้าตัวสุดท้ายเนี่มาใช้งานด้วยก็คือเอา

[06:21:20] สีดำมาใช้นะครับก็จะไล่อ่าช่วงของสมาชิก

[06:21:24] นะครับจากหน้าไปหลังก่อนนะครับว่าเป็น

[06:21:27] เด็กที่ 0 1 2 3 4 นะครับเพราะฉะนั้น

[06:21:31] ถ้าต้องการเ็กเลดำกับขาวก็คือเอาตั้งแต่

[06:21:34] index ที่ 3 เป็นต้นไปนะครับจนถึงตัวสุด

[06:21:37] ท้ายมาใช้งานก็จะได้ดำกับขาวมาใช้งานแล้ว

[06:21:41] ลองกดรันดู

[06:21:43] เนาะอ่าได้ดำกับขาวมาทีนี้ถ้าต้องการเด็ก

[06:21:47] จะเอาน้ำเงินนะครับเอาน้ำเงินมาด้วยก็จะ

[06:21:50] ระบุเริ่มต้นที่เที่ 2 ใช่มั้ยครับไปจน

[06:21:52] ถึงตัวสุดท้ายเลยก็จะได้ข้อมูลสมาชิกนะ

[06:21:56] ครับก็คือน้ำเงินดำขาวมาใช้งานอันนี้เป็น

[06:22:00] การดึงข้อมูลสีนะครับอ่าจากช่วงของ index

[06:22:05] ที่ 2 เป็นต้นไปนะครับมาใช้งานก็คือดึง

[06:22:09] เอาสมาชิกจากด้านหน้ามาด้านหลังนะครับ

[06:22:13] หรือว่าจากซ้ายไปขวาทีนี้ถ้าต้องการเด็ก

[06:22:15] จะดึงจากขวามาซ้ายล่ะก็จะได้เลขอกซเป็น

[06:22:19] ค่าติดลบนะครับอันนี้ก็จะเป็น - 1 - 2

[06:22:23] -3 นะครับเพราะฉะนั้นสิ่งที่จะระบุนะ

[06:22:25] ครับถ้าต้องการเด็กจะได้สีน้ำเงินดำขาวมา

[06:22:28] ใช้งานเก็จะระบุอิกเริ่มต้นก็คือตั้งแต่

[06:22:31] -3 เป็นต้นไปก็จะเป็น -3 -2 1 นะครับ

[06:22:35] ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะได้ข้อมูลสี

[06:22:39] น้ำเงินดำขาวมาใช้งานเหมือนเดิมแต่ว่าเลข

[06:22:42] index ที่ระบุเนี่ยเราระบุเป็นค่าติดลบ

[06:22:45] นะครับก็คือมองจากขวามาซ้ายนะฮะถ้าเป็น

[06:22:51] ค่าบวกก็คือซ้ายไปขวานะครับหรือว่าหน้าไป

[06:22:53] หลังอันนี้เรามองจากหลังมาหน้า

[06:22:55] เนาะโอเคนะครับอ่าอันนี้

[06:22:59] เป็นรูปแบบของการเข้าถึงสมาชิกในตัวแปรลิ

[06:23:05] นะครับแบบมีการระบุจุดเริ่มต้นนะครับว่า

[06:23:09] อยากจะให้เริ่มต้นที่ข้อมูล index ที่

[06:23:12] เท่าไหร่นะครับไปจนถึงตัวสุดท้ายทีนี้นะ

[06:23:15] ครับถ้าผมต้องการอยากจะดึงข้อมูลนะครับ

[06:23:17] โดยระบุแค่จุดสุดท้ายครับก็คือเอาตั้งแต่

[06:23:20] ตำแหน่งเริ่มต้นเลยนะครับไปจนถึงตำแหน่ง

[06:23:23] สุดท้ายอย่างเช่นอยากจะให้ข้อมูลแดงเขียว

[06:23:26] น้ำเงินครับอ่ะ RB เนาะ 3 สีจะดึงยังไงนะ

[06:23:31] ครับการดึงเนี่ยสิ่งที่เราต้องมาคิดก็คือ

[06:23:34] คือแดงเขียวน้ำเงินเนี่ยมันอยู่อ่าต้าน

[06:23:37] หน้าสุดเลยใช่มั้ยครับก็คืออยู่ในในระดับ

[06:23:41] ที่แบบว่าเป็นข้อมูลที่อยู่ก่อนเพื่อนนะ

[06:23:45] ครับเอาตั้งแต่จุดแรกไปจนถึงสีน้ำเงินใช่

[06:23:50] มั้ยครับก็คือตัวแดงเนี่ยอยู่ก่อนเพื่อนอ

[06:23:53] มาก็จะเป็นเขียวแล้วก็น้ำเงินนะครับเพราะ

[06:23:55] ฉะนั้นจุดเริ่มต้นเนี่ยผมจะไม่ระบุก็คือ

[06:23:58] เอาตั้งแต่ตัวแรกเลยแต่ตัวสุดท้ายเนี่ยนะ

[06:24:00] ครับต้องมาระบุว่าจะให้หยิบเอาสมาชิกที่

[06:24:04] อยู่ในตัวแิ Color เนี่ยตัวสุดท้ายเป็น

[06:24:07] ตัวไหนถ้าต้องการอยากได้สีน้ำเงินนะครับ

[06:24:09] เราก็มาดู index นะครับให้เป็น 0 1 2

[06:24:12] นะครับเพราะฉะนั้นข้อมูลที่จะได้ก็คือ

[06:24:14] index ที่ 0 จนถึง index ที่ 2 ใช่ไหมม

[06:24:17] ครับก็จะได้สี 3 สีมาใช้นะครับแต่ว่าตัว

[06:24:20] สุดท้ายต้องบ 1 ด้วยนะครับก็จะเป็น 2 +

[06:24:22] 1 ก็จะเป็น 3 เพราะฉะนั้นจุดสิ้นสุด

[06:24:24] เนี่ยก็จะเป็นอที่ 3

[06:24:26] ครับนะฮะเพราะฉะนั้นในบรรทัดที่ 3 เนี่ย

[06:24:30] นะครับก็คือทำการดึงข้อมูลสมาชิกนะครับ

[06:24:33] ที่อยู่ใน List Color นะครับเอาตั้งแต่

[06:24:36] ตัวแรกไปจนถึงก่อน index ที่ 3 นะครับก็

[06:24:40] คือ index ที่ 2 นั่นเองมาใช้งานหรือเอา

[06:24:42] ข้อมูล 3 ตัวแรกมาใช้ก็ได้นะครับจะพูดอีก

[06:24:46] ความหมายนึงก็ได้นะฮะก็คือเอา 3 ตัวแรก

[06:24:49] หรือเอาข้อมูลตั้งแต่ตัวแรกจนถึงก่อนเที่

[06:24:51] 3 มาใช้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับมาลองกด

[06:24:54] รันดู

[06:24:56] เนาะก็จะเป็นแดงเขียวน้ำเงินนะครับโดย

[06:25:00] วิธีนี้เนี่ยนะครับจะทำการระบุเลข index

[06:25:03] ต่อท้ายคือเครื่องหมายโคลอนครับอ่ะก่อน

[06:25:05] หน้านี้เราระบุเลขยเด็กอยู่ด้านหน้า

[06:25:07] เครื่องหมายโคลอน

[06:25:08] เนาะโอเคนะครับนี้เป็นการกำหนดช่วงข้อมูล

[06:25:13] นะครับโดยไม่ได้มีการประกาศว่าจุดเริ่ม

[06:25:16] ต้นเริ่มที่จุดใดนะครับแสดงว่าเอาตั้งแต่

[06:25:19] ตัวแรกเลยเราประกาศให้จุดสิ้นสุดเนาะต่อ

[06:25:22] มาครับก็จะเป็นวิธีสุดท้ายนะครับก็คือการ

[06:25:24] กำหนดช่วงที่มีเลขเ็กเริ่มต้นแล้วก็สุด

[06:25:26] ท้ายนะครับมาใช้งานอย่างเช่นผมต้องการ

[06:25:29] อยากจะได้ข้อมูลที่อยู่ตรงกลางครับก็คือ

[06:25:32] เขียวน้ำเงินดำเขียวน้ำเงินดำครับเราก็

[06:25:36] ต้องมาดูว่าเขียวน้ำเงินดำเนี่ยมันข้อมูล

[06:25:40] 3 ตัวนี้มันอยู่ตรงกึ่งกลางพอดีเนาะก็

[06:25:43] ต้องมาดูว่าเราจะหยิบเอ่อข้อมูลดังกล่าว

[06:25:47] เนี่ยโดยใช้ index ที่เป็นค่าบวกหรือว่า

[06:25:50] ค่าลบหรือว่าจะมองจากด้านหน้าไปด้านหลัง

[06:25:52] หรือว่ามองจากหลังมาหน้าหรือว่ามองจาก

[06:25:54] ซ้ายไปขวาหรือว่าขวามาซ้ายนะครับผมจะขอยก

[06:25:57] ตัวอย่างเป็นเคสจากหน้าไปหลังก่อนก็คือ

[06:26:00] จากซ้ายไปขวานะครับก็จะมาเริ่มต้นที่

[06:26:04] index ที่เก็บสีเขียวครับอยู่ที่อกซที่

[06:26:06] เท่าไหร่ก็จะเป็น 0 1 นะครับแสดงว่า

[06:26:09] เริ่มต้นที่ 1 เห็นมั้ยครับอส่วนสิ้นสุด

[06:26:12] เนี่ยจบที่ดำใช่มยก็จะเป็น 0 1 2 3 นะ

[06:26:16] ครับก็บวกเพิ่มไปอีก 1 นะครับก็จะเป็น

[06:26:19] 4 เพราะฉะนั้นนะครับข้อมูลสมาชิกที่เรา

[06:26:23] ต้องการอยากจะดึงมาใช้งานเนี่ยก็จะเริ่ม

[06:26:26] ต้นตั้งแต่ index ที่ 1 ไปจนถึงก่อน index

[06:26:29] ที่ 4 ใช่มั้ยครับอ่ามาดูผลลัพธ์ที่เกิด

[06:26:33] ขึ้นนะครับจะได้ข้อมูลอะไร

[06:26:36] มาก็จะเป็นเขียวน้ำเงินดำเห็นมั้ยฮะก็คือ

[06:26:39] อยู่ตรงกึ่งกลางพอดีเนาะ

[06:26:43] อื 3 ตัวนี้นะครับอยู่อยู่ตรงกลางนะครับ

[06:26:46] เพราะว่าอันนี้ก็ชิดซ้ายอ่าชิดด้านขวาไป

[06:26:50] แล้วการกำหนดช่วงข้อมูลเริ่มต้นแล้วก็

[06:26:53] สิ้นสุดนะครับเราสามารถที่จะมองในรูปแบบ

[06:26:56] ของอ่าเลขที่มีค่าติดลบได้ด้วยนะครับเลข

[06:26:59] อกเป็นค่าติดลบเนาะอ่ะอย่างเช่นอยากจะได้

[06:27:02] เขียวน้ำเงินดำเหมือนเดิมแปว่าจะมองจาก

[06:27:05] อ่าหลังมาหน้านะครับหรือว่าจากขวามาซ้าย

[06:27:09] นะครับเราก็จะมาไล่เลขอิกกันเลยนะครับ

[06:27:13] สิ่งที่ต้องการก็คือ 3 สีนี้เนาะแต่ว่าจะ

[06:27:15] ไล่จากอ่าขวาไปซ้ายนะครับก็จะเป็น -1 -2

[06:27:20] -3 -4 นะครับเพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นนะ

[06:27:23] ครับก็คือ -4 ครับจุดสุดท้ายนะครับคือ

[06:27:26] อะไรทีนี้อก็ต้องมาดูเราต้องการากได้สีดำ

[06:27:30] ด้วยใช่ไหมมครับก็จะเป็น -1 -2 -3 -4

[06:27:33] นะครับสีดำเนี่อยู่ที่ -2 ใช่มครับแต่ว่า

[06:27:37] -2 ต้องไป + 1 ด้วยตำแหน่งสุดท้ายนะ

[06:27:39] ครับก็คือ -2 + 1 ก็จะเหลือ -1 ครับ

[06:27:44] อเพราะฉะนั้นนะครับข้อมูลที่จะได้รับก็

[06:27:47] คือไปดึงสมาชิกจาก List Color ครับโดยมี

[06:27:52] จุดเริ่มต้นก็คือ -4 ไปจนถึงก่อน -1 นก็

[06:27:56] คือ -2 นั่นเองก็คือ -4 - -2 นะฮะอ่ะ

[06:27:59] ลองกดรันดู

[06:28:01] ซิผลลัพธ์ที่ได้นะครับก็คือเขียวน้ำเงิน

[06:28:04] ดำเหมือนเดิมเลยถ้าต้องการแกจะเอาเฉพาะ

[06:28:07] เขียวกับน้ำเงินนะครับแล้วก็ขยับไปเป็น -2

[06:28:11] แทนนะก็คือเอา index ที่ -4 ไปจนถึงก่อน

[06:28:15] -1 นะฮะอ่าก่อน -1 นะครับก็คือ

[06:28:20] -2 ก็จะได้เป็นเขียวกับน้ำเงินนะครับมา

[06:28:24] ใช้งานโอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่าง

[06:28:27] การเข้าถึงสมาชิกในตัวแปรลินะครับแบบ

[06:28:30] กำหนดช่วงก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้าง

[06:28:33] ต้นเลย

[06:28:44] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[06:28:47] นี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการใช้งาน

[06:28:49] ฟังก์ชันสำหรับจัดการลิกันบ้างนะครับ

[06:28:53] ฟังก์ชันจัดการลิก็คือกลุ่มคำสั่งพิเศษนะ

[06:28:56] ครับที่มีอยู่ในภาษา python อยู่แล้วนะ

[06:28:58] ครับสำหรับนำมาจัดการข้อมูลประเภทลิส์โดย

[06:29:01] มีโครงสร้างคำสั่งดังนี้นะครับก็คือคือ

[06:29:04] ประกาศเป็นตัวแปรประเภทิขึ้นมาใช้งานนะ

[06:29:08] ครับร่วมกับชื่อฟังก์ชันโดยใช้เครื่อง

[06:29:10] หมายจุดเนาะก็จะเป็นตัวแปรประเภทลิ์

[06:29:12] เครื่องหมายจุดแล้วก็ชื่อฟังก์ชันที่จะนำ

[06:29:15] มาจัดการลินะครับโดยชื่อฟังก์ชันสำหรับนำ

[06:29:19] มาจัดการลิก็จะมีอยู่หลายตัวนะครับตัวแรก

[06:29:21] ก็คือ appen นะครับเป็นการเพิ่มสมาชิก

[06:29:24] ใหม่ 1 รายการนะครับเข้าไปต่อท้ายสมาชิก

[06:29:28] เดิมนะครับที่อยู่ในลิต่อมาก็คือ extend

[06:29:32] นะครับเป็นการเพิ่มสมาชิกใหม่ใหหลายราย

[06:29:35] การนะครับเข้าไปต่อท้ายสมาชิกเดิมที่อยู่

[06:29:37] ในตัวไป List ของเราต่อมาก็คือ insert

[06:29:41] index Element นะครับก็คือทำการแทรก

[06:29:43] สมาชิกใหม่ลงไปในลิ์ตาม index ที่กำหนดนะ

[06:29:46] ฮะต่อมาก็คือฟังก์ชันเคลียร์นะครับเป็น

[06:29:49] การลบสมาชิกทั้งหมดออกจากลิ์นะฮะต่อมาก็

[06:29:53] คือ remove นะครับลบสมาชิกที่ระบุออกจาก

[06:29:57] ลิ์นะครับต่อมาก็คือเคก็คือนับจำนวน

[06:30:01] สมาชิกที่มีข้อมูลซ้ำกันนะครับว่ามีกี่

[06:30:03] จำนวนเนาะ

[06:30:04] ต่อมาก็คือ sce เป็นการเรียงลำดับสมาชิก

[06:30:07] นะครับตัวสุดท้ายก็คือ revere อ่าเป็นการ

[06:30:10] เบียงลำดับสมาชิกแบบย้อนกลับนะครับกลับมา

[06:30:13] ที่ Bas Code นะครับในส่วนของการใช้งาน

[06:30:16] ฟังก์ชันจัดการิเนี่ยเราก็ต้องมีข้อมูล

[06:30:19] แบบิขึ้นมาใช้งานก่อนนะครับผมยกตัวอย่าง

[06:30:23] เป็นตัวแปร Color เนาะอ่าเป็นตัวแปรแบบิ

[06:30:26] นะครับที่เก็บข้อมูลชื่อของสีเอาไว้นะ

[06:30:29] ครับประกอบไปด้วยสีแดงน้ำอ่าสีแดงเขียว

[06:30:31] น้ำเงินดำขาวนะฮะมีอยู่ 5 สีนะครับผมก็จะ

[06:30:36] ลองแสดงข้อมูลสมาชิกออกมาทุกคนดูนะครับก็

[06:30:39] จะเป็นปริ้นตัวไป Color อ่ะลองกดรันดูซิ

[06:30:43] ก็จะเป็นแดงเขียวน้ำเงินดำขาวนะครับทีนี้

[06:30:47] นะครับถ้าผมต้องการจะเพิ่มสมาชิกตัวใหม่

[06:30:50] นะครับเข้าไปต่อท้ายสมาชิกตัวเดิมนะครับ

[06:30:54] ที่อยู่ใน List Color นะครับจะเพิ่ม

[06:30:56] อย่างไรวิธีการครับเราก็จะเข้าไปที่ List

[06:30:59] Color ของเราแล้วก็ระบุเครื่องหมายจุด

[06:31:02] ตามด้วยชื่อฟังก์ชันนะครับก็คือฟังก์ชัน

[06:31:05] appen นะครับ้าใน appen ก็จะเป็นข้อมูล

[06:31:09] สมาชิกนะครับที่ต้องการเด็กจะนำไปต่อท้าย

[06:31:12] ข้อมูลสมาชิกเดิมที่อยู่ใน List Color

[06:31:14] นะครับอย่างเช่นผมต้องการจะเพิ่มสีตัว

[06:31:18] ใหม่นะครับเข้าไปต่อท้ายข้อมูลสีเดิมที่

[06:31:20] อยู่ใน List Color นะครับอย่างเช่นเป็น

[06:31:22] สีน้ำตาลเนาะอ่ะก็ระบุเป็นน้ำตาลไปนะฮะ

[06:31:26] อ่ะลองกดรันดูซิข้อมูลล่าสุดนะครับที่

[06:31:31] อยู่ในตัวแปร List Color นะครับก็จะ

[06:31:33] ประกอบด้วยแดงเขียวน้ำเงินดำขาวแล้วก็น้ำ

[06:31:35] ตาลนะครับเขนต่อท้ายโดยแ pen เนี่ยนะครับ

[06:31:39] จะเป็นการเพิ่มสมาชิกแค่ 1 รายการครับอ่า

[06:31:42] แล้วถ้าเราอยากจะเพิ่มหลายรายการล่ะเราก็

[06:31:44] จะใช้ฟังก์ชันที่ชื่อว่า extend แทนนะ

[06:31:47] ครับก็จะเป็น extend วงเล็บเปิดปบิดนะ

[06:31:48] ครับด้านในก็จะเป็นลิสก้อนใหม่นะครับที่

[06:31:52] มีการบรรจุข้อมูลสมาชิกแบบหลายรายการนะ

[06:31:55] ครับที่ต้องการเกจะนำไปต่อท้ายข้อมูลเดิม

[06:31:58] ที่อยู่ใน List Color ของเราอย่างเช่นผม

[06:32:01] มีสีตัวใหม่นะครับเป็นสีส้มกับสีเหลือง

[06:32:04] เนาะอ่ามีอยู่ 2 สีนะครับที่จะเพิ่มเข้า

[06:32:07] ไปนะฮะก็จะใช้ฟังก์ชัน XT นะฮะอ่ะลองกด

[06:32:13] รันดู

[06:32:15] ซิข้อมูลสมาชิกสีนะครับที่อยู่ในอ่า R

[06:32:20] Color ของเรานะครับก็ประกอบไปด้วยแดง

[06:32:22] เขียวน้ำเงินดำขาวน้ำตาลส้มแล้วก็เหลือง

[06:32:25] เห็นมะอ่าส้มเหลืองมาต่อท้ายนะครับการใช้

[06:32:31] appen กับ extend เนี่ยก็คือการนำเอา

[06:32:34] สมาชิกมาต่อท้ายทีนี้นะครับถ้าผมต้องการ

[06:32:37] เ็กจะนำเอาสมาชิกตัวใหม่นะครับไปเพิ่มใน

[06:32:39] ตำแหน่งที่ผมต้องการอ่ะอย่างเช่นอยากจะ

[06:32:43] เพิ่มสีเทานะครับอ่าในตำแหน่ง index ที่ 1

[06:32:49] ก็คือให้แทรกอยู่ที่ตรงสีเขียวนะครับจะ

[06:32:53] แทรกอย่างไรวิธีการแทรกนะครับเราก็จะ

[06:32:56] เรียกใช้ฟังก์ชันที่ชื่อว่า insert ครับ

[06:32:58] ก็จะเป็น

[06:32:59] Color insert ตามด้วยเลข index นะครับ

[06:33:03] ที่ต้องการอยจะแทรกข้อมูลเข้าไปอย่างเช่น

[06:33:05] index ที่ 1 นะครับให้แทรกสีเทาเข้าไป

[06:33:08] ครับ index ที่ 1 ของเราคืออะไรครับก็คือ

[06:33:11] สีเขียวใช่มั้ยเราก็แทรกสีเทาเข้าไปนะ

[06:33:13] ครับอยู่ด้านหน้าสีเขียวนั่นเองอ่าผล

[06:33:18] ลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับก็จะประกอบไปด้วย

[06:33:21] แดงเทาเห็นมเขียวน้ำเงินดำขาวน้ำตาลส้ม

[06:33:25] เหลืองนะครับการเก็บข้อมูลอ่าเราสามารถ

[06:33:29] เก็บข้อมูลซ้ำกันได้ใช่มั้ยอ่ะอย่างเช่น

[06:33:32] ผมเอาสีแดงไปอยู่ต่อท้ายแล้วกันอแดงนะฮะ

[06:33:37] มีสีแดง 2 2 จุดนะครับอ่าก็คือแดงหน้า

[06:33:41] กับแดงหลังใช่มั้ครับอ่าก็คือในส่วนของ

[06:33:45] ตัวลิส์สามารถเก็บข้อมูลสมาชิกซ้ำกันได้

[06:33:49] เมื่อซ้ำกันได้เราก็สามารถนับนะครับว่า

[06:33:51] มันซ้ำกันกี่จุดนะครับโดยการนับเนี่ยเรา

[06:33:54] ก็จะเรกใช้ตัวฟังก์ชันที่ชื่อว่าฟังก์ชัน

[06:33:57] เขาครับนะก็คือปิ้ออกมาเลยนะครับปิ้ Color

[06:34:02] C นะครับนับสมาชิกนะครับว่ามีสีแดงซ้ำ

[06:34:06] กันกี่ตัวนะครับใน List Color นะฮะอ่า

[06:34:12] ลองกดรันดู

[06:34:13] ซิก็จะมี 2 ตัวใช่ไหมยครับอ่ามีแดง 2 ตัว

[06:34:17] อ่ามีข้อมูลสีแดงซ้ำกัน 2 จุดต้องพูดแบ

[06:34:20] นี้นะครับก็คือใช้ฟังก์ชันเขาอ่านอกเหนือ

[06:34:24] จากการเพิ่มข้อมูลการแทรกข้อมูลการนับนะ

[06:34:27] ครับเราสามารถที่จะลบได้ด้วยนะครับลบข้อ

[06:34:30] มูลที่เราไม่ต้องการออกไปจากลิสต์นะครับ

[06:34:32] อย่างเช่นผมต้องการจะลบสีน้ำเงินออกไปนะ

[06:34:36] ฮะในส่วนของตัวแดงเดี๋ยวผมจะเอาออกนะออก

[06:34:39] ไปเลยตัวแดงมีแค่ตัวเดียวนะครับทีนี้อัน

[06:34:43] นี้ผมเป็นการยกตัวอย่างว่าในส่วนของการ

[06:34:44] ใช้ตัวฟังก์ชันเเนี่ยจะเป็นการนับข้อมูล

[06:34:48] ที่มันซ้ำนะฮะตอนนี้ข้อมูลล่าสุดนะครับก็

[06:34:50] คือแดงเทาเขียวน้ำเงินดำขาวน้ำตาลส้ม

[06:34:53] เหลืองนะฮะอ่าผมต้องการเจะลบน้ำเงินทิ้ง

[06:34:56] ครับวิธีการลบก็เข้าไปที่อ่าตัวแปร List

[06:35:01] Color นะครับแล้วก็เลียกใช้

[06:35:03] ฟังก์ชันนะครับที่ชื่อว่า remove นะครับ

[06:35:05] ตามด้วยข้อมูลสมาชิกที่ต้องการอย่าจะลบ

[06:35:08] ครับก็คือน้ำเงินเนาะเลบน้ำเงินทิ้งกดเซฟ

[06:35:13] ให้เรียบร้อยนะครับลองกดรันนะฮะก็จะไม่มี

[06:35:17] ข้อมูลสีน้ำเงินแล้วนะครับก็จะมีแดงเทา

[06:35:20] เขียวดำขาวน้ำตาลส้มเหลืองอันนี้เป็นการ

[06:35:23] ลบข้อมูลสมาชิกที่เราสนใจออกไปแล้วถ้า

[06:35:26] ต้องการเจะลบทุกตัวล่ะการลบทุกตัวนะฮะลบ

[06:35:29] ทุกตัวเราก็จะใช้ฟังก์ชันเคลียร์ครับลบ

[06:35:32] ทุกตัวเลยนะครับมีเป็น 100 เป็น 1000 ก็

[06:35:34] ลบทิ้งหมด

[06:35:36] เลยโอเคก็จะเป็นลิสส์เปล่าๆนะครับไม่มี

[06:35:41] ข้อมูลต่อมาครับก็จะเป็นเรื่องของการ

[06:35:45] เรียงลำดับสมาชิกในลิ์นะครับโดยใช้ตัว

[06:35:50] ฟังก์ชัน source กับ reever นะครับ

[06:35:52] ฟังก์ชัน source จะเป็นการเรียงลำดับข้อ

[06:35:55] มูลสมาชิกใหม่นะครับถ้าเป็นอ่าข้อมูลที่

[06:36:00] เป็นตัวอักษรนะครับในนี้เป็นตัวอักษรภาษา

[06:36:03] ไทยเนาะอ่าก็จะมีการเรียนลำดับจากพยัญชนะ

[06:36:08] ไปสละนะครับแต่ถ้าเป็นตัวเลขก็คือจะเรียง

[06:36:12] จากน้อยไปมากนะครับถ้าเราใช้ในส่วนของตัว

[06:36:15] ซอร์สอ่ะผมจะยกตัวอย่างแล้วกันนะฮะอ่าเอา

[06:36:18] เป็นข้อมูลเริ่มต้นนะครับมีอยู่ 5 ตัวอจะ

[06:36:21] ได้ไม่งงนะครับผมมีข้อมูลสีเริ่มต้นก็คือ

[06:36:24] แดงเขียวน้ำเงินดำขาวใช่มั้ยครับทีนี้นะ

[06:36:28] ครับผมจะทำการเรียงข้อมูลสมาชิกใหม่นะ

[06:36:31] ครับในตัวลิ

[06:36:34] ครับโดยจะให้มีการจัดเรียงในรูปแบบของ

[06:36:38] พยัญชนะตามด้วยสระนะครับอ่ะมาดูข้อมูล

[06:36:42] เริ่มต้นก่อนข้อมูลเริ่มต้นเป็นแดงเขียว

[06:36:46] น้ำเงินดำขาวนะครับอันทีนี้ผมจะทำการ

[06:36:48] เลียกใช้ตัวฟังก์ชัน source ครับก็จะเป็น

[06:36:52] Color นะครับ do source อ่ะมาดูข้อมูล

[06:36:56] ล่าสุดนะครับลองกดรันเนาะก็จะมีการเรียง

[06:36:59] จากพยัญชนะไปสละนะครับก็จะเป็นขาวอ่ะคไข่

[06:37:03] ขึ้นก่อน

[06:37:04] อ่าขไข่ดเด็กนหนูนะครับแล้วก็ที่เหลือจะ

[06:37:09] เป็นสระนะครับก็คือสระ a สระแอร์นั่นเอง

[06:37:12] ก็คือเอาพยัญชนะขึ้นก่อนนะครับแล้วก็ตาม

[06:37:14] ด้วยสระอันนี้ก็คือการใช้ตัวฟังก์ชัน

[06:37:18] source นะครับต่อมาก็จะเป็น revere ครับ

[06:37:22] revere ก็คือเรียงแบบย้อนกลับเรียงแบบ

[06:37:26] ย้อนกลับก็คือเหมือนกับเอาสมาชิกตัวด้าน

[06:37:30] หลังมาอยู่ด้านหน้าเอาตัวด้านหน้าไปอยู่

[06:37:32] ด้านหลังนะฮะอ่าลองลองกดรันดูนะ

[06:37:35] ครับโอเคผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นครับก็จะเป็น

[06:37:39] แดงเขียวน้ำเงินดำขาวเห็นมอ่าแดงเขียว

[06:37:45] น้ำเงินดำขาวอันนี้ก็คือการรวรก็คือสลับ

[06:37:49] ขั้วนั่นเองตอนนี้ผมมีข้อมูลที่เป็นสิง

[06:37:54] เนาะอ่าทีนี้ถ้าผมมีข้อมูลที่เป็นตัวเลข

[06:37:56] บ้างนะครับอ่ะ Number แล้วกัน Number ผม

[06:38:01] ใส่เป็นอ่า 50 10 30 4 5

[06:38:07] 20 แล้วก็ 1 อ่ะทีนี้นะครับผมต้องการ

[06:38:12] อยากจะนำเอาข้อมูลสมาชิกอยู่ที่อยู่ใน

[06:38:16] List Number มาใช้นะฮะอ่าก็จะเรียงจาก

[06:38:19] ข้อมูลเริ่มต้นเลยเนาะก็คือ 50 10 30 4

[06:38:22] 5 20 แล้วก็ 1 ทีนี้ผมทำการจัดเรียง

[06:38:25] ครับเรียงข้อมูลใน List Number ใหม่นะ

[06:38:28] ครับก็คือเรียงจากน้อยไปมากครับโดยใช้ตัว

[06:38:32] ฟังก์ชันซอสอ่าน้อยไปมากนะ

[06:38:36] ครับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็จะเป็น 1 10 20

[06:38:40] 30 4 5 50 เห็นมั้ยครับแล้วถ้าเป็นวร

[06:38:44] ล่ะรีวก็เรียงแบบย้อนกลับนะฮะเรียงแบบ

[06:38:49] ย้อน

[06:38:50] กลับแบบย้อนกลับก็คือตรงกันข้ามใช่มั้ย

[06:38:54] ครับก็คือจากมากไปน้อยแทนนะครับก็คือ 50

[06:38:59] 4 5 30 20 11 1

[06:39:03] โอเคนะครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการใช้

[06:39:07] ฟังก์ชันสำหรับจัดการข้อมูลในลิ์นะครับก็

[06:39:12] จะได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้น

[06:39:23] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[06:39:27] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับ tle

[06:39:30] กันนะครับ tle นะครับเป็นชนิดข้อมูลที่

[06:39:33] ใช้เก็บกลุ่มของข้อมูลครับมีลักษณะการทำ

[06:39:36] งานคล้ายกับิสเลยก็คือใช้เก็บข้อมูล

[06:39:38] ประเภทเดียวกันหรือต่างประเภทกันได้

[06:39:41] สามารถเก็บข้อมูลซ้ำกันได้นะครับแต่ข้อ

[06:39:43] มูลที่เก็บลงใน trou นั้นจะไม่สามารถ

[06:39:46] เปลี่ยนแปลงคาได้และจะเขียนข้อมูลหรือว่า

[06:39:50] กลุ่มของข้อมูลครอบด้วยเครื่องหมายวงเล็บ

[06:39:53] นะ

[06:39:54] ฮะคุณสมบัติของ tle นะครับข้อ 1 ก็คือใช้

[06:39:58] เก็บกลุ่มของข้อมูลนะครับข้อมูลสามารถซ้ำ

[06:40:00] กันได้โดยข้อมูลที่อยู่ใน Super จะเรียก

[06:40:03] ว่าสมาชิกหรือ Element นะครับแต่ละ

[06:40:05] Element จะเก็บค่าข้อมูลแล้วก็ index นะ

[06:40:07] ครับ index ก็หมายถึงคีย์ที่ใช้อ้างยิง

[06:40:10] ตำแหน่งของ Element นะครับเริ่มต้นที่เก

[06:40:13] ที่ 0 สมาชิกที่เก็บใน tle นะครับมีที่

[06:40:16] ข้อมูลเหมือนกันหรือต่างกันได้สมาชิกใน

[06:40:19] tro จะไม่สามารถแก้ไขหรือว่าเปลี่ยนแปลง

[06:40:22] ค่าได้ในภายหลังนะฮะอันนี้ก็คือคุณสมบัติ

[06:40:24] ของ tro นะครับต่างกับ List List เนี่ย

[06:40:28] จะสามารถแก้ไขข้อมูลได้นะครับแต่ว่า tro

[06:40:30] จะแก้ไขไม่ได้ต่อมาก็จะเป็นโครงสร้างคำ

[06:40:33] สั่งสำหรับการสร้าง tro ขึ้นมาใช้งานนะ

[06:40:35] ครับก็จะดูเป็นตัวแปรประเภท tro มีค่า

[06:40:39] เท่ากับวงเล็บเปิดปิดและก็ข้อมูลสมาชิก

[06:40:42] ที่จะบรรจุอยู่ใน TR นะครับถ้ามีมากกว่า 1

[06:40:45] ตัวก็จะระบุเป็นข้อมูลตัวที่ 1 คอมม่าตัว

[06:40:48] ที่ 2 ตัวที่ 3 ตัวที่ 4 ไปเรื่อยๆนะครับ

[06:40:50] ถ้าไม่มีข้อมูลเริ่มต้นนะครับจะระบุเป็น

[06:40:52] วงเล็บเปล่าๆรูปแบบที่ 2 นะครับเราจะนำ

[06:40:56] เอาคำสั่งก็คือ tro นะครับมาครอบข้อมูลก็

[06:40:59] จะเป็น tle วงเล็บนะครับด้านในก็จะเป็นวง

[06:41:03] เล็บเปิดปิดเนาะแล้วก็ข้อมูลสมาชิกที่

[06:41:05] เก็บอยู่ในตัวแปร TR ของเรานะฮะโดยการจัด

[06:41:09] การ tle นะครับก็จะแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ

[06:41:12] นะครับแบบแรกก็คือเราสามารถที่จะดูจำนวน

[06:41:16] สมาชิกใน tro ได้นะครับหรือสามารถเชื่อม

[06:41:19] ข้อมูลใน tro ก็ได้ทำซ้ำข้อมูลใน tro ก็

[06:41:22] ได้เพราะว่าอ่าสมาชิกใน tro เนี่ยสามารถ

[06:41:25] เก็บค่าซ้ำได้ใช่ไหมมครับสามารถกระจายข้อ

[06:41:27] มูลสมาชิกใน tle ออกมาใช้งานได้ด้วยรวมไป

[06:41:30] ถึงการเข้าถึงสมาชิกใน tle นะครับแต่ละ

[06:41:34] index หรือว่าในแต่ละช่องเนาะอ่าการเข้า

[06:41:37] ถึงก็จะสามารถเข้าถึงได้เฉพาะเจาะจงตาม

[06:41:40] index ที่กำหนดหรือกำหนดเป็นช่วงแบบิก็

[06:41:43] ได้นะ

[06:41:44] ฮะมาดูในส่วนของจำนวนสมาชิกใน tle ก่อนนะ

[06:41:48] ครับจากตัวอย่างผลทการสร้าง tle ที่ชื่อ

[06:41:51] ว่า score ขึ้นมานะครับมีสมาชิกอยู่ด้วย

[06:41:54] กัน 3 ตัวเนาะก็คือ

[06:41:56] 190 แล้วก็ 80 นะครับถ้าต้องการอยากจะดู

[06:42:00] จำนวนสมาชิกนะครับก็จะใช้คำสั่งเลนนั่น

[06:42:02] เองอันนี้ก็เป็นการดูจำนวนสมาชิกนะฮะต่อ

[06:42:06] มาก็จะเป็นการเชื่อมข้อมูลใน TR นะครับ

[06:42:08] กรณีที่เรามี TR มากกว่า 1 ตัวต้องการ

[06:42:11] อยากจะนำเอาข้อมูลมาเชื่อมกันก็จะใช้

[06:42:14] เครื่องหมายบวกนะครับเหมือนกับการเชื่อม

[06:42:16] ข้อมูลในลิสเลยนะครับใช้เครื่องหมายบวก

[06:42:18] เหมือนกันอย่างเช่นผมมี tole score 1

[06:42:21] กับสกอ 2 นะครับมีสมาชิกเคือ 190 80 50

[06:42:25] 30 45 นะครับต้องการอยากจะนำเอามารวม

[06:42:28] กันแล้วก็เก็บลงในตัวแปร TR แบบใหม่ก็

[06:42:32] ระบุเป็นตัวแปรเท่ากับส 1 ก็คือ tle

[06:42:35] score 1 + tle score 2 นะ

[06:42:39] ฮะต่อมาก็จะเป็นการทำซ้ำข้อมูลใน tle นะ

[06:42:42] ครับแล้วก็จะใช้เครื่องหมายดอกจันนะครับ

[06:42:46] หรือว่าตัว ST เนาะจะอ่าตามด้วยจำนวนที่

[06:42:49] ต้องการเนี่ยจะทำซ้ำสมาชิกนะฮะต่อมาก็จะ

[06:42:54] เป็นการกระจายข้อมูลสมาชิกใน tro นะครับ

[06:42:57] อย่างเช่นผมมี tole ที่ชื่อว่า Color นะ

[06:43:00] ครับเก็บข้อมูลของสีนะครับเป็นแดงเขียว

[06:43:03] น้ำเงินต้องการจะกระจายข้อมูลแดงเขียว

[06:43:06] น้ำเงินเนี่ยออกมาเก็บโในตัวแปรที่ผม

[06:43:08] ต้องการนะครับผมก็ประกาศเป็น bl gin บู

[06:43:10] เนาะเลก็จะเก็บสีแดงนะครับกรีนก็เก็บสี

[06:43:13] เขียวอ่าบลูก็เก็บสีน้ำเงินอะไรประมาณนี้

[06:43:16] จะเขียนแบบนี้ก็ได้หรือจะเอาเครื่องหมาย

[06:43:18] วงเล็บมาครอบก็ได้นะครับก็สามารถทำงานได้

[06:43:20] เหมือนกันต่อมาก็จะเป็นการเข้าถึงสมาชิก

[06:43:23] ใน TR นะครับการเก็บข้อมูลใน TR ก็เหมือน

[06:43:27] กับิเลยนะครับก็คือเก็บเป็นลำดับใช่มั้ย

[06:43:31] ครับโดยลำดับเนี่ยก็จะมีอ่าเลขลำดับกำกับ

[06:43:35] เอาไว้ก็คือเลข index นะครับหมายถึงหมาย

[06:43:37] เลขกำกับหรือลำดับสมาชิกใน tle นะครับ

[06:43:39] เป็นตัวเลขจำนวนเต็มซึ่งสามารถเข้าถึงได้

[06:43:43] ทั้งรูปแบบของ

[06:43:44] อ่า index ที่เป็นค่าบวกแล้วก็ค่าลบนะ

[06:43:48] ครับถ้ามีการเรียนลำดับจากซ้ายไปขวาหรือ

[06:43:50] หน้าไปหลังเลขจะเป็น 0 หรือค่าบวกแต่ถ้า

[06:43:53] เป็นอ่าขวาไปซ้ายหรือว่าหลังไปหน้านะครับ

[06:43:57] เลขอกซจะเป็นค่าลบโอเคเนาะอันนี้ก็จะเป็น

[06:44:00] การแจกแจงอ่าเลข Index นะครับของสมาชิก

[06:44:05] ที่เก็บอยู่ใน Turbo ออกมานะครับอย่าง

[06:44:07] เช่นผมเก็บข้อมูลเป็นสีเหมือนเดิมเลยก็

[06:44:09] คือแดงเขียวน้ำเงินส้มดำขาวเหลืองอะไรก็

[06:44:12] ว่าไปโดยการเข้าถึงข้อมูลสมาชิกที่อยู่ใน

[06:44:16] tle เนี่ยนะครับเราก็จะใช้สัญลักษณ์

[06:44:19] บักเก็ตก้ามปู่เหมือนกับิสเลยนะครับอย่าง

[06:44:21] เช่นอยากจะได้ข้อมูลตัวแรกจากตัวอย่างนะ

[06:44:23] ครับอยากจะได้สีแดงมาใช้งานก็จะระบุเป็น

[06:44:26] อ่าอกที่ 0 หรือว่า index ที่ -7 นะครับ

[06:44:29] หรือถ้าต้องการแดกได้สีเหลืองก็จะเป็น

[06:44:30] index ที่ 6 กับ index ที่ -1 นะฮะหรือ

[06:44:35] ทำการกำหนดช่วงข้อมูลก็ได้นะครับเหมือน

[06:44:37] กับิเลยนะฮะก็คือมี 3 รูปแบบนะเป็นการ

[06:44:40] ประกาศอ่าตำแหน่งเริ่มต้นตำแหน่งสุดท้าย +

[06:44:43] 1 แล้วก็กำหนดช่วงเริ่มต้นช่วงสุดท้ายนะ

[06:44:46] ครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างเนาะเอาตั้ง

[06:44:49] แต่ index ที่ 2 เป็นต้นไปนะครับก็จะระบ

[06:44:53] เป็น 2 หรือก็โคลอนนะครับหรือถ้ากำหนด

[06:44:56] เป็นค่าติดลบนะฮะก็ระบบเป็น -3 โคลอนนะ

[06:45:00] ครับก็จะได้ข้อมูลดำขาวเหลืองอะไรประมาณ

[06:45:02] นี้นะครับวิธีที่ 2 ก็คือระบุโคลอนอยู่

[06:45:05] ด้านหน้าเลข index ใช่ไหมมครับออย่างเช่น

[06:45:07] โคลอน 3 ก็คือเอาตั้งแต่ตัวแรกไปจนถึง

[06:45:10] ก่อนอกที่ 3 นะครับหรือกำหนด index เริ่ม

[06:45:14] ต้นกับ index สุดท้ายนะครับก็คือมีช่วง

[06:45:17] สตารทนะครับก็คือจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้น

[06:45:20] สุดใช่มั้ยครับอย่างเช่น 1 กับ 4 ก็คือ

[06:45:22] เอาตั้งแต่ index ที่ 1 ไปจนถึงก่อน index

[06:45:25] ที่ 4 นะครับหรือ index ที่ 7 ไปจนถึง

[06:45:28] ก่อน index อ่า index ที่ -7 ไปจนถึงก่อน

[06:45:31] index ที่ -4 นะครับก็คือที่ 5 นั่นเอง

[06:45:34] อันนี้ก็คือการเข้าถึงสมาชิกใน tle นะ

[06:45:37] ครับทำเหมือนกันกับ List เลยนะครับการ

[06:45:41] เข้าถึงข้อมูลใน tle เราสามารถใช้อ่าตัว

[06:45:44] for Loop มาจัดการทส่วนนี้ได้นะครับก็

[06:45:47] คือดึงข้อมูลสมาชิกแต่ละตัวที่อยู่ใน tro

[06:45:51] ที่เราสนใจออกมาใช้งานนะครับก็จะระบุเป็น

[06:45:53] for Item in ตามด้วยชื่อ tro ของเรา

[06:45:56] ต่อมาก็จะเป็นฟังก์ชันจัดการ tle นะครับ

[06:45:59] ก็คือคำสั่งที่อยู่ในภาษา python สำหรับ

[06:46:01] จัดการข้อมูลประเภท tle โดยเฉพาะนะครับ

[06:46:04] โครงสร้างคำสั่งก็จะระบุเป็นตัวแปรประเภท

[06:46:06] tle เครื่องหมายจุดแล้วก็ชื่อฟังก์ชันนะ

[06:46:09] ครับโดยฟังก์ชันจะมีอยู่ 2 ตัวนะครับก็

[06:46:11] คือฟังก์ชันเเป็นการนับจำนวนสมาชิกที่มี

[06:46:14] ข้อมูลซ้ำกันนะครับกับฟังก์ชัน index

[06:46:16] เป็นการตรวจสอบลำดับสมาชิกใน tro นั่นเอง

[06:46:19] อ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการสร้าง tle แล้ว

[06:46:22] ก็การจัดการสมาชิกใน tle กันนะครับว่ามี

[06:46:24] ขั้นตอนการสร้างแล้วก็การจัดการอย่างไร

[06:46:27] กลับมาที่ vs Code นะครับในส่วนของการ

[06:46:30] สร้าง tle ก็จะแบ่งออกเป็น 2 แบบเนาะก็

[06:46:32] คือสร้างโดยใช้สัญลักษณ์วงเล็บเปิดปิดกับ

[06:46:36] สร้างโดยใช้คำสั่ง TR นะครับอ่ะผมจะยกตัว

[06:46:39] อย่างเป็นการสร้าง TR แบบสัญลักษณ์ก่อนนะ

[06:46:43] ฮะยกตัวอย่างอย่างเช่นอ่าผลทำการสร้างตัว

[06:46:46] แปรขึ้นมา 1 ตัวนะครับตั้งชื่อว่า product

[06:46:48] อันนี้ผมจะยกตัวอย่างเหมือนกับตัว List

[06:46:50] เลยนะครับแต่ว่าตัวักตัวนี้นะครับจะเป็น

[06:46:52] รูปแบบ tole ครับนะก็คือระบุเป็นวงเล็บ

[06:46:55] เปิดปิดนะครับและในวงเล็บเปิดปิดก็จะเป็น

[06:46:57] ข้อมูลสมาชิกที่จะบรรจุอยู่ใน

[06:47:01] อ่าตัวตัวแปล tole product ตัวนี้นะฮะ

[06:47:06] อย่างเช่นผมเก็บข้อมูลสินค้าเหมือนเดิม

[06:47:08] เลยนะครับก็คือกางเกงเหมือนเดิมนะฮะอ่า

[06:47:12] กางเกงนะครับตัวละ 150 อะไรเขมากไปนะครับ

[06:47:16] 150.00 นะครับจำนวนสต๊อก 10 อะไรประมาณ

[06:47:19] นี้นะฮะจากนั้นนะครับผมก็จะทำการแสดงข้อ

[06:47:22] มูลสมาชิกที่อยู่ในอ่าตัวท product ออกมา

[06:47:28] นะครับวิธีการแสดงผลข้อมูลก็ปริ้ produc

[06:47:31] เลย

[06:47:33] นะครับอ่ะลองกดรันดู

[06:47:37] เนาะโอเคก็จะได้ข้อมูลสมาชิกที่อยู่ใน TR

[06:47:41] product นะครับแสดงผลออกมาก็คือกางเกง

[06:47:45] 150.00 แล้วก็ 10 นะครับทีนี้ถ้าต้องการ

[06:47:50] อยากจะได้ข้อมูลที่สนใจนะครับมาใช้งาน

[06:47:54] อย่างเช่นอยากจะได้เฉพาะกางเกงก็จะเข้า

[06:47:57] ถึงผ่านเลข index ครับกางเกงก็จะเป็น

[06:47:59] index ที่ 0 ใช่มมครับอ่าก็จะได้ข้อมูลก

[06:48:02] กกงมาก็คือมันอยู่ที่ลำดับแรกใช่ไหมมครับ

[06:48:06] อ่า index ที่ 0 ก็ได้กางเกงถ้าเป็น index

[06:48:09] ที่ 1 ล่ะ index ที่ 1 ก็คือ

[06:48:12] 150.00 ใช่มครับอ่า

[06:48:16] 150.00 นะฮะอ่าแล้วถ้าเป็นเลข 10 ล่ะก็

[06:48:20] เป็น index ที่ 2

[06:48:22] เนาะโอเคนะครับเดี๋ยวผมจะเคลียร์ก่อนอัน

[06:48:27] นี้เป็นการเข้าถึงข้อมูลในอ่า tle นะครับ

[06:48:31] โดยใช้เลขเกน้างยิงก็จะได้กางเกง 150.00

[06:48:35] แล้วก็ 10 ทีนี้นะครับถ้าผมต้องการเด็กจะ

[06:48:38] เปลี่ยนข้อมูลครับจากกางเกงไปเป็นเสื้อ

[06:48:40] ครับก็เข้าไปที่ product index ที่ 0

[06:48:44] เนาะแล้วก็เปลี่ยนให้เป็น

[06:48:46] เสื้อนะครับอ่ะลองกดรันดู

[06:48:50] ซิผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับระบบก็จะแจ้ง

[06:48:54] ว่าไม่สามารถแก้ไขข้อมูลใน TR product

[06:49:00] ได้นะครับเพราะว่าอะไรครับเพราะว่าตัว TR

[06:49:02] เนี่ยอ่าคำนิยามของมันก็คือจะไม่สามารถ

[06:49:06] เปลี่ยนแปลงข้อมูลสมาชิกได้นั่นเองโอเคนะ

[06:49:08] ครับสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะเปลี่ยน

[06:49:10] จากกางเกงบริเวณเสื้อแต่เปลี่ยนไม่ได้นะ

[06:49:14] ครับอ่าอันนี้ก็คือความแตกต่างระหว่าง tle

[06:49:17] กับ List นะครับแล้วถ้าเป็นิสล่ะอ่าผมยก

[06:49:20] ตัวอย่างเป็นการสร้างเป็นลิขึ้นมา

[06:49:22] เนาะอ่าสร้างเป็นลินะครับถ้าลิ์เนี่ยจะ

[06:49:25] สามารถแก้ไขข้อมูลได้นะครับโอเคนะฮะก็

[06:49:29] เปลี่ยนเป็นเสื้อได้แล้วแต่ถ้าเป็น tole

[06:49:32] เปลี่ยนไม่ได้นะครับเจ๊งเลยนะ

[06:49:38] ฮะโอเคนะครับอันนี้ก็คือความสามารถของตัว

[06:49:41] tro นะครับทุกคนก็จะเห็นะทีนี้ยไงต่อ

[06:49:45] สิ่งที่ผมต้องการนะครับก็คือตอนนี้อ่ะผม

[06:49:47] สามารถเข้าถึงข้อมูลสมาชิกที่อยู่ใน tro

[06:49:50] product ได้แล้วนะครับอ่าตามลำดับที่ผม

[06:49:54] ต้องการนะอย่างเช่นอยากจะได้กางเกงมาใช้

[06:49:56] ก็เป็น index ที่ 0 อยากจะได้ราคามาใช้ก็

[06:49:59] เป็น ind ที่ 1 อยากจะได้จำนวนสต๊อกมาใช้

[06:50:01] ก็เป็นอกที่ 2 2 อะไรประมาณนี้ต่อมาก็จะ

[06:50:04] เป็นการตรวจสอบอ่าเดี๋ยวเดี๋ยวผมขอกลับไป

[06:50:08] ปริ้นเหมือนเดิมก่อนอ่าปริ้น produc

[06:50:11] เหมือนเดิมก่อนนะ

[06:50:13] ฮะอ่าปิอ่ะในส่วนของการอ้างยิงอ่ะนี้ผม

[06:50:18] ลืมยกตัวอย่างไปเนาะต่อนที่เราทำการเข้า

[06:50:21] ถึงข้อมูลสมาชิกในอ่า TR product เนี่ย

[06:50:25] นะครับถ้ามีการเข้าถึงแบบลำดับจากด้าน

[06:50:30] หน้าไปด้านหลังเนี่ยตัวเลขจะเป็นค่าบวก

[06:50:33] ใช่มั้ยครับก็คือค่า 0 แล้วก็ค่าบวกแต่

[06:50:36] ถ้าต้องการอยากจะไล่จากหลังมาหน้าหรือว่า

[06:50:39] จากขวามาซ้ายนะครับก็จะเป็นติดลบอันนี้ก็

[06:50:43] จะเป็น -1 ใช่มั้ยครับอันนี้ก็จะเป็น -2

[06:50:45] อันนี้ก็จะเป็น -3 ก็จะได้ข้อมูลกางเกง

[06:50:49] 150 แล้วก็ 10 เหมือนเดิมแต่ว่าการนั่ง

[06:50:50] ยิงเนี่ยจะเปลี่ยนนะครับเราใส่เลข index

[06:50:53] เป็นค่าติดลบโอเคนะครับอ่าประมาณนี้นะ

[06:50:58] ครับประมาณนี้ต่อมาครับถ้าผมอ่าต้อง

[06:51:02] ต้องการอยากจะตรวจสอบเคนิข้อมูลนะครับที่

[06:51:04] อยู่ในส่วนของตัวแปรโปักนะอยากจะตรวจสอบ

[06:51:08] เคิข้อมูลเนาะแล้วก็ใช้ type เหมือนเดิม

[06:51:11] เลยนะครับ type product อมาดูซิว่าตัว

[06:51:16] แปร produc จะมีข้อมูลเป็นอะไรครับอ่าก็

[06:51:19] เป็น TR เห็นมฮะแล้วตัวแปร produc ของเรา

[06:51:23] เนี่ยนะครับมีจำนวนข้อมูลบรรจุอยู่ด้านใน

[06:51:27] กี่จำนวนนะครับแล้วก็ใช้เลนมาจัดการงส่วน

[06:51:29] นี้ได้นะครับก็จะเป็นเลน Product

[06:51:33] นะครับอ่ะลองกดรันดูซิอ่าก็จะมีอยู่ 3

[06:51:38] จำนวนนะครับก็คือกางเกง 150 แล้วก็ 10

[06:51:41] นั่น

[06:51:42] แหละโอเคนะครับอ้าประมาณนี้นะครับประมาณ

[06:51:45] นี้ต่อมาครับก็จะเป็นการแจกแจงครับการแจก

[06:51:50] แจงข้อมูลสมาชิกใน tole product ก็คือ

[06:51:55] เราสามารถที่จะกระจายหรือแจกแจงข้อมูลอ่า

[06:51:59] ที่บรรจุอยู่ในตัว tole product อออกมา

[06:52:02] เก็บลงในตัวแปรได้นะครับอย่างเช่นตอนนี้

[06:52:04] ผมมีข้อมูลอยู่ 3 ตัวผมต้องการอยจะสร้าง

[06:52:07] ตัวแปรขึ้นมานะครับเพื่อเก็บข้อมูลแต่ละ

[06:52:09] ตัวโดยเฉพาะนะครับอย่างเช่นกางเกงให้เก็บ

[06:52:12] โรงในตัวแปร name 150 ให้เก็บโรงเรตัว

[06:52:15] แปรไอะไรพวกนี้นะครับก็คือเราทำการสร้าง

[06:52:17] ตัวแปรขึ้นมาเพื่อที่จะให้เก็บอ่าข้อมูล

[06:52:21] และก็ชื่อก็มีการสื่อความหมายนะครับอย่าง

[06:52:25] เช่นถ้าเป็นเนมก็คือเป็นชื่อสินค้าถ้า

[06:52:27] เป็นไสก็ราคาสินค้าถ้าเป็นสต๊อกก็คือ

[06:52:30] จำนวนอ่าสินค้าที่อยู่ในคังอะไรพวกนี้นะ

[06:52:33] ครับจะมีวิธีการแจกแจงหรือกระจายยังไงนะ

[06:52:36] ครับวิธีการกระจายผมขอเรียกว่าเป็นการ

[06:52:38] กระจายเนาะการกระจายข้อมูลนะครับจากตัว

[06:52:42] tole product เราต้องประกาศเป็นตัวแปร

[06:52:45] ขึ้นมานะครับให้อ้างยิงตามจำนวนข้อมูลที่

[06:52:48] มีอยู่ใน Super Product ก็คือมีอยู่ 3

[06:52:51] จำนวนใช่มั้ยครับผมก็จะสร้างตัวแปรขึ้นมา

[06:52:54] 3 ตัวแปรครับก็คือตัวแปร name ตัวแปร

[06:52:57] Price แล้วก็ตัวแปรสต๊อกนะครับมีค่าเท่า

[06:52:59] กับตัว tole product ครับ

[06:53:03] tole product ก็จะทำการจับคู่ครับ

[06:53:05] กางเกงก็ไปเก็บลง name ครับ 150 ก็ไปเก็บ

[06:53:08] ลง Price 10 ก็ไปเก็บลงในสต๊อกนะครับผม

[06:53:11] ก็จะนำเอาข้อมูลที่อยู่ใน name Price

[06:53:14] Stock มาแสดงผลแทนการนั่งยิงเลข index

[06:53:17] นะครับอก็จะเป็น Price อันนี้ก็จะ

[06:53:22] เป็นสอกนะครับ

[06:53:25] แ่าผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมนะฮะเหมือนเดิมเลย

[06:53:29] ก็คือกางเกง 150 แล้วก็ 10 นะครับหรืออาจ

[06:53:34] จะเขียนครอบด้วยเครื่องหมายวงเล็บก็ได้นะ

[06:53:37] ครับก็สามารถทำงานได้เหมือนกันนะฮะ

[06:53:42] โอเคอก็เป็นกางเกง 150 แล้วก็ 10 นะ

[06:53:48] ครับหรือถ้าไม่ต้องการอยจะเก็บโรงเรนตัว

[06:53:51] แปรครับเราต้องการอยจะหยิบข้อมูลทุกๆตัว

[06:53:53] ที่อยู่ในอ่าตัว tole product นะครับมา

[06:53:56] ใช้งานก็สามารถใช้ for Loop มาจัดการได้

[06:54:00] นะครับก็จะเป็น for ไท

[06:54:03] in product นะครับตัวแปรไทมเราเปลี่ยน

[06:54:06] เป็นชื่ออื่นก็ได้นะครับอย่างเเป็น

[06:54:07] Element เป็น I เป็น C อะไก็ว่าไปนะครับ

[06:54:09] อันนี้ผมตั้งชื่อมันสือความหมายก็คือไทม

[06:54:12] เป็นการหยิบสิ่งของหรือว่าหยิบวัตถุหรือ

[06:54:15] หยิบข้อมูลจากตัว tole product มาทีละ

[06:54:18] ตัวแล้วก็นำมาใช้งานนะครับโดยผมจะนำมา

[06:54:21] แสดงผลเนาะก็จะเป็น

[06:54:22] ปริ Item นะครับอ่ะลองกดรันดู

[06:54:28] ซิก็จะได้ผลละเป็นกางเกง 150 แล้วก็ 10

[06:54:32] เหมือ

[06:54:33] เดิมโอเคนะครับก็ประมาณนี้ครับในเรื่อง

[06:54:36] ของการจัดการข้อมูลใน tle แบบเบื้องต้น

[06:54:39] เลยนะฮะไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงการกระจาย

[06:54:43] ข้อมูลนะครับแล้วก็การวน Loop ข้อมูลต่อ

[06:54:47] มาครับก็จะเป็นเรื่องของการเชื่อมสมาชิก

[06:54:50] ใน TR เข้าด้วยกันนะครับอ่ะผมจะยกตัว

[06:54:54] อย่างเนาะโดยทำการสร้าง TR ขึ้นมา 2 ก้อน

[06:54:56] นะครับก้อนแรกผมตั้งชื่อว่า

[06:54:59] คอ 1 และกันอ่ะเก็บ

[06:55:02] สีครับอ่ะเก็บชื่อของสีเหมือนเหมือนกับลิ

[06:55:05] เลยนะครับจะยกตัวอย่างเนาะแต่ว่าถ้าเป็น

[06:55:07] tle เราจะใช้อ่าวงเล็บเปิดปิดนะครับผม

[06:55:13] กำหนดเป็นสี de Green บูแล้วกันนะครับก็

[06:55:17] คือแดง

[06:55:18] เขียวแลก็น้ำเงินนะฮะโอเคอันนี้ก็คือสี

[06:55:27] กลุ่มแรกนะครับรายชื่อสีกลุ่มแรกอต่อมาก็

[06:55:31] จะเป็นเป็นสีกลุ่มที่ 2 นะครับอ่าผมจะ

[06:55:35] สร้างเป็นรูปแบบคำสั่ง tle เนาะแล้วก็

[06:55:38] ด้านในก็จะเป็นข้อมูลสีนะครับอเป็นดำกับ

[06:55:43] ขาวแล้วะกันดำอันนี้ก็จะเป็นขาวนะ

[06:55:49] ฮะอันนี้ก็คือวิธีการสร้าง tle ทั้ง 2

[06:55:52] แบบนะครับแบบแรกใช้สัญลักษณ์นะครับมี

[06:55:54] สมาชิก 3 ตัวแบบที่ 2 ก็คือใช้คำสั่ง TR

[06:55:58] นะครับหรือว่าฟังก์ชัน TR ้าในก็จะเป็น

[06:56:01] เ่ออ่าข้อมูลสมาชิกนะครับก็คือมี 2 ตัว

[06:56:05] คือดำกับขาวสิ่งที่ผมต้องการนะครับก็คือ

[06:56:08] อยากจะรวมสีเ้าด้วยกันอก็จะเป็น full

[06:56:11] Color ครับอ่ามีค่าเท่ากับ Color 1 +

[06:56:14] Color 2 ครับก็คือเอาสมาชิกจาก TR

[06:56:18] Color 1 กับ TR Color 2 มารวมกันนะ

[06:56:22] ครับเก็บลงใน TR ก้อนใหม่ก็คือ full

[06:56:25] Color นะผมก็จะลองปริ้น full Color ออก

[06:56:28] มาให้ทุกคนดูนะฮะอ่าได้ผลลัพธ์เป็นเท่า

[06:56:32] ไหร่

[06:56:34] นะครับแต่ผลลับก็คือแดงเขียวน้ำเงินดำขาว

[06:56:37] เห็นมฮะเราสามารถตรวจสอบ typ ได้ด้วยนะ

[06:56:41] ครับว่าเป็น TR อ่าว่าเป็นตัวแปรประเภท TR

[06:56:44] จริงๆนะครับในส่วนของตัว full Color

[06:56:47] เนี่ยก็จะเป็น full Color นะครับเป็น TR

[06:56:51] นะ

[06:56:53] ฮะโอเคนะครับและก็จำนวนสมาชิกทั้งหมดนะ

[06:56:57] ครับมาลองปริ้นออกมาดูเนาะอนี้ก็จะเป็น

[06:57:01] เลน ue Color นะครับโอเค

[06:57:07] อืมีอยู่ 5 จำนวนเห็นมั้ยฮะนอกเหนือจาก

[06:57:13] การนำเอาอ่า tle นะครับมาเชื่อมต่อกัน

[06:57:17] แล้วเรายังสามารถทำซ้ำสมาชิกใน tro ได้

[06:57:21] ด้วยนะครับอ่ะผมจะยกตัวอย่างเนาะโดยผมมี

[06:57:24] ข้อมูลเริ่มต้นที่อยู่ในอ่า TR full

[06:57:28] Color นะครับก็คือมีอยู่ 5 ตัวใช่มยอ่า

[06:57:31] มีอยู่ 5 ตัว

[06:57:32] นะครับก็คือแดงเขียวน้ำเงินดำขาวสิ่งที่

[06:57:35] ผมต้องการก็คืออยากจะทำซ้ำสมาชิก 5 ตัว

[06:57:38] นี้นะครับเพิ่มขึ้นมาอีกตัวนึงนะครับก็จะ

[06:57:42] ใช้เครื่องหมายดอกจันทครับหรือว่าการคูณ

[06:57:44] เนาะก็คือคูณ 2 จะมีสมาชิกที่ถูกสร้าง

[06:57:48] ขึ้นมา 5 ตัวนะครับอ่าอีกชุดนึงก็คือคูณ 2

[06:57:54] นะครับก็คือทำซ้ำ 2 ครั้งนะฮะอ่าผลลัพธ์

[06:57:58] ที่เกิดขึ้นนะครับอ่าก็จะเป็นแดงเขียว

[06:58:02] น้ำเงินดำขาวแดงเขียวน้ำเงินดำขาวเห็น

[06:58:04] มั้ยฮะอ่ามีอยู่มีข้อมูลซ้ำกันนะครับก็

[06:58:07] คือแบ่งเป็น 2 ชุดแต่ว่าเก็บลงใน full

[06:58:10] Color นั่นเองแต่ถ้าเป็น 3 ชุดล่ะก็ทำ

[06:58:12] ซ้ำ 3 เ่มั้ยครับก็คูณ 3 หรือว่าดอกจัน

[06:58:17] แล้วก็ 3 นะฮะอ่าก็จะได้ข้อมูลเป็นแดง

[06:58:20] เขียวน้ำเงินดำขาวนี่ก็คือตัวแรกใช่มั้ย

[06:58:23] ครับตัวที่ 2 เป็นแดงเขียวน้ำเงินดำขาว

[06:58:25] ตัวสเป็นแดงเขียนน้ำเงินดำ

[06:58:28] ขาวโอเคนะครับอ่าประมาณนี้นะครับประมาณ

[06:58:31] นี้อันนี้เป็นเรื่องของการเชื่อม tole

[06:58:36] เข้าด้วยกันและก็การทำซ้ำข้อมูลใน tle นะ

[06:58:40] ครับโดยใช้เครื่องหมายดอกจันหรือว่าการ

[06:58:43] คูณนั่น

[06:58:44] เองต่อมาก็จะเป็นการเข้าถึงข้อมูลสมาชิก

[06:58:48] ใน TR แบบกำหนดช่วงกันบ้างนะครับอ่ะผมจะ

[06:58:51] ย้ายดำกับขาวไปที่ตัวแปร Color แล้วกัน

[06:58:54] ตัวแปร Color 1 นะฮะอ่ะผมจะลบเหลือแค่

[06:58:57] Color นะอันนี้ขอกลับมาสร้างเป็น tle

[06:59:02] แค่ก้อนเดียวนะครับก็คือ Color เดี๋วผมก็

[06:59:05] จะปริ้นออกมาเนาะเป็น Color นะฮะการเข้า

[06:59:10] ถึงข้อมูลแบบช่วงนะครับของตัว tle เนี่ย

[06:59:14] ก็เหมือนกับ List เลยก็คือสามารถเข้าถึง

[06:59:17] แบบกำหนด index ที่เป็นค่าบวกค่าลบนะครับ

[06:59:20] กำหนดช่วงเริ่มต้นจุดสุดท้ายหรือว่า

[06:59:22] ตำแหน่งเริ่มต้นสุดท้ายได้เหมือนกับตัวลิ

[06:59:25] เลยนะฮะอ่ะผมจะยกตัวอย่างอย่างเช่นผม

[06:59:28] ต้องการอยากจะได้ข้อมูลอะไรดีเป็นน้ำเงิน

[06:59:33] ดำขาวแล้วกันนะครับน้ำเงินดำขาวโดยผมจะ

[06:59:37] ไล่จากซ้ายไปขวานะครับอจากซ้ายไปขวาก็คือ

[06:59:42] จากหน้ามาหลังนะครับโดยน้ำเงินเนี่ยเริ่ม

[06:59:44] ต้นที่ Index ที่เท่าไหร่นะครับก็จะเป็น 0

[06:59:47] 1 2 นะครับอ่ะเอาตั้งแต่ index ที่ 2

[06:59:50] ไปจนถึงตัวสุดท้ายเลยนะครับโดยวิธีการก็

[06:59:54] จะระบุเหมือนกับตัวิเลยก็คือเอาตั้งแต่ n

[06:59:56] ที่ 2 เป็นต้นไปก็จะเป็น 2 โคลอนนะครับก็

[07:00:00] จะได้ข้อมูลอ่าสมาชิกนะครับที่เป็นสี

[07:00:04] น้ำเงินดำแล้วก็ขาวออกมาเห็นมฮะอันนี้ก็

[07:00:09] จะเป็นเรื่องของการกำหนดช่วงผ่าน index

[07:00:13] ที่เป็นค่าบวกอแล้วถ้าเป็นค่าลบล่ะค่าลบ

[07:00:16] เราก็มาไล่เลยครับเป็น -1 อ่า -1 -2 -3

[07:00:20] นะครับเอาตั้งแต่ -3 เป็นต้นไปจนถึงตัว

[07:00:22] สุดท้ายใช่มครับนะก็จะระบุเป็น Color -3

[07:00:25] จนถึงตัวสุดท้ายผลรับที่เกิดขึ้นก็จะได้

[07:00:29] เป็นน้ำเงินดำขาวเหมือนเดิม

[07:00:32] อันนี้ก็จะเป็นวิธีการดึงข้อมูลโดยคิดจาก

[07:00:35] อ่าข้อมูลท้ายสุดเนาะก็คือเอาตั้งแต่ช่วง

[07:00:39] ที่กำหนดไปจนถึงตัวสุดท้ายทีนี้ถ้า

[07:00:41] ต้องการเด็กจะได้ข้อมูลตั้งแต่ช่วงแรกนะ

[07:00:44] ครับข้อมูลชุดแรกๆไปจนถึงช่วงที่กำหนด

[07:00:46] อย่างเช่นเดีกจะได้ข้อมูลแดงเขียวน้ำเงิน

[07:00:49] จะทำอย่างไรนะครับเราก็รู้อยู่แล้วว่าแดง

[07:00:52] มันเริ่มต้นที่ตำแหน่งแรกใช่มั้ยครับ

[07:00:54] เพราะฉะนั้นตำแหน่งแรกก็จะเริ่มต้นที่ 0

[07:00:56] เสมอใช่มั้ยครับก็ต้องก็ไม่จำเป็นต้อง

[07:00:59] ระบุช่วงเริ่มต้นแต่ว่าจะระบุช่วงสุดท้าย

[07:01:01] นะครับครับก็คือน้ำเงินอยู่ที่อด็กที่

[07:01:04] เท่าไหร่นะครับเป็น 0 1 2 นะครับตัวสุด

[07:01:07] ท้ายต้องบวก 1 นะครับก็จะเป็น 2 + 1 ก็

[07:01:08] จะเป็น 3 เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องการก็

[07:01:11] คือถ้าอยากจะได้สมาชิกแดงเฉียวน้ำเงินก็

[07:01:14] จะระบุช่วงเริ่มต้นก็คือตั้งแต่ index

[07:01:16] แรกเลยไปจนถึงก่อนอดกที่ 3 นั่นเองโอเคนะ

[07:01:20] ครับอ่าลองกดรันดูซิจะได้แดงเขียวน้ำเงิน

[07:01:23] หรือไม่นะ

[07:01:24] ฮะอก็จะเป็นแดงเขียวน้ำเงินนั่นเองต่อมา

[07:01:28] ครับก็จะเป็นเรื่องของการเข้าถึงข้อมูล

[07:01:32] สมาชิกใน tle แบบกำหนดช่วงเริ่มต้นกับตัว

[07:01:36] สุดท้ายนะก็คืออ่ามีการประกาศจุดเริ่มกับ

[07:01:39] จุดสุดท้ายหรือว่าอกซเริ่มต้นกับอกสุด

[07:01:41] ท้ายนะครับอย่างเช่นต้องการอยากจะได้ข้อ

[07:01:44] มูลเขียวกับน้ำเงินครับอ่าเขียวกับ

[07:01:48] น้ำเงินเราก็ต้องมาดูว่าเขียวเนี่ยเริ่ม

[07:01:50] ต้นที่ Index ที่เท่าไหร่แล้วก็น้ำเงิน

[07:01:52] เนี่ยสิ้นสุดที่ Index ที่เท่าไหร่นะครับ

[07:01:55] โดยการเข้าถึงเนี่ยผมจะยกตัวอย่าง 2 กรณี

[07:01:59] ก็คือกรณีที่เลข index เป็นค่าบวกครับอีก

[07:02:02] กรณีก็คือเลขอิกเป็นค่าติดลบนะครับขอ

[07:02:05] เริ่มต้นที่ค่าบวกก่อนนะครับอ่าอยากจะได้

[07:02:07] สีเขียวใช่มก็ไล่จากหน้าไปหลังหรือว่าจาก

[07:02:12] ซ้ายไปขวานะครับเป็น 0 1 อ่ะนั้นเพราะ

[07:02:14] ฉะนั้นจุดเริ่มต้นก็จะเป็น 1 น้ำเงินล่ะ

[07:02:17] น้ำเงินก็เป็น 2 ใช่มั้ยครับแต่ว่าตัว

[07:02:20] ท้ายเนี่ยต้องบวก 1 ด้วยนะครับก็จะเป็น 3

[07:02:24] นั่นเองเพราะฉะนั้นนะครับอ่าถ้าต้องการ

[07:02:28] เด็กจะได้เขียวกับน้ำเงินมาใช้ก็จะระบุ

[07:02:31] เ่ออ่าช่วงข้อมูลนะครับในอ่า TR Color

[07:02:36] TR Color นะครับก็คือตั้งแต่ index ที่

[07:02:38] 1 ก่อน index ที่ 3 นะครับก็คือ index

[07:02:41] ที่ 1 กับ 2 นั่นเองเราก็จะได้ข้อมูล

[07:02:45] เขียวกับน้ำเงินนะครับมาใช้งานอันนี้กรณี

[07:02:50] ที่เลข index เป็นค่าบวกแต่ถ้าเป็นค่าลบ

[07:02:54] นะค่าลบเราก็จะไล่จากหลังไปหน้านะครับก็

[07:02:56] คือ -1 -2 -3 -4 เพราะฉะนั้นจุดเริ่ม

[07:03:01] ต้นจะเป็น -4 นะครับส่วนน้ำเงินจะเป็น -3

[07:03:06] ใช่มั้ยครับแต่ -3 ต้องไป + 1 ด้วยนะ

[07:03:08] ครับก็คือ -2 นั่นเองก็คืออยู่ในช่วง

[07:03:12] -4 นะครับไปจนถึงก่อน -2 นั่นเองก็จะได้

[07:03:16] เขียวกับน้ำเงินมาใช้นะ

[07:03:21] ฮะโอเคครับผมก็ประมาณนี้ครับในเรื่องของ

[07:03:25] การกำหนดช่วงข้อมูลนะอันนี้ทุกคนอย่างงนะ

[07:03:27] ถ้าไล่จากหลังมาหน้านะครับก่อนถึง -2 ก็

[07:03:32] คือ -3 นะครับเพราะฉะนั้นเลขยด็ที่

[07:03:34] ต้องการก็คือ - 4 กับ -3 นะครับแต่ตอน

[07:03:36] ที่เราทำการกำหนดช่วงเนี่ยอันนี้ต้อง + 1

[07:03:39] เสมอนะฮะต่อมาครับก็จะเป็นเรื่องของการ

[07:03:43] ใช้ฟังก์ชันสำหรับจัดการสมาชิกใน tro กัน

[07:03:46] บ้างนะครับซึ่งจะมี 2 ตัวก็คือฟังก์ชัน

[07:03:50] สำหรับอ่าค้นหาข้อมูลกับฟังก์ชันสำหรับ

[07:03:53] นับข้อมูลซ้ำฟังก์ชันสดับค้นหาข้อมูลก็

[07:03:57] คือฟังก์ชัน index นะครับเป็นการบอกเลข

[07:03:59] index ที่เป็นการเก็บข้อมูลสมาชิกที่เรา

[07:04:02] สนใจนะครับอย่างเช่นผมต้องการอยากจะทราบ

[07:04:04] ว่าอ่าสีดำเนี่ยอยู่ที่ Index ที่เท่า

[07:04:07] ไหร่นะครับวิธีการครับเราก็จะเข้าไปที่

[07:04:11] ตัวแปร tole Color แล้วก็เรียกใช้

[07:04:14] ฟังก์ชันนะครับก็คืออ่าฟังก์ชันที่ชื่อ

[07:04:16] ว่า index นะครับด้านใน index ก็จะเป็น

[07:04:18] ข้อมูลสมาชิกของเราครับนั่นก็คือสีดำเนาะ

[07:04:21] ที่เราต้องการนะ

[07:04:24] ฮะอันนี้ต้องการแต่ทราบว่าใน tole Color

[07:04:29] เนี่ยมีสีดำหรือไม่ถ้ามีเนี่ยอยู่ที่

[07:04:32] Index ที่เท่าไหร่นะครับให้บอกเลข index

[07:04:34] มาก็จะเป็นอ่า index ที่ 3 นะครับก็คือ 0

[07:04:38] 1 2 3 เห็นมยฮะอ่ะแล้วถ้าเป็นสีอื่น

[07:04:41] ล่ะที่มันไม่มีนะครับอย่างเช่นอ่าเป็นสี

[07:04:45] เหลืองมีมั้ยสีเหลืองสีเหลืองไม่มีนะฮะ

[07:04:48] ถ้าไม่มีเนี่ยจะได้ผลลัพธ์เป็นยังไงนะ

[07:04:52] ครับมันก็จะแจ้ง Error นะครับว่ามันไม่มี

[07:04:55] ข้อมูลสีเหลืองอยู่ในตัวอ่า TR Color

[07:04:59] นั่นเองต่อมาก็จะเป็นเป็นฟังก์ชันสำหรับ

[07:05:03] นับจำนวนสมาชิกที่อยู่ในตัว tle ของเรานะ

[07:05:09] ครับว่ามันมีค่านี้อยู่กี่ค่านะครับหรือ

[07:05:12] ว่ามีค่าซ้ำกันกี่จุดนั่นเองเนาะอ่ะอย่าง

[07:05:15] เช่นผมต้องการอยากจะทราบว่าในท Color

[07:05:18] เนี่ยนะครับมีค่าสีแดงกี่ค่าอ่าผมก็จะ

[07:05:20] เปลี่ยนจากตัว index ตัวนี้นะครับไปเป็น

[07:05:22] เคแล้วก็วงเล็บแิดนะครับตามด้วยข้อมูลที่

[07:05:25] ผมต้องการอยากจะนับนะครับก็คืออยากจะนับ

[07:05:27] สีแดงเนาะอ่ามีสีแดงอยู่กี่ค่านะครับก็

[07:05:30] นับออกมาซึ่งตอนตอนี้มันก็จะมีอยู่แค่ 1

[07:05:33] ค่าใช่มั้ยครับอ่ะแล้วถ้าผมเพิ่มแดงไปอีก

[07:05:35] นะครับเพิ่มแดงไปอีกเนาะเพิ่ม

[07:05:39] แดงไปอีกสัก 2 ตัวนะครับก็จะมี 3 ค่าใช่

[07:05:43] มั้ยรอบนี้อ่ะลองกดรัน

[07:05:45] ดูโอเคก็จะเป็น 3 เห็นมั้ย

[07:05:49] ฮะครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการใช้ tle

[07:05:54] นะครับในภาษา python ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง

[07:05:56] ของการจัดการสมาชิกหรือการใช้งานตัว

[07:05:59] ฟังก์ชันพื้นฐานนะครับสำหรับทำงานกับตัว

[07:06:02] ทุพ่อก็คือ index กับเคนะครับก็จะได้ผล

[07:06:05] ลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้น

[07:06:16] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[07:06:20] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับเซตใน

[07:06:22] ภาษา python กันนะครับเซตนะครับเป็นชนิด

[07:06:26] ข้อมูลที่ใช้สำหรับเก็บกลุ่มของข้อมูล

[07:06:29] ประเภทเดียวกันหรือต่างประเภทกันกันได้นะ

[07:06:32] ครับมีลักษณะการทำงานคล้ายกับ tle ก็คือ

[07:06:35] ข้อมูลที่เก็บในเซตนะครับไม่สามารถ

[07:06:37] เปลี่ยนแปลงค่าได้นั่นเองนะฮะโดยข้อมูล

[07:06:41] หรือสมาชิกที่เก็บในเซตนั้นนะครับต้องมี

[07:06:44] ค่าไม่ซ้ำกันครับแล้วก็เซตเนี่ยจะไม่มี

[07:06:47] เลขิเดกกำกับข้อมูลนั่นหมายถึงข้อมูลที่

[07:06:50] อยู่ในเซตนั้นนะครับจะไม่มีการเรียงลำดับ

[07:06:53] ข้อมูลที่เก็บในเซตจะเขียนครอบด้วย

[07:06:55] เครื่องหมายปีกการเปิดปิดนะฮะอันนี้ก็คือ

[07:06:58] คำนิยามของเซตนะครับโดยการสร้างสร้างเซต

[07:07:01] จะแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบนะครับแบบแรกก็คือ

[07:07:03] ประกาศเป็นชื่อตัวแปรเซตมีค่าเท่ากับปีก

[07:07:06] การเปิดปิดแล้วก็ข้อมูลด้านในนะครับวิธี

[07:07:09] ที่ 2 ก็จะใช้อ่าคำสั่งเซตนะครับมาเขียน

[07:07:13] ครอบข้อมูลโดยจะเขียนในพื้นที่ของวงเล็บ

[07:07:15] เปิดปิดนะฮะอันนี้ก็คือการสร้างเซตนะครับ

[07:07:20] ต่อมาก็จะเป็นจำนวนสมาชิกในเซตนะครับแล้ว

[07:07:22] ก็ใช้คำสั่งเลนเหมือนเดิมเลยนะครับตาม

[07:07:25] ด้วยตัวแปรเซตของเรานะครับในนี้ผมยกตัว

[07:07:28] อย่างเป็นตัวแปรสกอเนาะแล้วก็การเก็บข้อ

[07:07:32] มูลก็จะเป็น 190 80 นะครับแต่ว่าจะไม่มี

[07:07:34] การเรียงลำดับนะครับเพราะฉะนั้นในเซตจะ

[07:07:36] ไม่มีเลข index การอ่าดูข้อมูลในเซตในแต่

[07:07:40] ละรอบเนี่ยข้อมูลอาจจะมีการสลับตำแหน่ง

[07:07:43] กันนะครับอาจจะไม่ใช่เป็น 190 80 นะครับ

[07:07:45] อาจจะเป็น 80 1890 ก็ได้นะครับอ่าอันนี้

[07:07:49] ผมยกตัวอย่างในเรื่องของการเก็บข้อมูล

[07:07:52] เนาะต่อมาก็จะเป็นการเข้าถึงสมาชิกในเซต

[07:07:55] นะครับก็ใช้ Loop อก็ทำเหมือนกันกับตัว

[07:07:58] List แลก็ตัว tle เลยนะก็คือ for Item

[07:08:02] in ตามด้วยชื่อของเตของเรานะ

[07:08:05] ฮะการค้นหาข้อมูลสมาชิกในเตนะครับก็จะ

[07:08:09] ระบุเป็นข้อมูลที่ต้องการค้นหาแล้วก็คำ

[07:08:11] สั่ง in แล้วก็ชื่อตัวแปร Set นะครับต่อ

[07:08:15] มาครับก็จะเป็นฟังก์ชันสำหรับจัดการเซตนะ

[07:08:18] ครับก็คือกลุ่มคำสั่งพิเศษที่มีอยู่ใน

[07:08:21] ภาษา python อยู่แล้วนะครับสำหรับนำมาจัด

[07:08:23] การข้อมูลประเภทเซตโดยเฉพาะนะครับโดยมี

[07:08:26] โครงสร้างคำสั่งก็คือเราจะนำเอาตัวแปร

[07:08:29] ประเภทเซตนะครับมาเลียกใช้งานก็จะระบุ

[07:08:31] เป็นตัวแปลประเภทเซตเครื่องไม้จุดแล้วก็

[07:08:33] ชื่อฟังก์ชันนะครับโดยฟังก์ชันจัดการเซต

[07:08:36] ก็จะมีอยู่หลายตัวนะครับอย่างเช่น

[07:08:37] ฟังก์ชัน App นะเป็นการเพิ่มสมาชิกใหม่ 1

[07:08:40] รายการฟังก์ชันอัปเดตเป็นการเพิ่มสมาชิก

[07:08:43] ใหม่แบบหลายรายการในครั้งเดียวนะครับ

[07:08:45] ฟังก์ชัน discard เป็นการลบสมาชิกที่ระ

[07:08:48] บวกจากเซตนะครับในกรณีที่เรามีเซตมากกว่า

[07:08:52] 1 เซตนะครับต้องการนำมาดำเนินการกันใน

[07:08:55] รูปแบบของเซตเนาะก็คือการดำเนินการในเซต

[07:08:58] นะครับเราจะใช้ฟังก์ชันอยู่ด้วยกัน 3 ตัว

[07:09:01] ก็คือ Union intersection แลก็

[07:09:04] difference นะครับ Union จะเป็นฟังก์ชัน

[07:09:06] ระดับรวมสมาชิกในเซต a และก็เซต b เข้า

[07:09:10] ด้วยกันนะครับกรณีที่เรามีเซตมากกว่า 1

[07:09:12] เซตเนาะอย่างเช่นเรามีเซต a กับเซต B นะ

[07:09:14] ครับต้องการอยจะนำเอาสมาชิกในเซต a กับ B

[07:09:17] เนี่ยเอามารวมกันก็จะเรียกใช้ฟังก์ชันียน

[07:09:20] นะครับต่อมาก็จะเป็นฟังก์ชัน intersection

[07:09:23] นะครับก็คือเป็นการนำเอาข้อมูลสมาชิกใน

[07:09:27] เซต a และก็ข้อมูลสมาชิกในเซต B ที่มี

[07:09:30] ร่วมกันนะครับมาใช้งานตัวสุดท้ายก็คือ

[07:09:32] Reference นะครับอ่าเป็นการนำเอาสมาชิก

[07:09:35] ที่มีอยู่ในเต a เท่านั้นนะครับมาใช้งาน

[07:09:37] ก็คือสมาชิกที่อยู่ในเต a แต่ไม่มีอยู่ใน

[07:09:40] เซต B อันนี้ก็จะเป็นแผนภาพการดำเนินการ

[07:09:43] ในเซตนะครับ Union รวมเซตทั้งคู่นะครับก็

[07:09:46] คือเซต a กับ B intersection ก็คือเอา

[07:09:49] เฉพาะข้อมูลที่เหมือนกันระหว่าง a กับ B

[07:09:51] นะครับมาใช้งานส่วน difference ก็คือนำ

[07:09:53] เอาเฉพาะข้อมูลที่มีอยู่ใน a เท่านั้นมา

[07:09:56] ใช้นะฮะอ่าเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการสร้างเซต

[07:10:00] แลก็การดำเนินการในเซตกันนะครับว่ามีขั้น

[07:10:02] ตอนการใช้งานอย่างไรกลับมาที่ vs Code

[07:10:05] นะครับในส่วนของการสร้างเซตขึ้นมาใช้งาน

[07:10:08] เนี่ยนะครับก็คือการเก็บกลุ่มข้อมูลนะ

[07:10:11] ครับเข้ามาไว้ในตัวแปร 1 ตัวนะครับโดยตัว

[07:10:14] แปรดังกล่าวจะเป็นตัวแปรประเภทเซตเนาะโดย

[07:10:17] เอ่อเซตเนี่ยจะเป็นการเก็บข้อมูลที่ไม่

[07:10:20] ซ้ำกันแลก็ไม่มีลำดับนะฮะอ่าผมจะยกตัว

[07:10:24] อย่างโดยทำการสร้างเซตที่ชื่อว่า Animal

[07:10:26] ขึ้นมาแล้วกัน Set Animal จะเก็บรายชื่อ

[07:10:28] ของสัตว์ครับอ่าจากที่เป็นผ่ามาเนี่ยเรา

[07:10:31] เก็บแค่เราเก็บข้อมูลสีเยอะและขอเปลี่ยน

[07:10:34] ใหม่แล้วกันนะครับเปลี่ยนไปเป็นการเก็บ

[07:10:36] ข้อมูลสัตว์บ้างนะครับอย่างเช่นสัตว์ของ

[07:10:39] ผมเนี่ยก็จะมีอะไรดีอ่ามีหมานะครับมีแมว

[07:10:44] นะครับโดยข้อมูลที่ระบุจะระบุในพื้นที่

[07:10:47] ปิดการเปิดปิดนะครับเพราะฉะนั้นตัว Animal

[07:10:49] ก็จะถือว่าเป็นตัวแปรประเภทเซตนั่นเองมี

[07:10:51] ข้อมูลเริ่มต้น 2 ตัวก็คือหมาแมวอ่ะอาจจะ

[07:10:54] เอาตัวอื่นมาก็ได้นะครับอ่ะอย่างเชอย่าง

[07:10:56] เช่นมีอะไรมีสิงโตแล้วกันอ่ะ

[07:11:00] สิงโตนะครับมีเสืออะไรประมาณนี้ข้อมูลที่

[07:11:04] อยู่ในเซตเนี่ยสามารถเก็บอ่าใชนี้ข้อมูล

[07:11:07] ที่ต่างกันได้นะครับอย่างเช่นเก็บค่าชก็

[07:11:09] ได้นะครับอ่าเก็บตัวเลขก็ได้นะครับ 100

[07:11:12] อะไรก็ว่าไปก็คือเก็บข้อความเก็บบูีเก็บ

[07:11:16] อ่าตัวเลขจำนวนเต็มนะฮะจากนั้นผมก็จะนำ

[07:11:19] เอาตัว Set Animal นะครับมาใช้งานนะก็จะ

[07:11:23] ลองปริ้นออกมาดูเนาะนะปริ้น Animal นะฮะ

[07:11:27] ลองกดรันผลลัพธ์นะครับ

[07:11:31] ข้อมูลที่ได้ก็จะเป็นชู 100 สิงโตเสือหมา

[07:11:34] แมวเห็นม

[07:11:37] ฮะทุกคนจะสังเกตว่าเอ๊ะทำไมสมาชิกในเซต

[07:11:41] ของเราเนี่ยมันไม่เรียงลำดับนะครับหมาน่า

[07:11:44] จะเริ่มต้นก่อนใช่มั้ยตามด้วยแมวสิงโตนะ

[07:11:46] ครับแต่ว่าเซตเนี่ยมันไม่ได้เหมือนกับตัว

[07:11:50] List แล้วก็ TR นะครับที่ตัวไเข้าก่อนจะ

[07:11:53] แสดงผลก่อนนะครับหรือว่าอยู่ด้านหน้าตัว

[07:11:55] ในเข้าหลังก็อยู่ด้านหลังอะไรพวกนี้นะ

[07:11:57] ครับเซตจะไม่ไม่เป็นแบบนั้นก็คือมันไม่มี

[07:11:59] ลำดับถ้าผมลองอีกครั้งนึงนะครับนะข้อมูล

[07:12:02] ก็จะอยู่คนละอย่างกับตัวแรกเลยนะครับอัน

[07:12:06] นี้หมามาก่อนแล้วก็ู 100 เห็นมั้ยรอบรอบ

[07:12:09] ต่อมาก็จะเป็นอะไรทีนี้ก็คือมันไม่มี

[07:12:11] ลำดับที่ชัดเจนนะครับอนี้แมวขึ้นก่อน

[07:12:14] สิงโตชูหมา 100 อะไรก็ว่าไปนะครับอันนี้

[07:12:18] ก็คือหน้าตาข้อมูลที่อยู่ในเซตครับโดยข้อ

[07:12:21] มูลที่อยู่ในเซตอ่ะเดี๋ยวผมขอยกตัวอย่าง

[07:12:23] เป็นอ่าข้อมูลชื่อของสัตว์เนาะมีหมาแมว

[07:12:27] สิงโตแล้วก็เสือนะ

[07:12:30] ครับโอเคนะฮะอันนี้ก็คือข้อมูลเรารัน

[07:12:33] ครั้งที่ 1 เนาะมาดูครั้งที่ 2 ครับทีนี้

[07:12:36] ดูครั้งที่ 2 อ่าเป็นแมวหมาขึ้นก่อนอ่า

[07:12:40] อันแรกเป็นหมาอันที่ 2 เป็นแมวนะฮะอันที่

[07:12:42] 3 เป็นอะไรที

[07:12:43] นี้อ่าเป็นเสือนะครับทีนี้ถ้าผมทำการอ่า

[07:12:49] เพิ่มข้อมูลนะครับเข้าไปอีกอย่างเช่นผม

[07:12:52] เพิ่มแมวเข้าไปครับทีนี้จะสังเกตว่าผมมี

[07:12:56] ข้อมูลซ้ำใช่มั้ยก็คือแมวอ่ะมาดูซิว่าเซต

[07:12:58] จะทำยังไงถ้ามีข้อมูลซ้ำนะครับมันจะเอา

[07:13:01] อ่าข้อมูลที่ซ้ำเนี่ออกไปเลยนะครับเพราะ

[07:13:04] ว่าสมาชิกที่อยู่ในเซตเนี่ยห้ามมีข้อมูล

[07:13:08] ที่ซ้ำกันนะครับเพราะฉะนั้นผมก็จะมีแมล

[07:13:10] แค่ค่า

[07:13:13] เดียวโอเคนะครับอ่าประมาณนี้นะครับประมาณ

[07:13:16] นี้นี่ก็คือข้อมูลที่อยู่ในเซตนะครับไม่

[07:13:20] มีลำดับและมีค่าไม่ซ้ำกันต่อมาก็จะเป็น

[07:13:25] การตรวจสอบ type นะครับอ่ะลองเช็ค type

[07:13:27] ดูว่าตัวแปร Animal เนี่ยมี type เป็น

[07:13:30] อะไรหรือว่ามีนี้ข้อมูลเป็นอะไรนะฮะก็

[07:13:34] เป็นเซตใช่มั้ยอเป็นเซตนะครับแล้วจำนวน

[07:13:39] ข้อมูลนะครับหรือว่าสมาชิกที่อยู่ใน

[07:13:41] Animal เนี่ยมีกี่จำนวนนะครับก็ใช้คำ

[07:13:44] สั่งเลนตรวจสอบซึ่งมันก็มีอยู่ 4 จำนวน

[07:13:48] ใช่มั้ยครับโอเคเดี๋ยวผมจะลองเพิ่มข้อมูล

[07:13:51] เข้าไปอีกนะครับ

[07:13:53] อ่ามีหมาแมวสิงโตเสือนะครับอ่ะมีช้างนะฮะ

[07:13:59] อ่ะเพิ่มช้างเข้ามาเพราะฉะนั้นนะครับข้อ

[07:14:03] มูลล่าสุดที่อยู่ใน Set Animal ก็คือมี

[07:14:05] อยู่ 5 จำนวนนั่นเองนะครับแต่ว่าภายใน 5

[07:14:09] จำนวนนี้จะไม่มีการเรียงลำดับนะครับว่า

[07:14:12] ตัวไหนมาก่อนอยู่ก่อนตัวไหนมาหลังอยู่

[07:14:14] หลังไม่ใช่นะฮะมันจะมีการสลับตำแหน่งกัน

[07:14:18] อยู่ตลอดเวลานะครับตอนที่เรานำไปใช้งาน

[07:14:20] นี่คือสิงตัวขึ้นก่อนเห็นมั้ยฮะต่อมาก็จะ

[07:14:23] เป็นอะไรอ่าเป็นสิงอ่ะสิงโตขึ้นก่อนแต่

[07:14:27] ว่าจะเป็นหมาแมวเสือแล้วก็ช้าง

[07:14:31] นะครับต่อมาก็จะเป็นการเข้าถึงข้อมูลนะ

[07:14:34] ครับถ้าเราเราต้องการเด็กจะหยิบอ่าสมาชิก

[07:14:37] ทุกตัวนะครับใน Set Animal มาใช้งานก็

[07:14:40] สามารถใช้ for Loop นะครับเข้าถึงได้เลย

[07:14:43] นะเพราะว่าตัวเซตเนี่ยมันไม่มีลำดับใช่

[07:14:46] ไมมไม่ต้องอ้างยิงผ่านเลข index แล้วถ้า

[07:14:48] ต้องการดึงข้อมูลก็ใช้วิธีการ Loop ข้อ

[07:14:51] มูลอย่างเดียวนะครับอ่ะอย่างเช่นผมอ่อ

[07:14:55] Loop ข้อมูลเนาะผมสร้างตัวแปรชื่อว่า

[07:14:58] Item มาแล้วกันนะครับก็คือ for Item in

[07:15:00] Set หม้อนะครับแล้วก็ปริ้นไทมออก

[07:15:04] มาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะ

[07:15:07] ครับอก็จะเป็นหมาแมวสิงโตช้างเสือนะครับ

[07:15:12] อ่ะลองอีกครั้งนึงข้อมูลตัวแรกเป็นหมา

[07:15:17] เป็นสิงโตเป็นเสือเป็นช้างเป็นแมวเมันไม่

[07:15:21] มีลำดับที่ตายตัวนะฮะต่อมาครับก็จะเป็น

[07:15:25] การค้นหาข้อมูลในเซตนะครับโดยใช้คำสั่งก็

[07:15:31] คือคำสั่ง in นะฮะผมต้องการจะตรวจสอบว่า

[07:15:35] ใน Set Animal เนี่ยมีมีน้องหมาหรือ

[07:15:37] เปล่าอผมก็จะลองค้นนะครับเอก็ปริ้นนะครับ

[07:15:40] น้อง

[07:15:41] หมานะครับก็คือ in นะครับอ่าอยู่ในกลุ่ม

[07:15:46] ของเซต Animal หรือไม่นะครับซึ่งทุกคนก็

[07:15:49] เห็นอยู่แล้วว่ามันมีใช่มยอ่ะผลลัพธ์ที่

[07:15:51] เกิดขึ้นนะครับก็จะได้ผลลัพธ์เป็นูกลับ

[07:15:55] ออกมาก็คือมีน้องหมาอยู่ในกลุ่มของ Set

[07:15:58] Animal อแล้วถ้าเป็นกบล่ะมีกบมั้ยกบไม่

[07:16:02] น่าจะมีนะไม่มีเลยแหละนะกบถ้าไม่มีก็จะ

[07:16:05] ขึ้นบอกว่าเป็น fal ใช่ไหมมครับก็คือไม่

[07:16:09] มีกบอยู่ในกลุ่มของ Set Animal นั่นเอง

[07:16:13] อันนี้ก็คือขั้นตอนการสร้างเซตขึ้นมาใช้

[07:16:16] งานนะครับพร้อมกับขนวดค่าเริ่มต้นเนาะ

[07:16:18] แล้วก็ทำการตรวจสอบข้อมูลที่อยู่ในเซตของ

[07:16:21] เรานะครับก็คือ Set Animal ทีนี้นะครับ

[07:16:24] ผมต้องการอยากจะให้อ่าตัว Set Animal นะ

[07:16:28] ครับอ่ะเดี๋ยวผมขอแสดงข้อมูลก่อนตอนนี้ผม

[07:16:32] มีข้อมูลเริ่มต้น 5 จำนวนใช่มั้ยครับมี

[07:16:35] ช้างมีแมวมีหมามีเสือมีสิงโตอะไรก็ว่าไป

[07:16:38] นะฮะผมต้องการอยจะเพิ่มอ่าข้อมูลของสัตว์

[07:16:43] เข้าไปเพิ่มนะครับในใน Set Animal เนี่ย

[07:16:45] อยากจะเพิ่มเข้าไป 1 รายการนะครับวิธีการ

[07:16:48] เพิ่มก็ง่ายมากครับเราก็เข้าไปที่ตัวแปร

[07:16:51] เซตของเราแล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชันที่ชื่อ

[07:16:53] ว่าฟังก์ชันแอนะครับแล้วก็วงเล็บเปิดผิด

[07:16:55] น้าในก็จะเป็นข้อมูลที่ต้องการเดีจะเพิ่ม

[07:16:57] เข้าไปนะครับอย่างเช่นผมเพิ่มเป็ดเข้าไป

[07:17:00] แล้วกันนะฮะเพิ่มน้องเป็ด

[07:17:03] นะอ่าเพิ่มน้องเป็ดนะครับ

[07:17:07] โอเคกดรันดู

[07:17:10] ฮะมาดูซิว่าจะมีการเพิ่มน้องเป็ดเข้าไป

[07:17:13] หรือเปล่านะครับก็จะมีหมาช้างสิงโตเป็ด

[07:17:16] แมวเสือนะครับอันนี้ก็คือเพิ่มแค่ 1 ราย

[07:17:19] การแต่ถ้าเราต้องการเนี่ยจะเพิ่มมากกว่า 1

[07:17:22] รายการล่ะเราก็จะใช้ฟังก์ชันที่ชื่อว่า

[07:17:24] อัพเดตนะครับก็จะเป็น do อัพเดตแล้วก็วง

[07:17:28] เล็บเปิดปิดนะครับด้านในก็จะเป็นเซตตัว

[07:17:30] ใหม่ครับอก็คือวงเลขเปิดบิดซ้อนนะครับอ่ะ

[07:17:33] อย่างเช่นผมเพิ่มหมูเข้าไปนะครับกับราฟ

[07:17:39] เนาะอันนี้ก็คือในกรณีที่เรามีการเพิ่ม

[07:17:42] ข้อมูลมากกว่า 1 รายการนะ

[07:17:45] ครับ

[07:17:47] โอเคอ่าลองกดรันดูซิข้อมูลล่าสุดนะครับ

[07:17:53] ที่อยู่ใน Animal ก็คือมีหมาสิงโตช้าง

[07:17:55] ยีราฟแมวเป็ดเสือหมูนะครับอ่ะมีหมูเพิ่ง

[07:17:59] เข้ามามียีราฟเพิ่มเข้ามานะครับอันนี้

[07:18:03] เป็นการเพิ่มข้อมูล 1 รายการอันนี้มาก

[07:18:06] กว่า 1 ราย

[07:18:07] การต่อมาครับถ้าผมทำการสร้างเซตขึ้นมา

[07:18:11] ใหม่

[07:18:12] ครับอย่างเช่นเป็นเซตของสัตว์เลี้ยงบ้าง

[07:18:14] ทีนี้ผมสร้างเซตที่ชื่อว่าเพชรและกันที่

[07:18:19] แปลว่าสัตว์เลี้ยงเนาะโดยผมจะเรียกใช้คำ

[07:18:22] สั่งเซตนะครับรอบนี้ก็จะเป็นเซตวงเล็บ

[07:18:25] เปิดปิดนะครับด้านในก็จะเป็นข้อมูลสมาชิก

[07:18:28] ที่อยู่ในเซตสัตว์เลี้ยงนะครับก็จะมีหมา

[07:18:32] นะครับมีแมวต่อมาก็จะเป็นกระต่ายอ่ะ

[07:18:38] กระต่ายก็เป็นสัตว์เลี้ยงนะฮะต่อมาก็เป็น

[07:18:40] เม่นนะฮะอเม่นก็เป็นสัตว์เลี้ยงอันนี้ก็

[07:18:43] คือสเตตก้อนที่ 2 นะครับอ่าผมก็จะนำเอา

[07:18:46] สตตก้อนที่ 2 เนี่ยมาแสดงผลก็คือเพชรใช่

[07:18:49] มั้ยครับอ่าลองกดรัน

[07:18:53] ดูตอนนี้นะครับผมมีเซตอยู่ด้วยกัน 2 ก้อน

[07:18:57] นะครับก้อนแรกก็คือเป็น Animal อ่าเป็น

[07:19:00] สัตว์ข้อที่ 2 ก็เป็นสัตว์เหมือนกันแต่

[07:19:02] ว่าจะเป็นสัตว์เลี้ยงนะครับก็คือมีหมามี

[07:19:04] แมวมีกระต่ายแล้วก็มีเม่นนะฮะสิ่งที่ผม

[07:19:08] ต้องการก็คืออยากจะนำเอาข้อมูลนะครับใน

[07:19:11] เซต 2 ตัวนี้มาดำเนินการกันนะ

[07:19:15] ครับมันเนือนกันอย่างเช่นนำมารวมกันเป็น

[07:19:18] ก้อนเดียวกันเนาะอ่ะจะมีวิธีการอย่างไรนะ

[07:19:23] ครับผมก็จะทำการสร้างเอ่อตัวแปรเซตขึ้นมา

[07:19:28] อีกตัวนึงนะครับตั้งชื่อว่า Data แล้วกัน

[07:19:30] ตัว Set Data ตัวนี้นะครับจะเก็บผลลัพธ์

[07:19:33] จากการรวมสมาชิกที่อยู่ใน Set Animal

[07:19:36] กับ P เข้าด้วยกันนะครับโดยการรวมสมาชิก

[07:19:39] เข้าด้วยกันเนี่ยเราจะใช้การดำเนินการเซต

[07:19:42] ที่ชื่อว่า Union นะครับก็จะเป็น Animal

[07:19:45] รวมกับ Union อ่ารวมกับตัวเพชเนาะก็คือ

[07:19:48] ได้ใช้ฟังก์ชัน Union นะครับในฟังก์ชัน

[07:19:50] Union ก็จะระบุชื่อเซตที่เราต้องการอย่า

[07:19:53] จะนำไปรวมกับ Animal นะครับนก็คือ P นั่น

[07:19:56] เองแล้วก็ลองปริ้นอลงมาดูนะครับก็ปิ้ Data

[07:20:00] หนนะ

[07:20:03] ฮะมาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะ

[07:20:07] ครับอ่าเซตตัวแรกนะครับจะเป็นข้อมูลของ

[07:20:12] Set Animal นะครับมีหมามีเสือยีราฟแมว

[07:20:15] หมูช้างสิงโตเป็ดนะครับตัวที่ 2 จะเป็น

[07:20:19] เพชรใช่มั้ยครับเป็นสัตว์เลี้ยงก็คือแมว

[07:20:21] หมากระต่ายเม่นนะครับเมื่อนำมารวมกันครับ

[07:20:23] ก็จะมีเสือมีหมูมีช้างมีสิงโตมีเป็ดมี

[07:20:26] เม่นมีหมายีราฟแมวก็ตายนะครับอ่ะส่วนหมา

[07:20:31] กับแมวมันมันซ้ำกันมันก็จะไม่ถูกนำมาเก็บ

[07:20:34] ลงในเซตตัวใหม่นะครับก็คือการยูเนี่ยเป็น

[07:20:38] การนำเอาสมาชิกทุกตัวในเซต Animal กับเซต

[07:20:42] เพชรนะครับมารวมกันนั่นเองก็จะได้ข้อมูล

[07:20:46] ของสัตว์ทั้งหมดนะครับมาเก็บอยู่ในตัว Set

[07:20:50] Data ทีนี้นะครับถ้าผมต้องการอยากจะดึง

[07:20:53] เอาเฉพาะข้อมูลจาก Set Animal นะครับที่

[07:20:58] มีเหมือนกับข้อข้อมูลที่อยู่ในเซตสัตว์

[07:21:01] เลี้ยงหรือว่าเต P นะครับจะทำอย่างไรเรา

[07:21:05] ก็จะเปลี่ยนจาก Union นะครับไปเป็น

[07:21:07] intersection ครับก็คือทำการนำเอาข้อมูล

[07:21:11] ที่อยู่ในเซ Animal กับเ Pet นะครับมาทำ

[07:21:17] การดูว่าเอ๊ะมีข้อมูลใดบ้างที่มันเหมือน

[07:21:21] กันเอาข้อมูลที่มันเหมือนกันมาใช้โอเคนะ

[07:21:24] ครับอ่าผลรับที่เกิดขึ้นครับมาดูครับว่า

[07:21:26] Animal กับตัวเพชรเนี่ยมีข้อมูลมีข้อมูล

[07:21:29] เหมือนกันคืออะไรก็คือคือมีหมากับแมวใช่ไ

[07:21:31] มครับที่มันเหมือนกันอ่าตัวแรกก็คือเป็น

[07:21:34] อ่าส่วนของ Animal นะครับก็มีหมากับแมว

[07:21:37] อ่าตัวเพชก็มีหมากับแมวเหมือนกันตอนที่

[07:21:41] เราใช้ออร์ก็คือเอาข้อมูลที่มันเหมือนกัน

[07:21:44] มาใช้นะครับก็จะได้ข้อมูลหมาแมวมาใช้งาน

[07:21:47] นั่นเองโอเคนะ

[07:21:50] ครับตัวสุดท้ายนะครับก็คือ Reference นะ

[07:21:54] ครับ deference ตัว deference เนี่ยจะ

[07:21:57] เป็นการหาอ่าข้อมูลนะครับที่มีมีอยู่ใน

[07:22:01] เฉพาะ Set Animal เท่านั้นนะครับเอา

[07:22:04] เฉพาะข้อมูลที่มีอยู่ใน Set Animal มา

[07:22:07] ใช้งานนะครับแต่ไม่ได้รวมกับข้อมูลที่มี

[07:22:12] อยู่ในเซต P และก็ข้อมูลที่เหมือนกันเนาะ

[07:22:15] เอาเฉพาะข้อมูลที่อ่ามีแค่ Animal เท่า

[07:22:19] นั้นนะครับที่มีข้อมูลนี้ส่วนเพนี่ไม่มี

[07:22:22] ข้อมูลตัว

[07:22:23] นี้นะฮะอันนี้ก็คือคำสั่ง difference นะ

[07:22:27] ครับก็คือ Set Animal กับ Set P เนี่ย

[07:22:29] ต่างกันยังไงไงนะครับมีข้อมูลต่างกันยัง

[07:22:31] ไงนะครับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับก็จะได้

[07:22:33] ผลลัพธเป็นช้างเสือยีราฟเป็ดสิงโตแล้วก็

[07:22:36] หมูนะครับก็คือข้อมูลตัวนี้เนี่ย

[07:22:39] อ่าจะเป็นข้อมูลที่มีอยู่ใน Animal อย่าง

[07:22:43] เดียวนะครับไม่มีอยู่ใน

[07:22:48] เพชรโอเคนะครับอ่าในเพชรเนี่ยมีอะไรบ้าง

[07:22:52] ครับมีหมามีเม่นมีกระต่ายมีแมวใช่มั้ย

[07:22:57] ครับส่วนตัว Animal เนี่ยก็จะมีช้างมี

[07:23:01] เสือยีราฟเป็ดสิงโตแล้วก็หมูนะครับที่ไม่

[07:23:04] มีอยู่ในอยู่ในเพชรหรือถ้าผมเปลี่ยนใหม่

[07:23:07] ก็ได้นะครับอ่ะเอาเพชรมาก่อนเอาเพรมาตรวจ

[07:23:11] สอบว่ามีข้อมูลต่างกันกับ Animal

[07:23:15] เนี่ยคือข้อมูลอะไรบ้างอ่าลองกดรันดผล

[07:23:20] ลัพธ์นะ

[07:23:21] ครับก็จะมีแค่เม่นกับกระต่ายใช่มั้ยครับ

[07:23:24] อ่าที่มีเฉพาะในเซตเพชรโอเคนะครับครับอ่า

[07:23:32] ส่วนตัวที่มันเหมือนกันก็คือหมากับแมวนะ

[07:23:34] ครับอ่าก็ไม่ได้นำมารวมเพราะว่าเราเอา

[07:23:36] เฉพาะส่วนของตัวเพชรมาใช้งานเพราะฉะนั้น

[07:23:41] นะครับข้อมูลที่ต่างกันระหว่างเพชรกับ

[07:23:44] Animal เนี่ยก็คืออะไรครับ

[07:23:46] เป็นกระต่ายกับเม่นใช่มยอถ้าเราใช้ตัว

[07:23:52] Reference โอเคนะครับก็จะได้ผลละประมาณ

[07:23:55] นี้ครับในเรื่องของการใช้งานเซตในภาษา

[07:23:58] python

[07:24:09] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[07:24:12] นี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับ

[07:24:13] Dictionary ในภาษา python กันนะครับ

[07:24:16] Dictionary นะครับเป็นรูปแบบการเก็บความ

[07:24:19] สัมพันธ์ของข้อมูลนะครับในลักษณะของ Key

[07:24:22] และ Value นะครับก่าวคือเราจะใช้คีย์

[07:24:26] เนี่ยเป็น index ในการเข้าถึงข้อมูลหรือ

[07:24:28] ว่า Value แต่ละตัวนะครับโดยค่าคียนั้นนะ

[07:24:32] ครับต้องไม่ซ้ำกันและสามารถกำหนดประเภท

[07:24:34] ข้อมูลได้ปกตินะครับถ้าเราใช้ในส่วนของ

[07:24:39] List หรือว่า tle นะครับในส่วนของ index

[07:24:42] เนี่ยจะเป็นตัวเลขจำนวนเต็มใช่ไหมมครับ

[07:24:45] อ่าก็จะเป็นเต็มบวกเต็มลบเต็ม 0 อะไรก็

[07:24:48] ว่าไปนะครับแต่ว่า Dictionary เนี่ยเรา

[07:24:51] สามารถที่จะเปลี่ยนรูปแบบของ index นะ

[07:24:54] ครับจากตัวเลขจำนวนเต็มเนี่ยไปเป็นข้อมูล

[07:24:56] แบบอื่นได้นะครับอย่างเช่นกำหนด index

[07:24:59] เป็น String ก็ได้

[07:25:01] เป็นตัวเลขนะครับเป็นค่าทางตรรกศาสตร์ก็

[07:25:03] ได้นี้ก็คือความสามารถของตัว de นะครับ

[07:25:06] เพราะว่าถ้าเรากำหนด index เป็นตัวเลข

[07:25:09] จำนวนเต็มนะครับเหมือนกับอ่าส่วนของตัวิ

[07:25:14] กับ TR เนี่ยเราก็ต้องมาจำลำดับของ index

[07:25:17] ใช่ไหมมครับว่าเอ๊ะข้อมูลของเราเนี่ยอยู่

[07:25:19] ที่ Index ที่เท่าไหร่นะครับอกที่ 0 1 2

[07:25:21] 3 -1 -2 - 3 อะไรก็ว่าไปนะครับอัน

[07:25:25] นี้ก็คืออ่าอาจจะเรียกว่าเป็นข้อจำกัดของ

[07:25:29] ตัว List กับตัว TR ก็ได้นะครับแต่บางคน

[07:25:32] ก็อาจจะชอบวิธีการเข้าถึงข้อมูลแบบลำดับ

[07:25:34] เนาะอเป็นลำดับที่ 0 1 2 3 แต่บางคนก็

[07:25:38] ไม่ชอบนะครับไม่อยากจะจำว่าเอ๊ข้อมูลของ

[07:25:40] ฉันอยู่ที่ Index ที่เท่าไหร่นะครับถ้า

[07:25:43] ระบุ index ผิดอข้อข้อมูลก็จะเพี้ยนใช่มย

[07:25:47] ครับก็จะได้ไม่ตรงตามที่ต้องการเนาะตัว

[07:25:49] Dictionary ก็เลยถูกนิยามขึ้นมานะครับ

[07:25:53] เพื่อเก็บความสัมพันธ์ของข้อมูลนะครับโดย

[07:25:56] สามารถตั้งค่า index นะครับให้เป็นอย่าง

[07:26:00] ื่นได้นอกเหนือจากตัวเลขจำนวนเต็มนั่นเอง

[07:26:02] โอเคนะครับอันนี้ก็จะเป็นขั้นตอนการสร้าง

[07:26:05] Dictionary นะครับอ่าการสร้าง Dictionary

[07:26:08] เราจะใช้สัญลักษณ์ปีกการเปิดผิดเหมือนกับ

[07:26:11] เซตเลยแต่ว่าจะมีการกำหนดข้อมูล 2 ส่วนก็

[07:26:13] คือส่วนที่เป็น Key กับ Value นะครับซึ่ง

[07:26:16] คั่นด้วยเครื่องหมายโคลอนถ้าเรามีข้อมูล

[07:26:20] หลายตัวก็จะคั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่านะ

[07:26:22] ครับอย่างเช่นผมต้องการสร้าง Dictionary

[07:26:25] ที่ชื่อว่า Color ขึ้นมานะครับมีค่าเท่า

[07:26:26] กับปีกการเปิดปิดนะครับ้าในปีกการเปิดปิด

[07:26:29] นะครับก็จะประกอบไปด้วยข้อมูลฝั่งซ้ายกับ

[07:26:32] ฝั่งขวาฝั่งซ้ายจะเป็นชื่อคีย์ฝั่งขวาจะ

[07:26:35] เป็น Value นะครับอย่างเช่นผมมีคีย์ Red

[07:26:38] นะครับเก็บอ่า Value เป็นสีแดงมีคีย

[07:26:41] Yellow เก็บ Value เป็นสีเหลืองอะไรพวก

[07:26:44] นี้นะครับหลังจากที่สร้างเสร็จครับการ

[07:26:48] เข้าถึงข้อมูลแล้วก็การเพิ่มข้อมูลเนี่ย

[07:26:50] เราก็จะนิยามผ่านตัว variable หรือว่าตัว

[07:26:53] แปรประเภท Dictionary นะครับแลก็ระบุ

[07:26:56] สัญลักษณ์ Pet ก้ามปูตามด้วยชื่อขีของเรา

[07:27:00] นะครับนี้จะเป็นการดึงข้อมูลแต่ถ้าเป็น

[07:27:02] การแก้ไขข้อมูลแล้วก็จะกำหนดค่าเข้าไปนะ

[07:27:05] ครับผ่านตัว Value ตัวใหม่เนาะก็จะเท่า

[07:27:07] กับ Value แต่ถ้าต้องการเพิ่มข้อมูลใหม่

[07:27:10] นะครับเข้าไปทำงานก็แค่สร้างคีย์ใหม่ขึ้น

[07:27:13] มาเพิ่มครับในพื้นที่ Packet ก้าปูนั่น

[07:27:16] เองโอเคนะครับนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการ

[07:27:18] เพิ่มข้อมูลนะครับอย่างเช่นผมมีข้อมูล

[07:27:21] Dictionary Color นะครับอ่ามี

[07:27:24] Dictionary Color นะครับที่เก็บข้อมูล 2

[07:27:26] ตัวก็คือสีแดงกับสีเหลืองนะครับสีแดง

[07:27:28] เนี่ยมีคียเป็น Red สีเหลืองนะครับมีคีย

[07:27:32] เป็น Yellow การเข้าถึงข้อมูลก็จะอ้างยิง

[07:27:34] ผ่านชื่อคีย์ครับก็คือ Red กับ Yellow

[07:27:36] ถ้าผมต้องการอยากจะเพิ่มสีน้ำเงินเข้าไป

[07:27:38] ก็แค่ทำการสร้างตัวคียที่ชื่อว่า Blue

[07:27:41] ขึ้นมานะครับมีค่าเท่ากับสีน้ำเงินนั่น

[07:27:43] เองอ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการสร้าง

[07:27:45] Dictionary ในภาษา python กันนะครับว่า

[07:27:47] มีขั้นตอนการสร้างอย่างไรบ้างกลับมาที่ vs

[07:27:50] Code นะครับในส่วนของการสร้าง Dictionary

[07:27:53] ขึ้นมาใช้งานเนี่ยผมจะยกตัวอย่างเปรียบ

[07:27:56] เทียบกับการสร้างลิส์แล้วะกันเนาะอ่ะ

[07:27:58] อย่างเช่นผมเอการสร้าง

[07:28:00] List Color ขึ้นมานะครับมีการเก็บข้อ

[07:28:04] มูลเป็น

[07:28:07] แดงเขียวนะครับแล้วก็

[07:28:11] น้ำเงิน

[07:28:13] อ่ะทีนี้นะครับถ้าผมต้องการเจะเข้าถึงข้อ

[07:28:17] มูลสมาชิกที่อยู่ใน List Color ใช่มั้ย

[07:28:21] ครับก็จะต้องอาศัยเลข index นะออย่างเช่น

[07:28:24] ผมต้องการด็กๆหยิบสีแดงมาใช้งานใช่่ไมั้ย

[07:28:26] ครับก็จะเป็น index ที่ 0 ก็จะได้สีแดงมา

[07:28:29] ใช้

[07:28:31] นะครับ

[07:28:33] อ่าหรือถ้าเป็น index ที่เป็นค่าติดลบ

[07:28:36] บ้างครับเป็นค่าติดลบ -1 -2 -3 ใช่มย

[07:28:41] อ่าไล่จากหลังมาหน้านะครับก็จะได้สีแดง

[07:28:45] เหมือนกันแต่ปัญหาก็คือเราก็ต้องจำเลข

[07:28:48] อกซ์ให้ได้ใช่ไมั้ยครับเพราะถ้าจำไม่ได้

[07:28:50] เนี่ยสมมุติว่าผมไปใส่เลขอกซผิดเนาะอย่าง

[07:28:53] เช่นเป็น -2 นะครับใจริงก็อยากคาดหวังจะ

[07:28:56] ได้สีแดงแต่ว่าจำเลขอดกไม่ได้ดาๆเอาว่า

[07:28:59] เป็น -2 แล้วกันนะครับปรากฏว่าเอ้าได้สี

[07:29:02] เขียวมาซักงั้นนะครับอันนี้ก็คือส่วนของ

[07:29:06] การใช้ลินะครับที่มีการเก็บข้อมูลแบบ

[07:29:09] ลำดับทีนี้นะครับผมจะทำการเปลี่ยนจากการ

[07:29:13] ใช้ิเนี่ยไปเป็น Dictionary แทนนะครับก็

[07:29:17] คือมีการเก็บข้อมูลแดงเขียวน้ำเงินเหมือน

[07:29:19] เดิมเลยแต่ว่าเราจะเขียนอยู่ในพื้นที่ปีก

[07:29:22] การเปิดปิดใช่ไมมครับถ้าเป็นปีกายเปิดปิด

[07:29:25] แบบนี้แสดงว่าตัวคัดเลือกของเราเนี่ยมัน

[07:29:28] เป็นเซตนะฮะอ่ะมันมันไม่ได้เป็นชีตัวชี

[07:29:32] เนี่ยจะต้องมีส่วนที่เรียกว่าคีย์นะครับ

[07:29:35] มากำกับที่ตัว Value หรือว่าข้อมูลนะครับ

[07:29:38] ข้อมูลก็คือมีแดงเขียวน้ำเงินนะครับส่วน

[07:29:41] คีย์เนี่ยเราจะระบุอยู่ด้านซ้ายมือของข้อ

[07:29:44] มูลนะครับอย่างเช่นถ้าเป็นสีแดงเนี่ยผม

[07:29:46] ตั้งชื่อคีย์ว่า R นะครับเป็น String

[07:29:50] เนาะอ่าก็ใส่เป็น R ไปแล้วก็ colon ต่อมา

[07:29:53] ก็จะเป็นสีเขียวนะครับอ่ะผมก็สร้างคียที่

[07:29:56] ชื่อว่า Green ขึ้น

[07:29:58] มานะครับต่อมาก็จะเป็นน้ำเงินครับอสี

[07:30:03] น้ำเงินตัวนี้น้ำเงินก็ Blue

[07:30:05] เนาะโอเคเดี๋ยวผมจะจัด Format ใหม่ก่อนตบ

[07:30:10] บรรทัดลงมาแล้วกันจะได้ไม่งงนะะโคอันนี้

[07:30:13] ก็คือหน้าตา di Color

[07:30:16] ครับทีนี้ยังไงต่อถ้าผมต้องการอยากจะหยิบ

[07:30:20] สีแดงนะครับมาใช้จะหยิบยังไงวิธีการหยิบ

[07:30:24] มาใช้งานนะครับก็จะเข้าไปที่อ่า

[07:30:27] Dictionary Color นะครับแล้วก็ระบุคีย์

[07:30:29] ในพื้นที่ที่ buet ก้ามปูครับแล้วก็เอา

[07:30:32] ส่วนของคีย์ที่ต้องการมาใช้นะครับก็คือ

[07:30:34] คีย R ผมก็จะได้ข้อมูลสีแดงมาใช้งานเห็น

[07:30:37] มั้ยฮะอ่าก็เหมือนกับเราเปิดพจนานุกรม

[07:30:41] เนาะอ่าภาษาอังกฤษนะครับแปลไทยเป็นอะไร

[07:30:44] นู่นนี่นั่นแต่ว่าิีในภาษา python มันมัน

[07:30:46] มันไม่ได้เป็นจนานุกรมนะฮะก็คือเราสามารถ

[07:30:49] ที่จะตั้งชื่อ index ได้นะครับอตั้งชื่อ

[07:30:53] index ได้อย่างเช่นผมตั้ง index มาเป็น R

[07:30:56] นะครับไอ้ตัวคียเราจะเรียกว่าเป็น index

[07:30:58] นะฮะอ่ะอ่ะ Color index R นะครับก็คือ

[07:31:02] จะได้สีแดงหรือคีย R จะได้สีแดงนะครับอ

[07:31:05] แล้วอยากได้สีเขียวล่ะสีเขียวก็เป็นกรีน

[07:31:08] เห็นมเนี่ยเป็น

[07:31:12] กรีนก็คือเราไม่ต้องระบุเลขลำดับแล้วนะ

[07:31:15] ครับทีนี้อ Color Green น่ะได้สีเขียวมา

[07:31:19] ใช้โอเคนะครับอ่ะประมาณนี้นะครับประมาณ

[07:31:22] นี้อ่าในส่วนของตัวดี

[07:31:27] ก็มีความสามารถเหมือนกับทนี้ข้อมูลตัว

[07:31:31] อื่นนะครับก็คือสามารถเช็ค type ได้ด้วย

[07:31:34] นะครับเช็ค type ได้ว่าตัวแ Color นะครับ

[07:31:38] จัดอยู่ในข้อมูลประเภทอะไรอตไปคเรก็เป็นิ

[07:31:42] ใช่ไหมยครับก็จะระบุเป็นค di อเป็น dix

[07:31:46] Sin หรือจำนวนสมาชิกนะครับที่บรรจุอยู่

[07:31:49] ในตัวแปร Color นะครับมีอยู่กี่

[07:31:53] จำนวนซึ่งมันจะมีอยู่ 3 จำนวนนะครับก็คือ

[07:31:56] ตัวที่ 1 2 3 นะครับอ่ะลองกดรันดูซิ

[07:32:01] อ่ามีอยู่ 3

[07:32:04] จำนวนโอเคนะครับอ่ะผมจะลองกระจายออกมาดู

[07:32:09] เนาะอ่า

[07:32:11] ปิ้ Dictionary Color นะครับอ่ามีอยู่ 3

[07:32:16] จำนวนนะฮะโอเค Red แดง green สีเขียวนะ

[07:32:21] ครับบูสีน้ำเงินทีนี้นะครับถ้าผมทำการ

[07:32:26] เพิ่มข้อมูลสีนะครับเข้าไปใน Dictionary

[07:32:30] Color ครับวิธีการเพิ่มข้อมูลก็ง่ายมาก

[07:32:32] ครับเราก็เข้าไปที่ Dictionary Color นะ

[07:32:35] ครับแล้วก็ทำการสร้าง Key ขึ้นมาใหม่นะ

[07:32:37] ครับอย่างเช่นเป็นคีย์ Yellow ครับซึ่ง

[07:32:40] มันไม่มีซ้ำกับคีย์ที่เราสร้างก่อนหน้า

[07:32:43] นี้อยู่แล้วนะครับมีแค่ Red Green Blue

[07:32:45] ไม่มีสีเหลืองนะครับอผมก็จะสร้างสีเหลือง

[07:32:48] ข้านมารอบนึงก็ระบุคีย์เป็น Yellow ไปนะ

[07:32:52] ครับอ่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับก็จะมี

[07:32:55] ข้อมูลในตัวแปร Color เนี่ย 4 ตัวเหม

[07:32:59] ประกอบไปด้วยคีย Red Green Blue แล้วก็

[07:33:02] Yellow อันนี้เป็นการเพิ่มข้อมูลนะครับ

[07:33:05] ก็คือสร้างคีย์ก้อนใหม่ขึ้นมานะครับซึ่ง

[07:33:08] ไม่ซ้ำกับคีย์เดิมที่มีอยู่ในตัวแบการ

[07:33:13] เลิกของเราอ่ะทีนี้ถ้าผมต้องการอยากจะ

[07:33:15] เปลี่ยนข้อมูล

[07:33:16] ล่ะอย่างเช่นตัวบูเนี่ยผมอยากจะเปลี่ยน

[07:33:20] จากน้ำเงินไปเป็นน้ำเงินเข้มจะเปลี่ยนยัง

[07:33:23] ไงนะวิธีการเปลี่ยนข้อมูลครับก็เข้าไปที่

[07:33:25] อ่า Dictionary Color แล้วก็ห้างยิงตัว

[07:33:29] คียครับก็คือบลูที่ต้องการเกจะเปลี่ยนข้อ

[07:33:32] มูลใหม่นะครับอย่างเช่นข้อมูลเดิมเป็น

[07:33:34] น้ำเงินนะครับผมเปลี่ยนเป็นเป็นครมแล้วะ

[07:33:36] กันสีครมคล้ายกันมอ่าเป็นครามแล้วกันเนาะ

[07:33:40] ข้อมูลก่อนหน้านี้เป็นน้ำเงินนะครับข้อ

[07:33:42] มูลล่าสุดเป็นคราม

[07:33:44] แผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับอ่าก็จะได้ข้อ

[07:33:48] มูล 4 รายการเนาะมี Red Green Blue

[07:33:51] Yellow นะครับส่วนบูเนี่ยจะเก็บค่าคราม

[07:33:53] เอาไว้อ่าประมาณนี้นะครับอนี้เป็นการ

[07:33:57] เพิ่ม

[07:34:00] การเพิ่มข้อมูลก็คือใส่คีย์ก้อนใหม่นะ

[07:34:02] ครับที่ไม่เคยมีอยู่ใน Diary นะครับส่วน

[07:34:05] การอัปเดตเนาะหรือว่าการแก้ไขเนี่ยนะครับ

[07:34:08] เราก็เอาคีย์นะครับที่มีอยู่แล้วนะครับมา

[07:34:11] เปลี่ยนแปลงข้อมูลใหม่แค่นั้นจากเดิมเป็น

[07:34:14] น้ำเงินก็กลายเป็นครามอันนี้ก็คือตัว

[07:34:17] อย่างการสร้าง Dictionary ขึ้นมาใช้งานนะ

[07:34:20] ครับรวมไปถึงการเพิ่มสมาชิกเข้าไปใน

[07:34:22] Dictionary การแก้ไขข้อมูลใน Dictionary

[07:34:25] นะครับโดยคีย์ของ Dictionary ของเราเนี่ย

[07:34:29] นะครับเป็นเป็น String ใช่มยทีนี้นะครับ

[07:34:32] ถ้าหากว่าผมทำการ

[07:34:34] สร้าง Dictionary ขึ้นมาใหม่ครับแต่ว่าจะ

[07:34:38] มีคียที่เป็นค่าทางตรรกศาสตร์บ้างอ่ะ

[07:34:41] อย่างเช่นผมสร้าง diction ที่ชื่อว่า

[07:34:43] Confirm ครับอ่า Confirm Confirm ก็คือ

[07:34:47] ให้ทำการยืนยันนะครับโดยการยืนยันเนี่ยก็

[07:34:51] จะมีอยู่ 2 ตัวนะครับให้เลือกก็คืออ่าตก

[07:34:55] ลงกับยกเลิกเนาะถ้าตกลงเนี่ยนะครับผมจะ

[07:34:58] สร้างขี่ที่ชื่อว่าชขึ้นมาเป็นค่าทาง

[07:35:00] ตรรกศาสตร์ส่วน Value เนี่ยจะเป็น String

[07:35:03] นะครับเอาว่าตก

[07:35:05] ลงอ่าต่อมาก็จะเป็นคีย์ตัวที่ 2 นะครับก็

[07:35:09] คือเป็น Key fault Key f เนี่ยจะบอก

[07:35:13] ว่ายกเลิกนะครับอเราก็สามารถกำหนดบนี้ได้

[07:35:18] ก็คือมี Dictionary Confirm นะครับแล้ว

[07:35:20] ก็มีคีย 2 ตัวเป็นค่าทางตศาสตร์หรือว่า

[07:35:22] บูีนะครับก็คือ True fault ถ้าเป็น True

[07:35:25] ก็จะได้ตกลงมาถ้าเป็น fault ก็ได้ยกเลิก

[07:35:27] อ่าผมก็จะลองปริ้นคอนเฟิร์มบอกให้ทุกคนดู

[07:35:31] นะฮะอ

[07:35:34] คอนเฟิร์มดูซิว่าได้ผลลัพธ์เป็นอย่างไรนะ

[07:35:38] ครับโอเคก็ชูตกลง f ยกเลิกนะครับผม

[07:35:42] ต้องการเด็กจะได้ตกลงมาใช้งานนะครับก็ไป

[07:35:46] เลือก Key

[07:35:47] to นะ

[07:35:50] ฮะโอเคนะครับก็ได้ตกลงมามนอกเหนือจากคีย์

[07:35:55] ที่เป็นค่าทางตรรกศาสตร์ครับผมจะยกตัว

[07:35:59] อย่างเป็นคียที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็มบ้าง

[07:36:00] นะอย่างเช่นเป็นเดือนแล้วะกัน

[07:36:05] เนาะผมสร้าง Dictionary ที่ชื่อว่า mon

[07:36:09] ขึ้นมานะครับโดยมีการใส่คีย์นะครับเป็น

[07:36:11] หมายเลขเดือนอย่างเช่นหมายเลข 1 ก็คือ

[07:36:13] เป็น

[07:36:14] มกราคมมกราคมนะฮะมกราคมเป็น Value นะครับ

[07:36:19] เป็นข้อมูลส่วนคีย์เนี่ยจะเป็นตัวเลข

[07:36:21] จำนวนเต็มนะครับเป็นเลข 1 กับเลข 2 แล้ว

[07:36:23] กันนี้ก็จะเป็น

[07:36:25] กุมภาพันธ์อ่ะขอเพิ่มตัวที่ 3 ด้วย

[07:36:30] มีนาคมโอเคนะฮะผมจะลองดูข้อมูลนะครับของ

[07:36:36] mon ออกมาอ่า

[07:36:41] mon ว่ามีข้อมูลหน้าตาเป็นยังไงนะครับก็

[07:36:44] คือมีคีย์ที่เป็นตัวเลขจำนวนเต็ม 1 2 3

[07:36:47] ส่วน Value จะเป็น String นะครับก็คือ

[07:36:49] มกราคมกุมภาพันธ์มีนาคม

[07:36:51] เนาะโอเคนะครับนอกเหนือจากคีย์ที่เป็นค่า

[07:36:56] ทางตศาสตร์

[07:36:57] ตัวเลขจนวนเตเกมนะครับอ่ะผมสามารถที่จะ

[07:37:01] กำหนดคีย์ให้เป็นรูปแบบ String ได้นะครับ

[07:37:04] แล้วก็มีการเก็บข้อมูลอย่างอื่นที่ไม่ใช่

[07:37:06] String นะครับแต่สังเกตว่าข้อมูลที่เรา

[07:37:08] เก็บเนี่ยเป็น String ทั้งหมดเลยถ้าผม

[07:37:10] เก็บข้อมูลเป็นิล่ะอ่ะอย่างเช่นผมสร้าง

[07:37:13] อ่า Diary Number ขึ้นมาครับโดยมีคีย์ 2

[07:37:18] ตัวครับก็คือคีย์ที่เป็นเลขคู่

[07:37:21] ครับกับคีย์ที่เป็นเลข

[07:37:25] คี่โดยคีย์ที่เป็นเลขคู่เนี่ยนะครับผมจะ

[07:37:28] ให้เก็บข้อมูล List ที่เป็นตัวเลขคู่นะ

[07:37:31] ครับก็คือ 2 4 6 8 10 ส่วนเลขคี่นะ

[07:37:35] ครับอ่ะก็คือก็เป็นเลขคี่นะครับก็คือ 1 3

[07:37:39] 5 7 9 อะไรประมาณนี้เห็นมยฮะถ้าผม

[07:37:43] ต้องการเอยากจะได้กลุ่มข้อมูลเลขคู่มาใช้

[07:37:46] งานนะครับก็จะเข้าไปที่ Dictionary

[07:37:48] Number แล้วก็คียเลขคู่นะครับอ่าผมก็จะ

[07:37:51] ลองปริ้นให้ทุกคนดูเนาะ di Number คีย์

[07:37:54] เลขคู่นะครับอ่าก็จะได้ข้อมูลลิของตัวเลข

[07:38:01] ที่เป็นเลขคู่เครับก็คือ 2 4 6 8 10

[07:38:04] แต่ถ้าเป็นเลขคี่ล่ะอ่าเลขขี่ครับอ่าเลข

[07:38:09] ขี่นะะก็ 1 3 5 7 9 ใช่มม

[07:38:14] ครับโอเค 1 3 5 7 9 นั่นเองอันนี้ก็

[07:38:19] จะเป็นตัวอย่างการสร้าง Dictionary ครับ

[07:38:21] ก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลย

[07:38:34] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[07:38:36] นี้นะครับก็จะมาลุยในส่วนของการใช้งาน

[07:38:39] ฟังก์ชันจัดการ Dictionary กันบ้างนะครับ

[07:38:41] โดยฟังก์ชันจัดการ Dictionary ก็คือกลุ่ม

[07:38:44] คำสั่งพิเศษที่มีอยู่ในภาษา python นะ

[07:38:46] ครับสำหรับจัดการข้อมูลประเภท Dictionary

[07:38:49] โดยเฉพาะนะครับโดยมีโครงสร้างคำสั่งก็คือ

[07:38:52] ระบุผ่านตัวแปรประเภท Dictionary นะครับ

[07:38:54] ตามด้วยเครื่องหมายจุดและก็ชื่อฟังก์ชัน

[07:38:57] สำหรับนำมาจัดการข้อมูลใน Dictionary

[07:38:59] นั่นเองโดยรายชื่อฟังก์ชันนะครับสำหรับ

[07:39:02] จัดการ Dictionary นะครับประกอบไปด้วย

[07:39:04] ฟังก์ชัน Key ก็คือดึง Key ทั้งหมดใน

[07:39:07] Dictionary มาใช้งานนะครับฟังก์ชัน Value

[07:39:10] ก็คือดึงข้อมูลหรือว่า Value ทั้งหมดใน

[07:39:13] Diary มาใช้นะครับฟังก์ชัน get แล้วก็

[07:39:16] Key นะครับเป็นการดึงข้อมูลใน Dictionary

[07:39:19] ตาม Key ที่ระบุนะฮะฟังก์ชัน Item นะครับ

[07:39:23] เป็นการดึงข้อมูลคียและ Value ทั้งหมดมา

[07:39:25] ใช้งานนะฮะต่อมาก็จะเป็นฟังก์ชันนะครับลบ

[07:39:30] สมาชิกทั้งหมดออกจาก Dictionary ฟังชัน

[07:39:34] prop แล้วก็ Key นะครับก็คือลบข้อมูลใน

[07:39:37] Dictionary ตามคียที่ระบุนะครับแล้วก็

[07:39:39] ตัว S ก็คือฟังก์ชันอัปเดตเป็นการเพิ่ม

[07:39:41] หรือว่าอัปเดตข้อมูลใน Dictionary นั่น

[07:39:44] เองอ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้ฟังก์ชัน

[07:39:46] จัดการ Dictionary ในภาษา python กันนะ

[07:39:49] ครับว่ามีขั้นตอนการใช้งานอย่างไรกลับมา

[07:39:52] ที่ Base Code นะครับตอนนี้ในตัวไฟลงาน

[07:39:56] ของผมนะครับผมทำกการ

[07:39:58] สร้างอีกชนีที่ชื่อว่า Color ขึ้นมานะ

[07:40:01] ครับอ่าทำการเก็บข้อมูลของสีเอาไว้ด้วย

[07:40:05] กัน 3 สีนะครับก็คือแดงเขียวน้ำเงินนะ

[07:40:07] ครับโดยแดงเนี่ยมีคีย์เป็น Red เขียวมี

[07:40:10] คีย์เป็นกรีนนะครับน้ำเงินมีคีย์เป็นบูนะ

[07:40:13] ครับสิ่งที่ผมต้องการก็คืออยากจะได้ข้อ

[07:40:15] มูลรายละเอียดนะครับอ่าสมาชิกที่อยู่ใน

[07:40:20] ตัวแปร coler หรือว่า Diary Color มาใช้

[07:40:23] งานนะครับอย่างเช่นต้องการอยากจะรู้ว่าใน

[07:40:27] ตัว Dictionary Color เนี่ยมีคีย์อะไร

[07:40:29] บ้างบ้างแล้วก็มีข้อมูลอะไรบ้างนะครับ

[07:40:31] วิธีการครับเราก็จะเรียกใช้ตัวฟังก์ชัน

[07:40:34] สำหรับดึงข้อมูลจากตัวแปร Diar นะครับมา

[07:40:38] ใช้งานโดยเฉพาะนะครับอย่างเช่นอยากจะดึง

[07:40:40] เฉพาะคีย์มาใช้งานหรืออยากจะดึงเฉพาะข้อ

[07:40:43] มูลนะครับมาใช้งานโดยวิธีการนะครับผมก็จะ

[07:40:46] เลียกใช้อ่าตัวคำสั่งปริ้นนะครับในการ

[07:40:49] แสดงผลข้อมูลเนาะตามด้วยตัวแปรประเภท

[07:40:52] Dictionary นะครับแล้วก็ชื่อฟังก์ชันที่

[07:40:55] ชื่อว่าคีย์นะครับอ่ะเป็นการดึงเอาราย

[07:40:58] ชื่อคีย์ทั้งหมดนะครับจากตัวแปร Color

[07:41:01] เนี่ยมาใช้งานนะครับซึ่งมันก็จะมีอยู่ 3

[07:41:05] ตัวเนาะเป็น List นะครับก็คือเป็น dick

[07:41:08] Key นะครับก็คือ Red Green Blue นะฮะ

[07:41:12] แต่ถ้าผมต้องการอยากจะได้ข้อมูลนะครับที่

[07:41:14] เป็น

[07:41:16] อ่าข้อมูลที่อยู่ในแต่ละคีย์นะครับที่

[07:41:20] บรรจุอยู่ในตัวแปร Color มาใช้งานเนี่ยจะ

[07:41:23] ทำอย่างไรนะครับเราก็จะเปลี่ยนจาก

[07:41:24] ฟังก์ชันคีย์ตัวนี้นะครับไปเปลี่น Value

[07:41:26] อ่าเป็นการดึงข้อมูลอ่าดึงเอาเฉพาะข้อมูล

[07:41:31] ที่อ่าอยู่ใน Dictionary Color มาใช้นะ

[07:41:35] ครับถ้าเป็นคีย์ก็คือดึงเฉพาะคียถ้าเป็น

[07:41:37] Value ก็คือดึงเฉพาะ Value หรือว่าดึง

[07:41:38] ข้อมูลมานะฮะก็จะได้พลแล้วเป็นแดงเขียว

[07:41:43] น้ำเงินเห็นมยฮะ

[07:41:45] อเอาเฉพาะคีย์เอาเฉพาะ Value แล้วถ้า

[07:41:50] ต้องการากจะได้ทั้งคู่ล่ะอยได้ทั้งคู่นะ

[07:41:52] ฮะเอาทั้ง Key ทั้ง Value เลยนะครับก็จะ

[07:41:55] เรียกใช้ฟังก์ชันที่ชื่อว่า Item ครับอ่า

[07:41:59] เอาทั้งคู่เลยนะครับอันนี้ผมก็จะเอาออกไป

[07:42:01] เนาะอ่ะอาจจะเขียนเป็นคอมเมนไว้นะฮะ

[07:42:06] โอเคถ้าเป็นฟังก์ชันไทมนะครับเราจะได้ข้อ

[07:42:10] มูลนะครับทั้งส่วนของ Key แลก็ Value มา

[07:42:13] ใช้งานแต่ถ้าเป็นฟังก์ชัน Key อย่างเดียว

[07:42:16] นะครับฟังก์ชัน Key ก็คือเอาเฉพาะคีย

[07:42:18] ฟังก์ชัน Value เอาเฉพาะ Value ฟังชัน

[07:42:20] Item เอาเอาทั้งคู่นะฮะอ่าสรุปก็ประมาณ

[07:42:23] นี้นะครับในเรื่องของการดึงข้อมูลทีนี้

[07:42:26] การดึงข้อมูลเนี่ยนะครับข้อมูลที่เราดึง

[07:42:28] มาเนี่ยถ้าเป็นไอมันจะอยู่ในรูปแบบของตัว

[07:42:32] อ่าตัว tro เนาะอ่าเป็นลิสของตัว tle ที่

[07:42:39] เก็บอ่าข้อมูลทั้งหมดของ Dictionary นะ

[07:42:43] ครับก็คือ di Item นะครับเราสามารถที่จะ

[07:42:46] แจกแจงหรือว่ากระจายมาทำงานได้นะครับแต่

[07:42:49] ถ้าเป็นส่วนของ Key กับ Value เนี่ยอ่า

[07:42:53] เราจะได้เป็นลินะครับมาใช้งานอ่าเป็นลิ์

[07:42:56] รายชื่อของคีย์กับอ่าข้อมูลในแต่ละคีย์นะ

[07:43:01] ครับอเป็น List แบบนี้เราสามารถที่จะใช้

[07:43:03] for Loop นะครับในการหยิบเอาข้อมูลนะ

[07:43:07] ครับคียแต่ละตัวหรือว่าอ่า Value แต่ละ

[07:43:10] ตัวมาใช้งานได้นะครับอ่ะผมยกตัวอย่างเป็น

[07:43:12] for Loop เนาอ่าก็จะเป็น for Key แล้ว

[07:43:15] กันนะครับ in Color แล้วก็ตัวฟังก์ชัน

[07:43:21] Key นะครับอันนี้เป็นการดึงเอารายชื่อ

[07:43:24] คีย์นะครับมาใช้งานนะครับก็คือดึงมาทีละ

[07:43:27] รายการนะครับอ่ะผมเก็บลงในตัวแปรไทมแล้ว

[07:43:30] กันนะเดี๋ยวไอเดี๋ยวไอเทมงงอเป็นตัวแปร

[07:43:32] คีย์แล้วกันเนาะ Key ตัว S ก็คือ Key

[07:43:35] ทั้งหมดส่วนคีย์ตัวนี้ก็คือดึงเอาคีย์แต่

[07:43:38] ละตัวนะครับมา

[07:43:40] ใช้โอเคก็จะเป็น Red Green Blue เห็นม

[07:43:45] ฮะอ่าต่อมาก็จะเป็น Value ครับอ Value ทำ

[07:43:51] การว Loop ข้อมูลนั่นแหละนะครับนี่ก็จะ

[07:43:53] เป็น Value ไม่มีตัว S นะครับนี่ก็จะเป็น

[07:43:57] ตัวแปร Value

[07:43:59] กดรันดูผลลัพธ์นะ

[07:44:02] ฮะโอเคก็จะได้เป็นแดงเขียวน้ำเงินเห็นมฮะ

[07:44:06] ทีนี้นะครับถ้าผมไปหยิบเอาทั้งส่วนของ Key

[07:44:09] แล้วก็ Value มาใช้นะครับก็จะเปลี่ยนจาก

[07:44:11] ฟังก์ชัน Value ไปเป็นไทมครับไทมเนี่ยเรา

[07:44:15] จะได้เป็นส่วนของตัว tle มานะครับแล้วก็

[07:44:18] มากระจายนะครับเก็บลงในตัวแปรคียกับตัว

[07:44:21] แปร Value นะฮะถ้าต้องการอยากจะได้ข้อมูล

[07:44:25] คีย์นะครับก็เข้าไปที่ตัวแปรคีย์ถ้าถ้า

[07:44:29] ต้องการอยากจะได้ข้อมูน Value ก็เข้าไป

[07:44:30] ที่ตัวแปร Value นะครับอันนี้ผมก็จะมาต่อ

[07:44:33] กับข้อความเท่ากับแล้วกันเนาะอันนี้ก็จะ

[07:44:36] เป็นเครื่องหมาย Coma Value เพราะว่าตัว

[07:44:39] ไทมเนี่ยก็คือไปดึงเอาอ่าข้อมูลจาก di

[07:44:44] genery Color มาใช้ทั้งหมดเลยไม่ว่าจะ

[07:44:46] เป็น Key หรือว่าตัว Value นะครับแล้วก็

[07:44:48] เอามากระจายออกมาครับเก็บลเป็นตัวแปร 2

[07:44:50] ตัวก็คือ Key กับ Value ตัวนี้อผลลัพธ์

[07:44:53] ที่เกิดขึ้นนะ

[07:44:54] ฮะก็จะเป็น Red เท่ากับแดงนะครับ Green

[07:44:58] เท่ากับเขียว ue เท่ากับน้ำเงินนะฮะก็คือ

[07:45:03] ที่เป็นภาษาอังกฤษจะเป็นส่วนของคีย์นะ

[07:45:05] ครับที่เป็นภาษาไทยจะเป็นตัว Value เนาะ

[07:45:08] โอเคนะครับอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการเข้า

[07:45:10] ถึงข้อมูล Key Value นะครับโดยใช้วิธี

[07:45:13] การบน Loop ทีนี้นะครับถ้าผมต้องการเจะ

[07:45:16] หยิบอ่าข้อมูลนะครับจาก Dictionary Color

[07:45:21] มาใช้งานนะครับโดยใช้ผ่านตัวฟังก์ชันเนา

[07:45:25] อย่างเช่นผมอยากจะหยิบสีแดงมาใช้นะครับ

[07:45:28] หยิบสีสีเขียวมาใช้เนี่ยวิธีการโดยทั่วไป

[07:45:31] ก็คือเราจะอ้างยิงผ่านการใช้สัญลักษณ์

[07:45:34] buet ใช่ไหมมครับก็คือระบุเป็นตัวแปร

[07:45:38] Color แล้วก็ buet ก้ามปูนะครับแล้วก็

[07:45:40] คีย์ของเราก็เป็น Red ก็จะได้สีแดงมาใช้

[07:45:42] ใช่ไหมมครับ

[07:45:45] อ่านอกเหนือจากการระบุผ่านสัญลักษณ์นะ

[07:45:48] ครับเราสามารถที่จะเรียกใช้ผ่านฟังก์ชัน

[07:45:50] ได้ด้วยฟังก์ชันดังกล่าวจะมีชื่อว่า

[07:45:52] ฟังก์ชัน get นะครับก็คือ Color Dog นะ

[07:45:55] ครับตามด้วย Key ของเราครับก็คือ Key R

[07:45:57] อก็จะได้ผลลับเหเหมือนกันนะครับก็ขึ้น

[07:46:00] อยู่กับว่าบางคนสะดวกจะใช้ด้วยวิธีการใด

[07:46:04] นะครับอ่าถ้าใช้ผ่านวิธีการอ้างอิงผ่าน

[07:46:09] ชื่อฟังก์ชันก็ฟังก์ชัน get แล้วก็คีย์

[07:46:11] ที่

[07:46:12] ต้องการโอเคนะครับแต่ถ้าเป็นสัญลักษณ์ก็

[07:46:15] คือ buet แล้วก็ชื่อ Key ของเราก็ทำงาน

[07:46:17] ได้เหมือนกันโอเคนะครับต่อมาครับก็จะเป็น

[07:46:22] เรื่องของการจัดการเกี่ยวกับข้อมูลสมาชิก

[07:46:26] ใน Dictionary Color กันบ้างนะครับอย่าง

[07:46:29] เช่นเรื่องของการลบข้อมูลนะการอัปเดตข้อ

[07:46:33] มูลนู่นนี่นั่นนะครับอ่ะผมจะลองปริ้นข้อ

[07:46:36] มูลไปทุกคนดูก่อนว่าตอนนี้ในตัวแปร Color

[07:46:39] นะครับมีโครงสร้างการเก็บข้อมูลยังไงก็

[07:46:42] คือมี Key Red gin Blue ใช่มั้ยครับ

[07:46:44] แล้วก็มีข้อมูลแดงเขียวน้ำเงินทีนี้นะ

[07:46:47] ครับผมทำการลบข้อมูลครับสีน้ำเงินออกไป

[07:46:53] วิธีการลบข้อมูลนะครับใน dig เนี่ยเราจะ

[07:46:57] ใช้ฟังก์ชันที่ชื่อว่าฟังก์ชันป๊อนะครับ

[07:47:01] ก็คือชื่อตัวแปร Color นะฮะอ่าตัวแปร

[07:47:06] Color เนาะที่เป็นตัวแปร Dictionary นะ

[07:47:09] ครับแล้วก็เรียกใช้ตัวฟังก์ชัน Pop นะ

[07:47:12] ครับก็คือ doot Pop ้าในตัวป๊อก็จะเป็น

[07:47:14] คีย์ครับที่ต้องการอยจะลบทิ้งก็คือ Key

[07:47:16] Blue แสดงว่าอยากจะลบข้อมูลสีน้ำเงินออก

[07:47:20] ไปจากอ่าตัวแ Color นั่นเองตอนนี้นะครับ

[07:47:25] ข้อมูลก่อนที่จะลบเนี่ยก็ประกอบไปด้วย Red

[07:47:28] gin Blue เนาะอ่ามีแดงเขียวน้ำเงินที

[07:47:30] นี้ผมลบน้ำเงินทิ้งโดยใช้คำสั่งป๊อปใช่

[07:47:33] ไหมมครับก็จะเหลือแค่สีแดงกับเขียวนะครับ

[07:47:39] สีแดงกับเขียวอันนี้เป็นการลบข้อมูลทีละ

[07:47:42] รายการนะครับแต่ต้องการเจะลบข้อมูลทั้ง

[07:47:44] หมดล่ะก็จะเปลี่ยนจากป๊อไปเป็นเคลียรครับ

[07:47:47] ลบทั้งหมดเลยมีข้อมูลกี่ตัวในดีก็ลบทิ้ง

[07:47:51] ทั้งหมดเพราะฉะนั้น Color ก็จะเป็น

[07:47:54] Dictionary เปล่าๆเพราะว่าเราลบทิ้งไป

[07:47:57] แล้ว

[07:47:59] โอเคนะครับอ่านี่เป็นเรื่องของการอ่าลบ

[07:48:03] ข้อมูลต่อมาก็เป็นการเพิ่มข้อมูลกันบ้าง

[07:48:06] แล้วก็การอัพเดตข้อมูลยกตัวอย่างอย่าง

[07:48:10] เช่นผมต้องการเจะเพิ่มข้อมูลสีเหลืองเข้า

[07:48:13] ไปครับปกติเวลาที่เราเพิ่มข้อมูลสีเหลือง

[07:48:15] ก็จะระบุเป็นอ่าคีย์ตัวใหม่ใช่มมก็คือ

[07:48:18] Yellow แล้วก็เท่ากับสีเหลืองนะครับอัน

[07:48:20] นี้เป็นวิธีการเพิ่มข้อมูลโดยใช้

[07:48:23] สัญลักษณ์ bucket ก้ามปูนะครับอีกวิธีนึง

[07:48:27] ก็คือเราสามารถใช้ตัวฟังก์ชันที่ชื่อว่า

[07:48:30] ฟังก์ชันอัปเดตได้ก็จะเข้าไปที่ตัวแปร

[07:48:34] Color แล้วก็เรียกใช้ฟังก์ชันอัปเดตแล้ว

[07:48:37] ก็วงเล็บเปิดปิดนะครับด้านในก็จะเป็นโครง

[07:48:39] สร้าง Diary ของเรานะครับประกอบไปด้วยคีย

[07:48:43] นะครับ colon แล้วก็ Value เนาะอย่างเช่น

[07:48:46] ผมต้องการอยากจะเพิ่มสีเหลืองเข้าไปก็

[07:48:47] ระบุคียเป็น Yellow ข้อมูลที่ต้องการนะ

[07:48:50] ครับเป็นสีเหลืองนะครับอยากจะเพิ่มสี

[07:48:52] เหลืองเข้าไปนะก็ระบุเป็น Color อัปเดตวง

[07:48:57] เลขเปิดปิดแล้วก็ปีกการนะครับ้าในปีการด

[07:48:59] ก็จะเป็นโครงสร้างดีนะครับก็คือประกอบไป

[07:49:02] ด้วย Key Yellow แล้วก็อ่า Value เป็น

[07:49:05] เหลืองนะฮะอ่าลองกดรันดู

[07:49:08] ซิอ่าก็จะประกอบไปด้วย Red Green Blue

[07:49:13] Yellow นะครับอมีแดงเขียวแดงเขียว

[07:49:17] น้ำเงินเหลืองนะครับอันนี้จะเป็นการอ่า

[07:49:21] เพิ่มข้อมูลเข้าไปใน Dictionary นะครับ

[07:49:24] ตัวอัปเดตเนี่ยนะครับนอกเหนือจากมีความ

[07:49:26] สามารถในการเพิ่มข้อมูลนะครับสามารถแก้ไข

[07:49:30] ข้อมูลได้ด้วยอย่างเช่นอยากจะเปลี่ยนจาก

[07:49:32] อ่า R ที่เป็นแดงเนี่ยนะครับให้กลายเป็น

[07:49:36] แดงเข้มนะฮะจะทำยังไงนะครับอันนี้ผมเขียน

[07:49:41] คอมเมนต์ไว้แล้วะกันบอกว่าเป็นการเพิ่ม

[07:49:43] เนาะต่อมาเป็นการแก้ไขนะครับการแก้ไขก็

[07:49:46] ใช้อัปเดตเหมือนเดิมก็จะเป็น Color

[07:49:49] Update นะครับต้องการอยจะอัปเดตสีแดง

[07:49:53] ครับอ่าสีแดงก็ระบุโครงสร้างเป็น Red ข้อ

[07:49:56] มูลตัวใหม่นะครับผมใส่เป็นแดงเข้มแบ

[07:50:00] นี้นะครับอันนี้เป็นการอัปเดตเนาะหรือว่า

[07:50:06] แก้ไขก็ได้นะฮะอ่าแก้

[07:50:08] ไขอ่ะกดรันดผลลัพธ์นะ

[07:50:13] ครับตอนนี้นะครับข้อมูลล่าสุดนะครับที่

[07:50:16] อยู่ในตัวแป Color ก็คือ Red เป็นแดงเข้ม

[07:50:19] แล้วเห็นมั้ยอ่ากีนเป็นเขียวบลูน้ำเงินนะ

[07:50:22] ครับเยลโล

[07:50:23] เหลืองอันนี้เป็นเรื่องของการเพิ่มแล้วก็

[07:50:27] แก้ไขนะครับต่อมาเป็นการ Copy นะครับคัด

[07:50:29] ลอกเนาะอย่าง

[07:50:32] เช่นผมต้องการอยากจะ

[07:50:34] เอาข้อมูลนะครับที่อยู่ในตัวแปร Color นะ

[07:50:38] ครับก่อนที่จะทำการเพิ่มแล้วก็แก้ไขเนี่ย

[07:50:40] ให้เก็บลงในชีก้อนใหม่นะครับอย่างเช่นผม

[07:50:44] สร้างตัวแปรที่ชื่อว่า Main Color ขึ้น

[07:50:46] มาแล้วกันอ่าเป็นแม่สีนะฮะอ่า Main Color

[07:50:51] นะครับตัวแปร Main Color เนี่ยจะเก็บข้อ

[07:50:53] มูลแม่สีก็คือ Red Green Blue ใช่มั้ย

[07:50:55] ซึ่งเอามาจากอ่าตัวแปร Color นะครับโดยทำ

[07:51:00] การ copy หรือว่าคัดลอกข้อมูลที่อยู่ใน

[07:51:03] ตัวแปร Color เนี่ยมาใช้งานนะครับก็จะ

[07:51:05] เป็น

[07:51:06] Color Copy ครับอ่าคัดลอกนะครับข้อมูล

[07:51:11] ก่อนที่จะแก้ไขมาเก็บลงในเ่อตัวแปร Main

[07:51:14] Color ก่อนจากนั้นผมก็จะปริ Main Color

[07:51:16] ให้ทุกคนดูนะครับเป็น Main Color ซึ่ง

[07:51:19] ตัวแปร Main Color นะครับก็จะเป็นตัวแปร

[07:51:22] ประเภท Dictionary นะครับที่มีการคัดลอก

[07:51:25] เอาข้อมูลสมาชิกนะครับที่อยู่ในตัวแปรคัด

[07:51:28] มาเก็บเอาไว้นะครับก็จะประกอบไปด้วยข้อ

[07:51:31] มูล 3 ตัวก็คือ Red Green Blue นะครับ

[07:51:33] ก็คือแดงเขียวน้ำเงินนั่นเองนะครับซึ่ง

[07:51:36] เป็นข้อมูลก่อนที่จะมีการเพิ่มและก็แก้ไข

[07:51:40] ในตัวแปร Color นั่นเองอันนี้ก็จะเป็นตัว

[07:51:44] อย่างการใช้ฟังก์ชันสำหรับจัดการ

[07:51:47] Dictionary ในภาษา python นะครับก็จะได้

[07:51:49] ผลลัพธ์ตามที่แสดงข้างต้นเลย

[07:52:01] ครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัวข้อ

[07:52:04] นี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับตัวดำเนิน

[07:52:08] การเอกลักษณ์นะครับหรือว่า Identity

[07:52:10] Operator ในภาษา python กันนะครับโดยตัว

[07:52:14] ดำเนินการเอกลักษณ์นะครับจะใช้สำหรับ

[07:52:16] เปรียบเทียบข้อมูลนะครับว่าเหมือนกันหรือ

[07:52:18] ไม่โดยผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบนะครับจะ

[07:52:22] ได้ค่าทางตรรกศาสตร์มาใช้งานนะครับประกอบ

[07:52:25] ด้วยคำสั่ง is ก็คือเหมือนกันนะครับ

[07:52:29] หรือ is not นะครับแปลว่าไม่เหมือนกันนะ

[07:52:33] ฮะอ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้ตัวดำเนิน

[07:52:36] การเอกลักษณ์กันนะครับว่ามีขั้นตอนการใช้

[07:52:38] งานอย่างไรกลับมาที่ vs Code นะครับใน

[07:52:42] ส่วนของการใช้งานตัวดำเนินการเอกลักษณ์นะ

[07:52:46] ครับผมจะยกตัวอย่างโดยทำการสร้าง List

[07:52:49] ขึ้นมา 2 ก้อนนะครับก็คือ List Color a

[07:52:52] กับ List Color B นะครับมีการเก็บข้อ

[07:52:54] มูลสมาชิกเหมือนกันเลยก็คือสีแดงสีเขียว

[07:52:57] สีน้ำเงินนะครับสิ่งที่ผมต้องการจะตรวจ

[07:53:00] สอบนะครับก็คือตรวจสอบว่าอ่าข้อมูลในตัว

[07:53:04] แปร Color a กับ Color B เนี่ยนะครับ

[07:53:09] มันตรงกันหรือเปล่ามันเหมือนกันหรือเปล่า

[07:53:11] นะครับทพูนี้นะครับมันเหมือนกันมยซึ่งถ้า

[07:53:14] ทุกคนมองดูก็จะเห็นว่าเอ๊ะมันก็เหมือนกัน

[07:53:17] นะครับผลลัพธ์จากการเปรียบเทียบก็น่าจะ

[07:53:18] ตรงกันนะฮะอ่าผมก็จะลองปริ้นผลลัพธ์ออกมา

[07:53:22] ให้ทุกคนดูนะครับก็คือตรจสอบว่า Color a

[07:53:25] นะครับเหมือนกับ Color B หรือไม่นะฮะก็

[07:53:31] คือใช้คำสั่ง E นะครับคำสั่ง E ก็จะเป็น

[07:53:36] Identity Operator นะครับก็คือเหมือน

[07:53:38] เหมือนกันนะครับเหมือนกับนั่นเอง Color a

[07:53:42] เหมือนกับ Color B หรือไม่ผลลัพธ์ที่

[07:53:45] เกิดขึ้นนะครับลองกดรันดูเนาะก็จะได้ผล

[07:53:49] ลัพธ์เป็น fault นะครับก็คือไม่เหมือนกัน

[07:53:52] ความหมายก็คือตัวแปร Color a กับตัวแปร

[07:53:55] Color B เนี่ยมีการชี้ไปยังการเก็บข้อ

[07:53:59] มูลคนละตำแหน่งนั่นเองถึงแม้ว่าจะมีอ่า

[07:54:04] การจัดเก็บข้อมูลค่าเหมือนกันก็ตามนะครับ

[07:54:08] แต่ว่าค่าเหมือนกันไม่ได้หมายความว่ามัน

[07:54:10] จะต้องตรงกันใช่มั้ครับสิ่งที่มันตรงกัน

[07:54:12] ก็คือจะเป็นตำแหน่งการเก็บข้อมูลซึ่งมัน

[07:54:14] อยู่คนละตำแหน่ง a ก็อยู่ส่วน a b ก็

[07:54:18] อยู่ส่วน B นะครับก็เลยได้ผลลัพธ์เป็น f

[07:54:20] กลับมาอ่ะทีนี้นะครับผมจะทำการสร้างตัว

[07:54:23] แปรที่ชื่อว่าตัวแปร Data ขึ้นมาครับให้

[07:54:26] ทำการนำเอาข้อมูลนะครับของตัวแปร Data

[07:54:29] เนี่ยนะครับอ่าชี้ไปยังตำแหน่งเดียวกัน

[07:54:32] กับข้อมูลที่อยู่ในตัวแปร Color a

[07:54:35] ครับากนั้นผมก็จะลองปริ้นให้ทุกคนดูนะ

[07:54:39] ปริ้นค่าว่าเอ๊ะตอนนี้ข้อมูลในตัวแปร

[07:54:42] Color a เนี่ยครับมันเหมือนกันกับตัว

[07:54:44] แปร Data หรือเปล่าก็คือ Color a is

[07:54:47] Data นะฮะผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับอ่ะ

[07:54:50] ลองกดรันดูเนาะตัวแรกก็จะเป็นค่า True นะ

[07:54:54] ครับก็คืออ่าข้อมูลในตัวแปร Color a นะ

[07:54:58] ครับครับอยู่ตำแหน่งเดียวกันกับข้อมูลที่

[07:55:01] อยู่ในตัวแปร

[07:55:03] Data โอเคนะครับเพราะฉะนั้นการตรวจสอบ

[07:55:07] เอกลักษณ์นะครับหรือว่า Identity เนี่ยใน

[07:55:09] การเปรียบเทียบว่าเหมือนหรือไม่เหมือน

[07:55:11] เนี่ยจะอ้างยิงตามตำแหน่งของอ่าการชี้ข้อ

[07:55:14] มูลนะครับว่าเอ่อตรงกันหรือเปล่าในทีนี้

[07:55:19] นะครับถึงแม้ผมจะกำหนดตัวแปร Color a

[07:55:21] กับ b มีข้อมูลเหมือนกันแต่ว่ามันอยู่คน

[07:55:22] ละตำแหน่งใช่่มั้ยครับ a ก็อยู่ส่วน a b

[07:55:24] ก็อยู่ส่วน B แต่ว่าตัว dela เนี่ยมันไป

[07:55:27] อยู่กับ a ครับก็เลยได้ค่าูกลับมาก็คือ

[07:55:30] เหมือนกันนั่นเองนอกเหนือจากการเปรียบ

[07:55:33] เพียบว่าเหมือนกันนะครับเราสามารถตรวจสอบ

[07:55:35] ค่าไม่เหมือนกันได้ด้วยนะครับก็คือ is

[07:55:39] not นั่นเองนะฮะ is not ก็คือตรงกัน

[07:55:42] ข้ามนะครับ Color a นะครับไม่เหมือนกับ

[07:55:45] Data หรือไม่นะครับ Color a ไม่เหมือน

[07:55:49] กับ Color B หรือไม่นะครับอ่ะผลลัพธ์ที่

[07:55:53] เกิดขึ้นครับลองกดรันดูเนาะก็จะได้ค่าตรง

[07:55:56] ข้ามมานะครับก็คือเป็น f คือก็คือ a

[07:56:00] เนี่ยไม่เหมือนกับเต้าหรือเปล่านะครับผล

[07:56:03] ลัพธ์ก็ได้เป็น f ก็คือมันเหมือนกันมันก็

[07:56:05] เลยได้เป็น f นะแต่ Color a ไม่เหมือน

[07:56:08] กับ B หรือไม่นะครับก็คือมันไม่เหมือนกัน

[07:56:11] ก็จะเป็น Q กลับมาโอเคนะครับนี่ก็คือการ

[07:56:14] เปรียบเทียบค่าเหมือนกับไม่เหมือนเนาะถ้า

[07:56:17] เหมือนก็คือ is ถ้าไม่เหมือนก็คือ is not

[07:56:19] นะครับ Color a ไม่เหมือนกับ Color B

[07:56:22] จริงหรือไม่นะครับมันไม่เหมือนกันเพราะ

[07:56:23] ว่ามันอยู่คนละตำแหน่งก็ได้เป็น True ค a

[07:56:26] ไม่เหมือนกับ del หรือเปล่านะครับก็เลย

[07:56:28] ได้เป็นพก็คือมันเหมือนกันเพราะว่ามันชี้

[07:56:30] ตำแหน่งเดียว

[07:56:31] กันอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่าง Identity

[07:56:34] Operator นะครับก็จะได้ผลลัพธ์ตามที่

[07:56:36] แสดงข้างต้น

[07:56:46] เลยครับก็สวัสดีคุณผู้ชมทุกท่านเลยในหัว

[07:56:50] ข้อนี้นะครับก็จะมาทำความรู้จักกับตัว

[07:56:53] ดำเนินการสมาชิกนะครับหรือว่า membership

[07:56:55] Operator นั่นเองโดยตัวดำเนินการสมาชิก

[07:56:59] นะครับจะใช้สำหรับเปรียบเทียบข้อมูลว่า

[07:57:02] อยู่ในกลุ่มหรือไม่นะครับหรือว่าอยู่ใน

[07:57:04] กลุ่มข้อมูลหรือไม่เนาะโดยผลลัพธ์จากการ

[07:57:07] เปรียบเทียบนะครับจะได้ค่าทางตรรกศาสตร์

[07:57:09] มาใช้งานนะครับประกอบด้วยคำสั่งก็คือ in

[07:57:12] ก็คืออยู่ในกลุ่ม not in ก็คือไม่อยู่ใน

[07:57:16] กลุ่มนั่นเองอ่ะเดี๋ยวมาดูตัวอย่างการใช้

[07:57:19] ตัวดำเนินการสมาชิกกันนะครับว่ามีขั้นตอน

[07:57:22] การใช้งานอย่างไรกลับมาที่ vs Code นะ

[07:57:25] ครับในส่วนของการใช้งาน membership

[07:57:26] Operator หรือว่าคำสั่ง in กับ not in

[07:57:30] เนี่ยจะเป็นการเปรียบเทียบว่าข้อมูลที่

[07:57:32] เราสนใจเนี่ยมันอยู่ในกลุ่มข้อมูลหรือ

[07:57:35] เปล่านะครับอย่างเช่นตอนนี้ผมมีการจัด

[07:57:38] เก็บกลุ่มข้อมูลสีนะครับลงไปในลิที่ชื่อ

[07:57:41] ว่า Color นะครับประกอบไปด้วยสีแดงสี

[07:57:43] เขียวสีน้ำเงินสิ่งที่ผมต้องการจะตรวจสอบ

[07:57:46] นะครับก็คือตรวจสอบว่าเอ๊ะมีสีแดงอยู่ใน

[07:57:49] อ่า List Color หรือไม่นะครับวิธีการ

[07:57:53] ตรวจสอบก็ง่ายมากครับแล้วก็ใช้ membership

[07:57:56] Operator หรือว่าคำสั่ง in กับ not in

[07:57:58] นั่นเองผมก็จะทำการปริ้นผลลัพธ์ออกมาเนา

[07:58:01] ก็คือสีแดงนะครับ in Color ก็คือสีแดง

[07:58:06] อยู่ในกลุ่มของ List Color หรือเปล่าผล

[07:58:10] ลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับมาลองกดรันดู

[07:58:13] เนาะอ่าก็จะได้ผลลัพธ์เป็น True นะครับก็

[07:58:15] คือมีสีแดงอยู่ในกลุ่มข้อมูลที่อยู่ใน

[07:58:20] List Color นะครับหรือสีแดงเป็นสมาชิก

[07:58:23] ของตัว List Color นั่นเองโอเคนะครับ

[07:58:28] แล้วถ้าไม่เป็นสมาชิกล่ะอย่างเช่นอ่ะสี

[07:58:31] เหลืองนะครับผมยกตัวอย่างเป็นสีเหลือง

[07:58:34] เนาะทำการตรวจสอบว่าสีเหลืองเนี่ยไม่ได้

[07:58:38] เป็นสมาชิกนะครับนะสี

[07:58:42] เหลืองไม่ได้เป็นสมาชิกหรือไม่ได้อยู่ใน

[07:58:45] นะครับก็คือ not in เนาะ not in Color

[07:58:48] หรือ

[07:58:49] ไม่นะครับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนะครับมาลอง

[07:58:52] กดรันดู

[07:58:54] เนาะก็จะได้เป็น True นะครับก็คือ 4 สี

[07:58:58] เหลืองไม่ได้เป็นสมาชิกใน List Color

[07:59:02] หรือไม่ได้อยู่ใน List Color นั่นเองนะ

[07:59:05] ครับก็ได้ผลลัพเป็น True กลับมาส่วนินก็

[07:59:08] คืออยู่ในเนาะสสีแดงอยู่ใน Color หรือ

[07:59:10] เปล่าก็อยู่ใน Color สีเหลืองไม่ได้อยู่

[07:59:13] ใน Color หรือเปล่าก็ไม่ได้อยู่ใน Color

[07:59:14] ก็เป็น

[07:59:16] True โอเคครับผมอันนี้ก็จะเป็นตัวอย่าง

[07:59:19] การใช้ membership Operator นะครับหรือ

[07:59:22] ว่าตัวดำเนินการสมาชิกอ่าในภาษา python

[07:59:26] เนาะก็จะได้ผลลับตามที่แสดงข้างขั้งต้น

[07:59:28] เลย
